โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พรรคประชาชนวิจารณ์ ศบก. ปล่อยปละละเลย ‘ไอ้โม่ง’ ขโมยน้ำมัน เสนอมาตรการ ‘คูปองน้ำมัน-ปุ๋ย’ ต่อลมหายใจเกษตรกร

THE STANDARD

อัพเดต 20 มี.ค. เวลา 12.17 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. เวลา 12.17 น. • thestandard.co
พรรคประชาชนวิจารณ์ ศบก. ปล่อยปละละเลย ‘ไอ้โม่ง’ ขโมยน้ำมัน เสนอมาตรการ ‘คูปองน้ำมัน-ปุ๋ย’ ต่อลมหายใจเกษตรกร

พรรคประชาชนวิจารณ์การทำหน้าที่ของศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบก.) หลังล้มเหลวในการจัดการปัญหาขโมยน้ำมันออกจากระบบ ชี้การบุกจับกุมที่จังหวัดอ่างทองมูลค่า 10 ล้านบาทเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง พร้อมเสนอทางออกวิกฤตภาคเกษตรด้วยมาตรการ “คูปองน้ำมัน” และ “คูปองปุ๋ย” ยิงตรงถึงมือเกษตรกร เพื่อต่อลมหายใจในฤดูเก็บเกี่ยวที่กำลังวิกฤตหนักจากพิษสงครามในตะวันออกกลาง

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการนโยบาย, เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ วริสา มีเจริญ คณะทำงานด้านเกษตร ได้ร่วมกันแถลงข่าวเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ เพื่อสะท้อนข้อห่วงใยต่อสถานการณ์ภาคเกษตรที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตพลังงาน

วีระยุทธระบุว่า รู้สึกผิดหวังอย่างมากกับการประชุม ศบก. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เนื่องจากไม่มีการเอาผิดผู้ที่ลักลอบนำน้ำมันออกจากระบบตามที่ผู้อำนวยการ ศบก. เคยรับปากไว้ แม้จะมีการบุกจับกุมที่จังหวัดอ่างทองเมื่อเช้า แต่มูลค่า 10 ล้านบาทนั้นน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำมันมหาศาลที่หายไป ซึ่งหากรัฐบาลไม่เอาจริงเอาจัง วิกฤตนี้ก็จะยืดเยื้อและมีผู้ฉวยโอกาสหากินบนความเดือดร้อนของประชาชนต่อไปเรื่อยๆ

เพื่อลดความตื่นตระหนกของสังคม พรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลและ ศบก. เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์น้ำมันแบบรายวันผ่านระบบ “แดชบอร์ด” (Dashboard) ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก เพราะสำนักงานพลังงานจังหวัดมีข้อมูลอยู่แล้ว ดังเช่นความสำเร็จของ อบจ. ลำพูน ที่ร่วมมือกับสำนักงานพลังงานจังหวัดเปิดเผยข้อมูลปริมาณน้ำมันคงเหลือของแต่ละปั๊มให้ประชาชนรับทราบ

วีระยุทธระบุว่า รู้สึกผิดหวังอย่างมากกับการประชุม ศบก. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เนื่องจากไม่มีการเอาผิดผู้ที่ลักลอบนำน้ำมันออกจากระบบตามที่ผู้อำนวยการ ศบก. เคยรับปากไว้ แม้จะมีการบุกจับกุมที่จังหวัดอ่างทองเมื่อเช้า แต่มูลค่า 10 ล้านบาทนั้นน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำมันมหาศาลที่หายไป ซึ่งหากรัฐบาลไม่เอาจริงเอาจัง วิกฤตนี้ก็จะยืดเยื้อและมีผู้ฉวยโอกาสหากินบนความเดือดร้อนของประชาชนต่อไปเรื่อยๆ

เพื่อลดความตื่นตระหนกของสังคม พรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลและ ศบก. เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์น้ำมันแบบรายวันผ่านระบบ “แดชบอร์ด” (Dashboard) ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก เพราะสำนักงานพลังงานจังหวัดมีข้อมูลอยู่แล้ว ดังเช่นความสำเร็จของ อบจ. ลำพูน ที่ร่วมมือกับสำนักงานพลังงานจังหวัดเปิดเผยข้อมูลปริมาณน้ำมันคงเหลือของแต่ละปั๊มให้ประชาชนรับทราบ

ในขณะที่ภาคเอกชนเองก็ยังสามารถทำเว็บไซต์รวบรวมข้อมูลจากประชาชนได้ วิกฤตที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือความเดือดร้อนของเกษตรกรที่เสียงยังส่งไปไม่ถึงรัฐบาล โดยเฉพาะปัญหาขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องจักรกลการเกษตร ทั้งเครื่องสูบน้ำ รถไถ และรถเกี่ยวนวดข้าว หากไม่มีน้ำมันในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ข้าวก็มีโอกาสร่วงหล่นเสียหาย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของชาวนาและปริมาณข้าวในตลาด

พรรคประชาชนจึงเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการ “คูปองน้ำมัน” ช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ซึ่งเป็นวิธีที่ตรงจุดที่สุด เนื่องจากประเทศไทยมีฐานข้อมูลเกษตรกรรายพื้นที่ที่ชัดเจนอยู่แล้ว

พรรคประชาชนจึงเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการ “คูปองน้ำมัน” ช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ซึ่งเป็นวิธีที่ตรงจุดที่สุด เนื่องจากประเทศไทยมีฐานข้อมูลเกษตรกรรายพื้นที่ที่ชัดเจนอยู่แล้ว

นอกจากปัญหาน้ำมันแล้ว วิกฤต “ปุ๋ยเคมี” ก็กำลังก่อตัวขึ้น วริสาชี้ให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกันของข้อมูลภาครัฐ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ระบุว่าสต๊อกปุ๋ยมีพอถึงเดือนพฤษภาคม แต่กรมการค้าภายในกลับบอกว่าใช้ได้ถึงเดือนสิงหาคม ความขัดแย้งนี้สร้างความกังวลอย่างยิ่ง เพราะเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงเริ่มต้นฤดูเพาะปลูกใหม่ที่ต้องการใช้ปุ๋ยจำนวนมาก

นอกจากนี้ แม้คลังสินค้าปุ๋ยรายใหญ่ในอยุธยาจะอ้างว่ามีปุ๋ยเพียงพอ แต่ในความเป็นจริง ร้านค้ารายย่อยต้องไปต่อคิวซื้อปุ๋ยนาน 2-3 วัน และยังได้ของไม่ครบตามสั่ง ทำให้ต้นทุนพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาปุ๋ยยูเรียในตลาดปรับตัวจาก 850 บาท เป็น 900-1,200 บาทต่อกระสอบ ทั้งที่เป็นปุ๋ยในสต๊อกเดิม

นอกจากนี้ แม้คลังสินค้าปุ๋ยรายใหญ่ในอยุธยาจะอ้างว่ามีปุ๋ยเพียงพอ แต่ในความเป็นจริง ร้านค้ารายย่อยต้องไปต่อคิวซื้อปุ๋ยนาน 2-3 วัน และยังได้ของไม่ครบตามสั่ง ทำให้ต้นทุนพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาปุ๋ยยูเรียในตลาดปรับตัวจาก 850 บาท เป็น 900-1,200 บาทต่อกระสอบ ทั้งที่เป็นปุ๋ยในสต๊อกเดิม

พรรคประชาชนยังวิจารณ์โครงการ “ปุ๋ยธงเขียว” ของกระทรวงพาณิชย์ว่าเข้าถึงเกษตรกรได้เพียง 0.1% หรือหนึ่งในพันของความต้องการทั้งประเทศเท่านั้น จึงเสนอให้เปลี่ยนมาใช้ระบบ “คูปองส่วนลดปุ๋ย” มูลค่า 500 บาทต่อไร่ (จำกัด 10 ไร่ต่อราย) เพื่อให้เกษตรกรนำไปซื้อปุ๋ยได้เอง ซึ่งจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขวางและควบคุมงบประมาณได้ดีกว่า พร้อมกันนี้ยังเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์เปิดเผย “ราคาควบคุมกลาง” ให้ชัดเจน และสร้างช่องทาง เช่น LINE Official Account ให้เกษตรกรแจ้งเบาะแสการขายปุ๋ยเกินราคาหรือปุ๋ยปลอมได้ง่ายขึ้น

ในระยะยาว เดชรัตเสนอว่าหากรัฐบาลต้องการลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างจริงจัง จะต้องมีมาตรการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ไฟฟ้าในภาคเกษตร เช่น โครงการเทิร์นเครื่องจักรที่ใช้น้ำมันเป็นเครื่องจักรไฟฟ้า ขยายแนวเขตการใช้ไฟฟ้าลงไปถึงไร่นา ไม่ใช่แค่บ้านเรือน และสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์สำหรับชุมชน

ส่วนการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลและเอทานอล รัฐบาลต้องคำนวณและกระจายผลประโยชน์กลับคืนสู่เกษตรกรผู้ปลูกพืชพลังงานอย่างเป็นธรรม และต้องบริหารจัดการสต๊อกไบโอดีเซลให้สมดุลเพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาน้ำมันพืชสำหรับการบริโภคของประชาชน

ขณะที่ เลาฟั้งระบุว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ของเกษตรกรบนพื้นที่สูง ผู้ปลูกกำลังขายผักผลไม้ได้ในราคาที่ต่ำมากถึงขั้นไม่คุ้มทุนแล้ว ขณะเดียวกันผู้บริโภคทั่วไปเวลาซื้อผักผลไม้ในท้องตลาดยังซื้อในราคาที่สูง โดยเฉพาะบนห้าง ปรากฏการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในภายภาคหน้าจากราคาน้ำมันและราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น จะเป็นการซ้ำเติมปัญหานี้ ทำให้เกษตรกรที่เป็นผู้ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคทั่วไปก็อาจจะได้ซื้อผักผลไม้และอาหารในราคาที่เพิ่มขึ้น

พรรคประชาชนจึงขอเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์ใช้กลไกที่มีอยู่แล้วคือเครื่องมือตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ 2542 ในการควบคุมราคาสินค้าเกษตร และการใช้งบประมาณในกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ที่มีการตั้งไว้อยู่ที่ปีละ 2,000 ล้านบาท นำมาใช้กับกลุ่มผักผลไม้ และกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะในส่วนของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ต้องติดตามและตรวจสอบปัญหาต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรไม่ต้องแบกรับต้นทุนที่มากเกินไป ขณะเดียวกันต้องติดตามตรวจสอบราคาผักและผลไม้ไม่ให้เพิ่มสูงมากเกินไปจนกระทบต่อผู้บริโภคด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...