โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

3 ปีหลังการจากไปของ ‘จีจี้’ ตัวเลขความรุนแรงในความสัมพันธ์เพิ่มขึ้น แต่สังคมยังตั้งคำถามกับ ‘เหยื่อ’ มากกว่าผู้กระทำ

The Momentum

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • THE MOMENTUM

เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2566 จีจี้-สุพิชชา ปรีดาเจริญหญิงสาววัย 20 ปี ได้เสียชีวิตจากเหตุความรุนแรงโดยอดีตคนรัก และชื่อของ ‘จีจี้’ กลายเป็นอีกหนึ่งความสูญเสียที่สร้างความสะเทือนใจแก่สังคม

3 ปีผ่านไป เรื่องราวของเธอถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงอีกครั้งโดยมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ไม่ใช่เพียงเพื่อรำลึกถึงผู้จากไป แต่เพื่อชวนให้สังคมหันกลับมาตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า เหตุใดความสัมพันธ์ ซึ่งควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุด จึงกลายเป็นพื้นที่อันตรายสำหรับใครบางคน

คำถามนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อพิจารณาจากข้อมูลการติดตามข่าวของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้ลดลง ทว่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี พบว่า ความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 40% เหตุรุนแรงถึงชีวิตเพิ่มขึ้นเกือบ 45% และในกลุ่มคู่รักเอง ตัวเลขก็พุ่งสูงถึง 50-70%

อย่างไรก็ตาม แม้โพสต์ดังกล่าวจะพยายามชวนให้สังคมตระหนักถึงความรุนแรงในความสัมพันธ์ผ่านข้อมูล ข้อเท็จจริง และบทเรียนจากกรณีของจีจี้ ทว่าสิ่งที่ผู้เขียนสังเกตเห็นกลับไม่ใช่เพียงเนื้อหาของโพสต์ แต่เป็นปฏิกิริยาคอมเมนต์ในโพสต์ดังกล่าวจำนวนไม่น้อย ที่ไม่ได้ทำความเข้าใจความรุนแรง แต่ตั้งคำถามต่อผู้เสียชีวิตแทน เช่น

“ทำไมไม่เลิก”

“ทำไมไม่หนี”

หรือแม้กระทั่งโยงไปถึงเรื่องเงินและสถานะ ความคิดเห็นเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘การโทษเหยื่อ’ (Victim Blaming) อย่างชัดเจน

และนี่คืออีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้ความรุนแรงยังคงดำรงอยู่ เพราะตราบใดที่สังคมยังตั้งคำถามกับเหยื่อมากกว่าผู้กระทำ ความรุนแรงก็ยังมีพื้นที่ให้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ความรุนแรงในครอบครัวที่ทวีเพิ่มขึ้น

จากข้อมูลการติดตามข่าวของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ในปี 2566 มีข่าวความรุนแรงในครอบครัว 1,086 ข่าว ก่อนจะเพิ่มเป็น 1,529 ข่าวในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 40% ภายในเวลาเพียง 1 ปี แต่สิ่งที่น่าห่วงยิ่งกว่าจำนวน คือระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ที่ขยับสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ข่าวการทำร้ายร่างกายเพิ่มจาก 433 เป็น 638 ข่าว ขณะที่เหตุฆ่ากันเพิ่มจาก 388 เป็น 562 ข่าว และเหตุฆ่ายกครัว เพิ่มจาก 3 เป็น 11 ข่าว ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ความรุนแรงไม่ได้เกิดบ่อยขึ้นเท่านั้น แต่กำลังนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ร้ายแรงถึงชีวิตมากขึ้น

ในความสัมพันธ์แบบคู่รัก แนวโน้มยิ่งชัดเจน การทำร้ายกันเพิ่มจาก 102 เป็น 153 ข่าว หรือเพิ่มขึ้น 50% ส่วนการฆ่ากันเพิ่มจาก 64 เป็น 109 ข่าว หรือสูงขึ้นกว่า 70% แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ที่ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย กลับกลายเป็นจุดเสี่ยงของความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ปัจจัยกระตุ้นอย่างแอลกอฮอล์และยาเสพติดยังคงมีบทบาทสำคัญ แม้สัดส่วนจะใกล้เคียงเดิม แต่จำนวนเหตุที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นตามภาพรวมของความรุนแรงที่สูงขึ้น โดยมีปัจจัยกระตุ้นอย่างแอลกอฮอล์เกี่ยวข้องกับเหตุความรุนแรง จาก 316 เป็น 448 ข่าว หรือเพิ่มขึ้น 41.8% ยาเสพติดเกี่ยวข้องกับเหตุความรุนแรง จาก 283 เป็น 412 ข่าว หรือเพิ่มขึ้น 45.6% สะท้อนว่าปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ยังไม่ได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และยังคงเป็นเชื้อไฟที่ทำให้ความรุนแรงในคู่รักปะทุขึ้น

นอกจากนี้ ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) ระบุว่า ความรุนแรงในความสัมพันธ์ (IPV) เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยและกระทบผู้คนจำนวนมากในสหรัฐฯ ทุกปี ผู้หญิงมากกว่า 1 ใน 3 คน หรือเกือบ 43.5 ล้านคน และผู้ชายมากกว่า 1 ใน 6 คน หรือ 20.7 ล้านคน เคยเผชิญความรุนแรงจากคนรัก ไม่ว่าจะเป็นการล่วงละเมิดทางเพศ การทำร้ายร่างกาย หรือการคุกคามติดตาม (Stalking) อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต

เมื่อดูเฉพาะผู้หญิง พบว่า ประมาณ 1 ใน 5 เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศ เกือบ 1 ใน 4 เคยถูกทำร้ายร่างกาย และราว 1 ใน 8 เคยถูกสะกดรอยตาม นอกจากนี้ ผู้หญิงเกือบ 1 ใน 3 ไม่เพียงเผชิญความรุนแรง แต่ยังได้รับผลกระทบตามมา เช่น บาดเจ็บทางร่างกาย ต้องหยุดงานหรือเรียน มีความกังวลเรื่องความปลอดภัย ต้องเข้ารับการรักษา หรือถึงขั้นแจ้งความกับตำรวจ

ความรุนแรงลักษณะนี้มักเริ่มตั้งแต่อายุน้อย และอาจดำเนินต่อเนื่องไปตลอดชีวิต หากเกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่นจะเรียกว่า ‘ความรุนแรงในการเดต’ (Teen Dating Violence) โดยมีผู้หญิงราว 16 ล้านคน และผู้ชาย 11 ล้านคน ระบุว่า เคยเจอความรุนแรงจากคนรักเป็นครั้งแรกตั้งแต่อายุต่ำกว่า 18 ปี

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของการเผชิญความรุนแรงไม่ได้เท่ากันในทุกคน แต่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิต เช่น ครอบครัว ชุมชน หรือสังคม ทำให้คนบางกลุ่ม โดยเฉพาะเยาวชนในบางบริบท มีความเสี่ยงสูงกว่าคนอื่น ในการเผชิญความรุนแรงทั้งทางเพศและทางร่างกายจากคนรัก

คืนโอกาสชีวิต ด้วยการไม่ทนต่อความรุนแรง

ย้อนกลับไปในปี 2567 มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับ BBDO Bangkok และ สสส. เปิดตัวแคมเปญ Bring Back 2nd Chance of Life เพื่อชวนสังคมทบทวนความเชื่อเรื่องโอกาสครั้งที่สองในความสัมพันธ์ที่มีความรุนแรง พร้อมย้ำว่า การให้อภัยหรือกลับไปเริ่มต้นใหม่ อาจไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเสมอไป และในบางกรณีอาจหมายถึงการไม่มีโอกาสครั้งต่อไปในชีวิต ซึ่งการจากไปของจีจี้สะท้อนบทเรียนสำคัญต่อสังคมใน 3 มิติ

มิติแรก คือการยุติความรุนแรงในความสัมพันธ์ แนวคิดเลิกให้โอกาสที่ 2 กับความรุนแรง เตือนให้เห็นว่า เมื่อความรุนแรงเกิดขึ้นแล้ว มักมีแนวโน้มจะเกิดซ้ำ การตัดสินใจออกจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษจึงไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือการปกป้องชีวิตและอนาคตของตัวเอง

มิติที่สอง คือการคืนโอกาสและความฝันให้คนรุ่นใหม่ จีจี้เป็นตัวแทนของเยาวชนที่มีศักยภาพและอนาคตที่ควรได้เติบโต การสูญเสียครั้งนี้จึงสะท้อนความสำคัญของการสร้างสังคมที่ปลอดภัย เพื่อให้เด็กและผู้หญิงได้มีโอกาสใช้ชีวิตและทำตามความฝันอย่างเต็มที่

มิติสุดท้าย คือปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการเข้าถึงอาวุธปืนในความสัมพันธ์ใกล้ชิด ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรถูกพูดถึงอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก และย้ำว่าความขัดแย้งไม่ควรถูกแก้ไขด้วยอำนาจหรือความรุนแรง

โทษเหยื่อ=ผลิตซ้ำความรุนแรง

ปรากฏการณ์การโทษเหยื่อที่มักเห็นในพื้นที่คอมเมนต์ ไม่ใช่แค่ความเห็นส่วนบุคคล แต่เป็นการสะท้อนทัศนคติที่ฝังลึกในสังคม จนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการยุติความรุนแรงและเป็นการโยนความรับผิดชอบจากผู้กระทำไปยังผู้ถูกกระทำ ราวกับว่าเหยื่อสามารถควบคุมหรือหลีกเลี่ยงความรุนแรงได้ แต่ในความเป็นจริง ความรุนแรงในความสัมพันธ์มีความซับซ้อนมากกว่านั้น ผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้มักเผชิญทั้งการควบคุมทางจิตใจ การข่มขู่ ความกลัว และความหวังว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนแปลง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การเดินออกมาไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คนนอกมอง

ขณะเดียวกัน การโทษเหยื่อยังเชื่อมโยงกับโครงสร้างทางสังคม โดยเฉพาะกรอบคิดปิตาธิปไตย ที่มองความสัมพันธ์เป็นเรื่องส่วนตัว และมองว่าผู้หญิงคือต้นเหตุของปัญหา เมื่อเกิดความรุนแรง ความผิดจึงถูกผลักไปที่ผู้ถูกกระทำอย่างแนบเนียน

แม้จะมีข้อมูล งานวิจัย และแคมเปญจากหลายภาคส่วนที่พยายามสื่อสารเรื่องความรุนแรงและการยุติการโทษเหยื่อมาอย่างต่อเนื่อง แต่บทสนทนาในสังคมกลับวนอยู่ที่จุดเดิม พื้นที่คอมเมนต์ยังถูกใช้เป็นพื้นที่ ‘ตัดสิน’ มากกว่าพื้นที่ ‘ทำความเข้าใจ’

ผู้เขียนเองได้มีโอกาสเขียนถึงประเด็นการโทษเหยื่อในหลายกรณี และยังคงเห็นว่าปัญหานี้ไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เหยื่อหลายคนยังคงถูกตั้งคำถาม ถูกตัดสิน และถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่คอมเมนต์ของโพสต์ดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ย้ำให้เห็นว่า เรายังมีหนทางอีกยาวไกลในการสร้างสังคมที่มีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจต่อกันมากกว่านี้

บางทีจุดเริ่มต้นอาจไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่อาจเป็นเพียงการตั้งคำถามง่ายๆ กับตัวเองว่า เรากำลังมองเหยื่อด้วยความเข้าใจ หรือด้วยอคติ และก่อนจะพิมพ์ข้อความใดลงไปในพื้นที่สาธารณะ อาจต้องถามอีกครั้งว่า คำพูดของเราจะช่วยเยียวยาหรือซ้ำเติม

เพราะการกล่าวโทษเหยื่อไม่ได้ช่วยอะไรทั้งนั้น แต่เป็นการผลิตซ้ำความรุนแรงและตอกย้ำบาดแผลของผู้ถูกกระทำ

ท้ายที่สุดนี้ ผู้เขียนขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของ จีจี้-สุพิชชา ปรีดาเจริญ และเหยื่อของความรุนแรงทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ถูกจดจำในหน้าข่าวหรือไม่ก็ตาม ทุกคนล้วนสมควรได้รับความเป็นธรรมไม่ต่างกัน

อ้างอิง

https://www.cdc.gov/intimate-partner-violence/about/index.html

https://www.facebook.com/share/p/1BruJUEzYY/?mibextid=wwXIfr

https://ooca.co/blog/oocastory-victim-blaming-ทำไมเหยี่อถึงกลายเป/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...