โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พิพัฒน์เผยพรุ่งนี้ดีเซลขึ้นหลักสตางค์ไม่ถึงบาท ไม่เกิน 33 บาท ดัน B20 ลดต้นทุน พร้อม เผยข่าวดี กต. เจรจารัสเซียขอซื้อน้ำมันดิบแล้ว

THE STANDARD

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
พิพัฒน์เผยพรุ่งนี้ดีเซลขึ้นหลักสตางค์ไม่ถึงบาท ไม่เกิน 33 บาท ดัน B20 ลดต้นทุน พร้อม เผยข่าวดี กต. เจรจารัสเซียขอซื้อน้ำมันดิบแล้ว

วันนี้ (16 มีนาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือถึงสถานการณ์ราคาพลังในประเทศไทยที่เกิดขึ้นในขณะนี้ โดยขอให้กระทรวงพลังงานยืนยันว่า เรายังมีน้ำมันใช้ เนื่องจากพบว่าสถานีบริการน้ำมันมีการเปิด-ปิดเป็นช่วงๆ ซึ่งทางกระทรวงพลังงาน และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยืนยันจากข้อมูลเมื่อวานนี้ (16 มี.ค. 69) ว่า ยังมีน้ำมันใช้ได้อีก 96 วัน ดังนั้นยังมีน้ำมันสำรองอยู่

ส่วนที่มีปัญหาเกี่ยวกับสถานีบริการต่างๆ สาเหตุหลักเกิดจากการขนส่งไม่ทัน และที่สำคัญ สถานีบริการที่มีบริษัทแม่ดูแล เช่น เชลล์ ปตท. ซัสโก้ บางจาก และคาลเท็กซ์ มีประมาณ 10,000 แห่ง ขณะที่สถานีที่ไม่มีแบรนด์ รวมถึงปั๊มหลอดตามหมู่บ้านต่าง ๆ อีกประมาณ 23,000 แห่ง ไม่มีน้ำมันจำหน่าย ทำให้รถจำนวนมากแห่ไปใช้บริการสถานีของบริษัทแม่ ส่งผลให้การเตรียมการไม่ทัน โดยเฉพาะระบบขนส่งน้ำมันจากคลัง ทำให้สถานีบริการต้องปิดเป็นช่วงๆ หรือบางแห่งขาดน้ำมันบางชนิด ซึ่งการแก้ไขปัญหาในส่วนนี้จะมีการหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าจะมีมาตรการอย่างไรต่อไป

เมื่อถามถึงการตรึงราคาน้ำมันดีเซล พิพัฒน์กล่าวว่า จะมีการประชุมกันในช่วงเย็นวันนี้ และยืนยันว่า ในวันพรุ่งนี้จะมีการขยับราคาทั้งน้ำมันเบนซินและดีเซล โดยน้ำมันเบนซินมีการปรับขึ้นมาแล้วในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนน้ำมันดีเซลจะเริ่มปรับในวันพรุ่งนี้ โดยจะขยับเพียงหลักสตางค์ไม่ถึง 1 บาท และจะพยายามอั้นราคาไม่ให้เกิน 33 บาท/ลิตร

พิพัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า ช่วงที่อนุทินเข้ามาเป็นรัฐบาล 4 เดือน ราคาน้ำมันดีเซลลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 32 บาท ขณะที่ก่อนหน้านั้นเคยแตะระดับ 34.94 บาท และในช่วงรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร และเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ราคาก็เคยปรับลงมาจากประมาณ 35 บาท โดยจากนี้จำเป็นต้องทยอยปรับขึ้น

ส่วนที่สอง จะมีการปรับสูตรน้ำมัน โดยน้ำมันเบนซินได้ปรับสูตรเรียบร้อยแล้ว เช่น E10, E20 และ E85 ซึ่งมีโครงสร้างราคาที่แตกต่างกัน ขณะที่น้ำมันดีเซลก็จะมีการปรับสูตรในลักษณะเดียวกัน และอาจมีการปรับราคาเพิ่มขึ้น โดยเบื้องต้นจะผลักดันน้ำมัน B20 ให้กับภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และภาคการเกษตร ซึ่งคาดว่า B20 จะมีราคาถูกกว่า B7 ประมาณ 4-5 บาท แต่ยังเป็นเพียงการประเมินเบื้องต้น และต้องรอข้อสรุปจากที่ประชุม

พิพัฒน์กล่าวต่อว่า ปัจจุบันกองทุนน้ำมันติดลบอยู่ที่กว่า 12,000 ล้านบาท และมีการหารือในที่ประชุมเมื่อวานนี้ (16 มีนาคม) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานว่า กองทุนน้ำมันไม่ควรติดลบถึง 40,000 ล้านบาท จึงต้องเร่งหาแนวทางแก้ไข โดยขณะนี้ต้องรอรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อให้กระทรวงการคลังสามารถค้ำประกันการกู้เงินได้

ทั้งนี้ จากการหารือกับธนาคารกรุงไทยและธนาคารออมสิน คาดว่าสามารถกู้เงินได้ประมาณ 40,000 ล้านบาท แต่หากต้องการวงเงินมากกว่านั้น จำเป็นต้องให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งในอดีตกองทุนเคยติดลบสูงสุดประมาณ 120,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลใหม่จัดตั้งไม่ทัน รัฐบาลรักษาการอาจต้องเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขออนุมัติเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากเป็นสถานการณ์จำเป็นเร่งด่วน

“อย่างไรก็ดี ขอให้มั่นใจว่าน้ำมันจะไม่ขาดแคลน โดยขณะนี้ยังมีน้ำมันจากแหล่งนอกอ่าวไม่น้อยกว่า 50% ซึ่ง ปตท. และกระทรวงพลังงานได้ทำสัญญาจัดหาไว้แล้ว อีก 50% อยู่ระหว่างการจัดหาจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม และมีข่าวดีว่า สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้หารือกับประเทศรัสเซีย เพื่อขอซื้อน้ำมันดิบ ซึ่งหากสำเร็จจะช่วยลดความเสี่ยงด้านพลังงานได้อย่างมาก”

เมื่อถามว่าจะมีเงื่อนไขหรือไม่ เนื่องจากสหรัฐอเมริกามีข้อจำกัดในการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย พิพัฒน์กล่าวว่า ต้องให้กระทรวงการต่างประเทศเจรจาในรายละเอียดต่อไป แต่เชื่อว่า ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ หลายประเทศอาจมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการเจรจา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...