โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

KKP จี้เลิกอุ้มดีเซล “หว่านแห” โฟกัสกลุ่มเปราะบาง หันใช้พลังงานทดแทน ลดพึ่งพาตะวันออกกลาง

Thairath Money

อัพเดต 17 มี.ค. เวลา 11.38 น. • เผยแพร่ 17 มี.ค. เวลา 11.37 น.
ภาพไฮไลต์

สภาวะสงครามและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นกำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดย KKP ประเมินว่าวิกฤติครั้งนี้ อาจส่งแรงกระแทกอย่างหนักต่อการเติบโตของประเทศ

เนื่องจากไทยมีสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานนำเข้าสุทธิสูงที่สุดในภูมิภาค หากสถานการณ์ลุกลามจนทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลและยืดเยื้อยาวนาน อาจฉุดรั้งให้ GDP ของไทยในปีนี้เติบโตได้ต่ำกว่า 0.7%

พร้อมแนะรัฐบาลควรพิจารณาทบทวนนโยบายการอุดหนุนราคาพลังงานแบบถ้วนหน้า เพื่อลดภาระทางการคลังที่กำลังพุ่งสูงขึ้นวันละนับพันล้านบาท และหันมาใช้วิธีช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่มแทน

จุดอ่อนเศรษฐกิจไทย พึ่งพาพลังงานนำเข้าสูงสุดในภูมิภาค

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร หรือ KKP กล่าวว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในรอบนี้ ปัญหาอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญที่มีการขนส่งน้ำมันไหลผ่านถึง 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลก

ดังนั้น การปิดช่องแคบฯ หรือการสู้รบในบริเวณดังกล่าว ส่งผลให้น้ำมันหายไปจากระบบโลกทันทีประมาณ 10-15 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือเป็นผลกระทบที่ใหญ่มาก

ความเสี่ยงนี้พุ่งเป้ามาที่ประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีการนำเข้าพลังงานสูง และสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคอย่างสิงคโปร์หรือเกาหลีใต้

ยิ่งไปกว่านั้น ไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึง 58-60% ของการใช้งานทั้งหมด และพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากภูมิภาคดังกล่าวอีก 29%

สิ่งที่น่ากังวลสำหรับวิกฤติรอบนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่ "ราคา" พลังงานและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ปรับตัวสูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงในเรื่องของ "ปริมาณ" ที่อาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนทรัพยากรได้หากหาแหล่งนำเข้าอื่นมาทดแทนไม่ทัน

สำหรับประเด็นเรื่องเงินเฟ้อนั้น KKP ประเมินว่าอาจไม่ได้สร้างความน่ากังวลรุนแรงเหมือนวิกฤติในอดีต เนื่องจากปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยติดลบอยู่ที่ประมาณ 0.88% ซึ่งเป็นฐานที่ค่อนข้างต่ำ

หากราคาน้ำมันพุ่งแตะ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เงินเฟ้อทั้งปีก็อาจจะขยับไปแตะที่ระดับ 2% ซึ่งยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย จึงไม่น่าเห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากเศรษฐกิจชะลอตัวลง แต่เงินเฟ้อกลับพุ่งสูงขึ้นพร้อมกัน หรือที่เรียกว่าภาวะ Stagflation จะสร้างความท้าทายอย่างมากต่อการดำเนินนโยบายการเงินของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไป

กองทุนน้ำมันอ่วม ภาระหนักอึ้งทางการคลัง

วิกฤติพลังงานครั้งนี้ ยังสะท้อนภาพปัญหาเชิงโครงสร้างของนโยบายการคลังไทย โดยเฉพาะต้นทุนมหาศาลจากการเข้าไปอุดหนุนราคาพลังงานด้วย

ดร.พิพัฒน์ ชี้ให้เห็นว่า การที่รัฐบาลพยายามตรึงราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มไว้ที่ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรนั้น สวนทางกับต้นทุนที่แท้จริงที่ในปัจจุบัน ทะยานไปถึง 48 บาทต่อลิตรแล้ว (กรณีไม่รวมการอุดหนุนราคา)

ทั้งนี้ ส่วนต่าง 18 บาทต่อลิตรนี้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องเป็นผู้แบกรับภาระชดเชย ซึ่งเมื่อคูณกับปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลในประเทศที่สูงถึง 70 ล้านลิตรต่อวัน เท่ากับว่ารัฐมีภาระต้องจ่ายเงินอุดหนุนเฉพาะกลุ่มดีเซลสูงถึงวันละกว่า 1,000 ล้านบาท

ไม่ว่ารัฐบาลจะเลือกใช้วิธีลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สุดท้ายแล้วล้วนส่งผลกระทบต่อภาระทางการคลังและหนี้สาธารณะของประเทศทั้งสิ้น

ดร.พิพัฒน์ เสนอว่า ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะตรึงราคาน้ำมัน ไม่ให้ขยับได้ตลอดไป เพราะนอกจากจะสร้างต้นทุนที่สูงเกินควรแล้ว การบิดเบือนกลไกตลาดยังทำให้ประชาชนไม่เกิดแรงจูงใจในการประหยัดพลังงาน

ดังนั้น นโยบายที่เหมาะสม เช่น การทยอยปรับราคาให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงทีละน้อย และเปลี่ยนรูปแบบการอุดหนุนแบบถ้วนหน้า หรือ Across the board ไปสู่การอุดหนุนแบบพุ่งเป้าเพื่อช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบาง หรือผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริง

ทางรอดฝ่าวิกฤติ กระจายความเสี่ยง-ลดพึ่งพาตะวันออกกลาง

ในระยะสั้น รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งบริหารความเสี่ยงโดยการเจรจาหาแหล่งนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจากตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐอเมริกา หรือออสเตรเลีย

รวมถึงปรับปรุงโรงกลั่นในประเทศให้รองรับน้ำมันดิบจากแหล่งใหม่ได้ พร้อมทั้งต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้าที่อาจซ้ำเติมภาวะขาดแคลน

สำหรับระยะยาว วิกฤติครั้งนี้คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดว่า ประเทศไทยพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้ามากเกินไป ในขณะที่ประเทศอื่นมีสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเกินครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตไฟฟ้า แต่ไทยยังมีสัดส่วนพลังงานทดแทนไม่ถึง 20%

การเร่งส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์รูฟท็อป หรือพลังงานลม จึงเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่มีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี ภาคประชาชนเองก็ต้องประเมินสถานการณ์ของตนเองและหาทางประหยัดพลังงานเพื่อรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดด้วย

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : KKP จี้เลิกอุ้มดีเซล “หว่านแห” โฟกัสกลุ่มเปราะบาง หันใช้พลังงานทดแทน ลดพึ่งพาตะวันออกกลาง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...