ยุทธศักดิ์ แนะวางแนวทางบริหารความเสี่ยงท่องเที่ยวไทย กู้วิกฤตระยะสั้น-ปรับโครงสร้างระยะยาว
ยุทธศักดิ์ แนะวางแนวทางบริหารความเสี่ยงท่องเที่ยวไทย กู้วิกฤตระยะสั้น-ปรับโครงสร้างระยะยาว
นายยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน การปะทะกันอย่างรุนแรงด้วยการยิงขีปนาวุธใส่กันนั้น ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวกลุ่มระยะไกล ทั้งยุโรป สหรัฐ และตะวันออกกลางเข้ามาเที่ยวไทยเป็นจำนวนมากต่อปี จึงต้องวางแนวทางบริหารความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมท่องเที่ยว (Strategic Risk Management) เพื่อบรรเทาผลกระทบจากกรณีเลวร้ายที่สุดและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไปสู่เป้าหมายการสร้างรายได้ตามที่ตั้งไว้ ซึ่งรัฐบาลไทยและผู้ประกอบการควรได้บูรณาการกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงร่วมกัน โดยแบ่งออกเป็น 2 มิติหลัก คือ 1.การตอบสนองต่อภาวะวิกฤตระยะสั้น และ 2.การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในระยะกลางถึงระยะยาว
นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า มาตรการตอบสนองและบรรเทาผลกระทบระยะสั้น (Short-term Crisis Mitigation) ได้แก่ 1.การคุ้มครองและอํานวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวจากวิกฤตตะวันออกกลาง โดยมีกลไกตอบสนองเชิงรุกเพื่อช่วยเหลือผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวที่ติดค้างจากเหตุการณ์ความไม่สงบและการยกเลิกเที่ยวบิน อาทิ การจัดหาห้องพักราคาพิเศษเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่นักท่องเที่ยวที่ตกค้าง การอํานวยความสะดวกระดับพื้นที่ในการเข้าช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาเที่ยวบิน การจัดการการสื่อสารในภาวะวิกฤต เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง สกัดกั้นข่าวลือ และสร้างความเชื่อมั่น การแก้ไขปัญหาเอกสาร และการข้ามแดนเพื่อจัดการปัญหาการหมดอายุของวีซ่าแบบรายกรณีอย่างรวดเร็ว รวมถึงสนับสนุนให้สายการบินและผู้ประกอบการท่องเที่ยวปรับตารางการเดินทางให้ยืดหยุ่นที่สุด 2.มาตรการคุ้มครองผู้บริโภคและการพยุงเสถียรภาพราคาภายในประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ผลกระทบจากราคานํ้ามันโลกซํ้าเติมต้นทุนในประเทศ รวมถึงการลงพื้นที่ตรวจตราผู้ประกอบธุรกิจเชิงรุก ป้องกันการกักตุนสินค้าและการขึ้นราคาอย่างไม่สมเหตุสมผล เฝ้าระวังการโฆษณาที่สร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชนซื้อสินค้ามากเกินความจําเป็น
นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ด้านยุทธศาสตร์การยกระดับโครงสร้างและกระจายความเสี่ยงระยะยาว ต้องเร่งดำเนินการควบคู่กัน ได้แก่ 1.ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเปราะบาง เพื่อทดแทนอุปสงค์ที่อาจสูญหายไปจากเส้นทางบินตะวันออกกลาง ควรปรับกระบวนทัศน์มุ่งหน้าสู่กลยุทธ์ความยืดหยุ่น โดยพยายามกระจายฐานลูกค้าไปยังตลาด ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง การเบนเข็มสู่ตลาดทดแทนในเอเชียและอาเซียน ความยืดหยุ่นของตลาดระยะใกล้ เพื่อชดเชยกลุ่มระยะไกลที่หายไป ทั้งมาเลเซีย อินเดีย และเกาหลีใต้ ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและการปิดน่านฟ้าในภูมิภาคตะวันออกกลางน้อยกว่า 2.สร้างเกราะป้องกันด้วยการท่องเที่ยวภายในประเทศ ถือเป็นปัจจัยชดเชยที่ดีที่สุดเมื่อตลาดต่างประเทศหดตัว ควรมุ่งเน้นนโยบายไทยเที่ยวไทยอย่างเข้มข้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการกระจายรายได้หมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจชุมชนและพยุง
กระแสเงินสดของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในภาวะวิกฤต
นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า 3.ลบภาพจําด้านความไม่ปลอดภัยและยกระดับความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ยกระดับมูลค่าการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ด้วยความปลอดภัย โดยดําเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในการปรับพื้นฐาน (Baseline) ของอุตสาหกรรมให้สอดรับกับความคาดหวังของนักเดินทางยุคใหม่ที่ให้ความสําคัญกับความปลอดภัยสูงสุด ไม่ใช่เพียงแค่แคมเปญทางการตลาดเท่านั้น และ 4.เร่งเครื่องสร้างน่านนํ้าสีคราม ยุทธศาสตร์ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism Hub) บทเรียนสําคัญจากวิกฤตเศรษฐกิจรวมถึงโควิด-19 คือ นักท่องเที่ยวกลุ่ม Mass Tourism หรือกลุ่มทั่วไปที่มีความเปราะบางต่อราคาและความกังวลสูง ขณะที่นักท่องเที่ยวระดับบนมีความยืดหยุ่นต่อสภาวะเศรษฐกิจตกตํ่า จึงควรเร่งเปลี่ยนผ่านน่านนํ้ามุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางบริการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันของภูมิภาคเอเชีย ใช้การหลอมรวมขีดความสามารถทางการแพทย์ระดับโลกเข้ากับศิลปะการให้บริการต้อนรับแบบไทย ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถดึงดูดผู้เดินทางที่มีกําลังซื้อสูง ซึ่งวางแผนการเดินทางมารับการรักษาและฟื้นฟูสุขภาพระยะยาวได้แบบไม่สนใจผลกระทบจากราคาตั๋วเครื่องบิน
“การท่องเที่ยวไทยยังคงเผชิญกับปัญหาจากปัจจัยแวดล้อมที่ควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะสงครามตะวันออกกลาง การชะลอตัวของเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักทั้งในตะวันตกและประเทศจีน รวมถึงความผันผวนของค่าเงินบาท และการดําเนินนโยบายทางการคลังที่จํากัดของรัฐบาลไทย ล้วนเป็นแรงต้านทานมหาศาลที่ฉุดรั้งความพยายามในการบรรลุเป้าหมายนักท่องเที่ยว 36.7 ล้านคน ตามที่ ททท.ตั้งเป้าหมายไว้ แต่สิ่งที่ชี้วัดความสําเร็จอย่างแท้จริงไม่ใช่การหลีกหนีอุปสรรคเหล่านั้น แต่คือขีดความสามารถในการใช้ประโยชน์จากปัจจัยที่ควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ความรวดเร็วของหน่วยงานภาครัฐในการระดมทุกสรรพกําลังช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ การใช้นโยบายรักษาระดับราคาพลังงานเพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อ และการจัดทําแนวทางคุ้มครองผู้บริโภค ถือเป็นระบบดูดซับแรงกระแทกที่ทํางานได้ดีในระยะสั้น“ นายยุทธศักดิ์ กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ยุทธศักดิ์ แนะวางแนวทางบริหารความเสี่ยงท่องเที่ยวไทย กู้วิกฤตระยะสั้น-ปรับโครงสร้างระยะยาว
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th