‘ซิตี้บัสเชียงใหม่’ ชูบทเรียน 8 ปี คำถามถึงอนาคตเมืองที่ไร้ ‘ขนส่งหลัก’
สัมภาษณ์
เชียงใหม่เติบโตในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ แต่ทำไมเมืองใหญ่ขนาดนี้ยังไม่มีระบบขนส่งสาธารณะที่มั่นคงและยั่งยืน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาRTC Chiang Mai City Bus (รถเมล์ RTC) คือเอกชนรายหลักที่พยายามเติมช่องว่างนี้ ด้วยการลงทุนรถโดยสารปรับอากาศ ระบบ GPS กล้องวงจรปิด แอปติดตามรถ และพนักงานขับรถประจำเส้นทาง ทว่าภาพความตั้งใจกลับต้องเผชิญความจริงทางเศรษฐกิจที่ไม่ง่าย ผู้โดยสารมีเพียงวันละ 120 คน และที่นั่งว่างถึง 90% นี่ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางธุรกิจ แต่คือภาพสะท้อนทิศทางการพัฒนาเมือง
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “นายฐาปนา บุณยประวิตร” กรรมการผู้จัดการ บริษัท รีเจียนนอล ทรานซิท โคเปอร์เรชั่น จำกัด เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงตัวเลขการดำเนินงานที่ขาดทุนต่อเนื่อง และความรู้สึกของผู้ประกอบการจากส่วนกลางที่ข้ามห้วยมาลงทุน และยืนระยะมากว่า 8 ปี
ผู้โดยสารวันละ 120 คน
นายฐาปนาเล่าว่า ปัจจุบัน RTC เหลือรถให้บริการจริงเพียง 2-3 คัน จากเดิมมีทั้งหมด 5 คัน วิ่งความถี่ราว 45 นาทีต่อคัน ให้บริการตั้งแต่เวลา 07.45-18.10 น. มีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ราว 120 คนต่อวัน ขณะที่จุดคุ้มทุนของระบบอยู่ที่อย่างน้อย 300 คนต่อวัน
“ตอนนี้ยังไม่ถึงครึ่งของเป้าหมายเลยครับ ตัวเลข Load Factor หรืออัตราการบรรทุกผู้โดยสารอยู่เพียง 10% หมายความว่าในแต่ละเที่ยวรถยังว่างถึง 90% โครงสร้างผู้โดยสารก็สะท้อนภาพเฉพาะตัวของเชียงใหม่ โดย 90% เป็นผู้โดยสารจากสนามบิน ในจำนวนนี้เป็นสัดส่วนนักท่องเที่ยวราว 60% คนไทยจากต่างจังหวัดและคนในท้องถิ่น 40% ปัจจุบันเมืองมีทางเลือกอื่นจำนวนมาก โดยเฉพาะบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชั่น ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่”
ลงทุน 40 ล้าน แต่ไม่เคยได้กำไร
นายฐาปนาชี้ให้เห็นว่า ตัวเลขทางการเงินสะท้อนภาระที่บริษัทแบกรับมาตลอดหลายปี ลงทุนรอบแรกก่อนโควิดราว 35 ล้านบาท ขาดทุนสะสมช่วงนั้นราว 42 ล้านบาท หลังสถานการณ์โควิดคลี่คลายลงทุนเพิ่ม 8 ล้านบาท (ปลายปี 2566-ปัจจุบัน) โดยบริษัทกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2566 ซึ่งตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ขาดทุนสะสมอยู่ที่ประมาณ 6.2 ล้านบาท รวมตัวเลขขาดทุนสะสมตลอด 8 ปี ราว 48.2 ล้านบาท
“8 ปีเราลงทุนไปทั้งหมดราว 43 ล้านบาท พูดได้ว่าเราไม่เคยได้กำไรเลย สำหรับธุรกิจขนส่งสาธารณะ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะต้นทุนคงที่สูง ทั้งค่าน้ำมัน ค่าบำรุงรักษา ค่าแรงพนักงาน ค่าเสื่อมราคา และค่าระบบเทคโนโลยี ขณะที่รายได้พึ่งพาค่าโดยสารเพียงอย่างเดียว ที่ผ่านมา บริษัทพยายามประคองกิจการไว้ เพราะมองว่าการมีขนส่งมวลชนเป็นหน้าตาของเมือง คนลงสนามบิน ถึงแม้บางคนจะไม่ใช้ แต่เขาควรเห็นว่าเมืองนี้มีระบบขนส่งสาธารณะ”
ปัญหาที่ไม่ใช่แค่จำนวนคน
ผู้บริหาร RTC มองว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “คนไม่ใช้รถเมล์” เพียงอย่างเดียว แต่คือโครงสร้างเมืองที่ยังไม่ออกแบบให้ขนส่งสาธารณะเป็นแกนหลัก เชียงใหม่ยังพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล มีระบบรถสองแถวที่ยืดหยุ่น และมีบริการเรียกรถผ่านแอปที่เข้าถึงง่าย ในบริบทเช่นนี้ รถโดยสารประจำทางจึงกลายเป็น “ตัวเลือก” ไม่ใช่ “โครงสร้างหลักของเมือง”
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่บริษัทจะอยู่รอดได้นานแค่ไหน แต่คือจังหวัดเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ อบจ.เชียงใหม่ และหน่วยงานคมนาคม มีแผนชัดเจนต่อระบบขนส่งสาธารณะหรือไม่ หากไม่มีมาตรการสนับสนุน เช่น เงินอุดหนุนต่อเที่ยววิ่ง การสนับสนุนเชื้อเพลิง หรือภาษี การจัดระเบียบเส้นทางร่วมกับระบบอื่น สัญญาสัมปทานระยะยาวที่มั่นคง การผูกผังเมืองใหม่เข้ากับระบบขนส่ง สุดท้ายระบบที่ต้องมีผู้โดยสารอย่างน้อย 300 คนต่อวันเพื่อคุ้มทุน ย่อมเดินต่อได้ยาก หากมีผู้ใช้จริงเพียง 120 คน
ในหลายประเทศ ระบบรถเมล์ขาดทุนเชิงบัญชี แต่ถูกสนับสนุนเพราะถือเป็น “โครงสร้างพื้นฐานของเมือง” เช่นเดียวกับถนน ไฟฟ้า หรือประปา หากเชียงใหม่ต้องการลดรถติด ลดมลพิษ และยกระดับคุณภาพชีวิต ระบบขนส่งสาธารณะไม่อาจถูกปล่อยให้เป็นภาระของเอกชนรายเดียว
นายฐาปนากล่าวต่อว่า โมเดลที่ RTC อยากเสนอ ซึ่งถือเป็น Policy Innovation ข้อเสนอ เช่น Copay 20 บาท ประชาชนจ่าย 10 รัฐช่วย 20 ผู้ประกอบการเบิกคืน นี่คือโมเดลที่หลายประเทศใช้ ไม่ต้องอุ้มเอกชน แต่ช่วยประชาชนโดยตรง และทำให้ทุกผู้ให้บริการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม
“ขนส่งสาธารณะเป็นธุรกิจที่ต้องพึ่งพาปริมาณผู้โดยสารจำนวนมาก หากไม่มีมาตรการสนับสนุนจากรัฐ การอยู่รอดด้วยค่าโดยสารเพียงอย่างเดียวทำได้ยาก”
ผู้เล่นรายใหม่-เส้นทางทับซ้อน
ผู้บริหาร RTC ประเมินว่า กลุ่มทุนใหญ่ และ อบจ.เชียงใหม่ ที่เตรียมเข้ามาให้บริการรถขนส่งสาธารณะในเร็ว ๆ นี้ คาดว่า RTC ได้รับผลกระทบหนักแน่นอน
ซึ่งเมื่อดูเส้นทาง (สาย 23) พบว่า รถ EV ใหม่จะวิ่งทับเส้นทางฝั่งตะวันออก เช่น วัวลาย-ท่าแพ-กาดหลวง คาดว่าแย่งลูกค้าจากสนามบินไม่น้อยกว่าครึ่ง ขณะที่ อบจ. (สาย 6) จะทับเส้นทางฝั่งตะวันตก สุเทพ-มหาวิทยาลัยเชียงใหม่-วงแหวนมหิดล
“เส้นทางเราถูกทับเกือบ 100% ถือว่าเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เพราะอบจ.ใช้เงินภาครัฐ ขาดทุนเท่าไหร่ก็ไม่ต้องกังวลกำไร ขณะที่ RTC ต้องแบกรับต้นทุนธุรกิจเต็มรูปแบบ”
นายฐาปนากล่าวว่า ปลายเมษายน 2569 นี้ จะเป็นจุดตัดสินใจ แผนในเวลานี้คือรอให้ผู้ให้บริการรายใหม่เปิดบริการก่อน แล้วประเมินผลกระทบประมาณหนึ่งเดือน ซึ่งคาดว่าต้นเดือนเมษายนก็รู้แล้วว่ากระทบมากน้อยแค่ไหน หากยอดผู้โดยสารหายไปจนไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ ก็อาจต้องตัดสินใจหยุดกิจการและขอคืนใบอนุญาตเดินรถ
“หากหยุดวิ่งจะขายรถเดิมที่เหลืออยู่ 5 คันทิ้ง แต่ถ้ายังพอประคองไปได้ อาจพิจารณาลงทุนเปลี่ยนเป็นรถ EV อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถตอบชัดเจนได้ในเวลานี้ เพราะต้องรอประเมินผลกระทบจริงก่อน”
นายฐาปนาบอกว่า เดิม RTC มีสัมปทาน 3 สาย ปัจจุบันเหลือวิ่งเพียงสาย 24 สายเดียว โดยจัดการวิ่งแบบวนขวาและวนซ้าย ครอบคลุมเส้นทางหลัก ได้แก่ สนามบิน ถ.มหิดล ถ.สุเทพ/รพ.สวนดอก ถ.นิมมานเหมินทร์ ถ.ห้วยแก้ว ประตูช้างเผือก ขนส่งช้างเผือก กาดหลวง ท่าแพ ประตูเชียงใหม่ ถ.วัวลาย
แม้ครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ แต่ยอมรับว่าเส้นทางยังไม่ตอบโจทย์กลุ่มคนทำงานที่อาศัยอยู่รอบนอกเมือง
เสนอรัฐทำ Feeder ไม่ใช่วิ่งแข่ง
ในมุมมองเชิงนโยบาย ผู้บริหาร RTC เสนอว่า ภาครัฐควรทำหน้าที่ “สายป้อน” จากชานเมือง เช่น หางดง แม่ริม สันกำแพง เข้าสู่เมือง เพื่อเชื่อมต่อระบบหลัก แทนการวิ่งทับในเมือง ควรพัฒนาอาเขตและขนส่งช้างเผือกเป็น Transit Hub และจัดโครงสร้างเส้นทางให้สอดรับกับแผนรถไฟฟ้ารางเบา (LRT สายสีแดง) ในอนาคต
นายฐาปนากล่าวว่า เชียงใหม่เคยมีแนวคิดโครงการระบบราง เคยมีภาพฝันของรถไฟฟ้ารางเบา แต่ในวันที่รถเมล์ที่มีอยู่จริงยังมีผู้โดยสารเพียง 120 คนต่อวัน และต้องแบกขาดทุนสะสมหลายสิบล้านบาท เมืองพร้อมหรือยังที่จะลงทุนเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เพราะการสร้างระบบใหม่โดยไม่แก้โครงสร้างเดิม อาจเป็นเพียงการเพิ่มโครงการ ไม่ใช่การสร้างระบบ
ถูกทิ้ง เหมือนไม่มีตัวตน
ผู้บริหาร RTC ยอมรับตรงไปตรงมาว่า แม้ตามหลักการผู้ให้บริการเดิมควรถูกบูรณาการเข้ากับแผนใหม่ของเมือง แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่เป็นเช่นนั้น
“คนที่ทำอยู่ก่อนควรได้รับความสำคัญ โดยหลักการก็ควรจะเป็นแบบนั้น แต่เราเหมือนถูกทิ้ง ไม่เคยถูกเชิญประชุม ไม่เคยถูกหารือ ไม่เคยถูกบูรณาการ เขาไม่ได้สนใจอะไรหรอก เหมือนกับเราไม่มีอยู่ในโลก ไม่มีตัวตน มันสะท้อนว่าเชียงใหม่ยังไม่มี Transport Governance ที่รวมทุกภาคส่วน รัฐไม่ได้จัดระบบ แต่กำลังลงมาเล่นเอง”
ทั้งนี้ การอำนวยความสะดวกให้ประชาชนรับรู้จุดจอด จุดรอ และเส้นทางเดินรถในช่วงเปลี่ยนผ่าน ระบบควรทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ชัดเจน เพื่อที่จะอำนวยความสะดวกให้กับทุกคนได้รับทราบว่า ณ วันนี้ ถ้าจะไปรอรถ จะอยู่ตรงไหน อย่างไร
3 Pain Point ตลอด 8 ปี
นายฐาปนาได้กล่าวถึงบทเรียนที่เจ็บปวดที่สุด (Pain Point) ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา มี 3 ข้อหลัก ๆ 1.ขาดโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ในเขตเมืองไม่มีป้ายรถเมล์หรือจุดพักคอยชัดเจน ลูกค้าใหม่ไม่เห็น ไม่รู้ว่าต้องมารอรถตรงไหน หากโครงข่ายไม่ตอบพฤติกรรมการเดินทาง ธุรกิจก็อยู่ไม่ได้ 2.เชียงใหม่ขาดการบูรณาการข้อมูลระหว่างผังเมืองกับขนส่ง เส้นทางมีน้อยเกินไป ครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวเป็นหลัก ไม่เชื่อมต่อชุมชนรอบนอก 3.ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ไม่มีการอุดหนุนค่าโดยสาร ไม่มีการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน และในวันนี้รัฐกลับกลายเป็นคู่แข่ง
“ผู้บริหารท้องถิ่นไม่ให้ความสำคัญกับ Local Business ที่ทำอยู่ก่อนเลย เราไม่เคยได้รับเชิญไปพูดคุย พอรัฐพร้อมก็ลงมือทำเอง ไม่สนใจคนเก่าที่กัดฟันทนทำมาตลอด นี่คือบทเรียนของระบบนิเวศการลงทุน (Investment Ecosystem) ที่รายใหม่ควรพิจารณาให้รอบคอบ”
ระบบขนส่งสาธารณะไม่ได้สะท้อนเพียงกำไร-ขาดทุนของบริษัทหนึ่ง ตัวเลข 120 คนต่อวัน กับรถที่ว่าง 90% และการลงทุนกว่า 40 ล้านบาทที่ยังไม่เคยสร้างกำไร อาจไม่ใช่ความล้มเหลวของเอกชนรายหนึ่ง แต่อาจสะท้อนทิศทางการพัฒนาเมืองทั้งเมือง
ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ RTC จะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าเชียงใหม่จะนิยาม“ขนส่งสาธารณะ” อย่างไร คืออะไรสำหรับเมืองนี้ เป็นเพียงธุรกิจเอกชนที่ต้องยืนด้วยกำไรเอง หรือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เมืองต้องร่วมรับผิดชอบ
เพราะท้ายที่สุด ความสามารถในการแข่งขันของเมืองในระยะยาว ไม่ได้วัดเพียงจำนวนนักท่องเที่ยว แต่วัดจากคุณภาพระบบเมืองที่รองรับคนทั้งเมืองได้อย่างยั่งยืน และบางทีคำถามที่ควรถูกส่งถึงผู้กำหนดนโยบายจึงไม่ใช่ “RTC จะอยู่ได้ไหม” แต่อาจเป็น “เชียงใหม่พร้อมหรือยังที่จะลงทุนกับอนาคตของตัวเอง”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ซิตี้บัสเชียงใหม่’ ชูบทเรียน 8 ปี คำถามถึงอนาคตเมืองที่ไร้ ‘ขนส่งหลัก’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net