“เซนทรัล รีเทล” กางโรดแมปปี 69 แผนสำรองรับมือวิกฤตพลังงาน ยืนยันไร้ปัญหาของขาดตลาด
นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจ สำหรับปี 2568 โดยบริษัทมีรายได้รวมที่ 253,165 ล้านบาท พร้อมกับ EBITDA ที่ 29,836 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 7,432 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน Core EBITDA ที่ประมาณร้อยละ 12 และ Core NPAT ประมาณร้อยละ 3 ของรายได้รวมทั้งหมด
โดยผลประกอบการมาจากการวางกลยุทธ์ที่ตอบสนองต่อภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมถึงการปรับเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 14:00 น. ถึง 17:00 น. ทางบริษัทได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบร้านสะดวกซื้อเป็น Tops Daily Hybrid จำนวน 52 สาขา เพิ่มโซนไวน์ เบเกอรี่อบสด และสินค้ากลุ่มครีมกันแดดเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยว
ในส่วนของซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างเซ็นทรัลฟู้ดฮอลล์ ได้มีการปรับโฉมใหม่และเพิ่มความหลากหลายของสินค้าขึ้นอีกร้อยละ 10 ตลอดจนนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ซึ่งส่งผลให้ยอดขายรวมเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน
“สำหรับปีที่ผ่านมา CRC ขับเคลื่อนภายใต้ธีม Information Next ผลประกอบการในปีที่ผ่านมาเราเน้นธุรกิจในประเทศไทยและเวียดนาม ปัจจุบันเราได้ปรับเปลี่ยนท็อปส์ เดลี่รูปแบบใหม่ที่มีส่วนประกอบของไวน์เซลลาร์ เบเกอรี่ และอาหารปรุงสุก เพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่มักจะตื่นสายและต้องการหาซื้ออาหารเช้าหรือขนมปังทาน”
สยายปีกเจาะตลาดเวียดนาม
สำหรับการขยายฐานลูกค้าในประเทศเวียดนาม บริษัทประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการเปิดตัวระบบสมาชิก The1 Card แบบเต็มรูปแบบในทุกสาขาทั่วเวียดนามในช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยสามารถเพิ่มยอดสมาชิกจาก 100,000 คนในช่วงทดสอบระบบ กระโดดขึ้นเป็น 4.3 ล้านคนในระยะเวลาเพียงสองเดือน และมีสัดส่วนการทำธุรกรรมผ่านบัตรสมาชิกสูงถึงร้อยละ 84 ซึ่งเมื่อเทียบกับประชากรเวียดนามที่มีมากกว่าร้อยล้านคน บริษัทยังมองเห็นโอกาสในการเติบโตของฐานสมาชิกที่จะทะลุ 20 ล้านคนได้ในอนาคต
นอกจากนี้ ยังใช้เทคโนโลยีเข้ามาทำงานบนแพลตฟอร์มเดียวกัน ส่งผลให้บริษัทสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้ถึง 5 เท่า เพิ่มอัตราการเปลี่ยนผู้เข้าชมให้เป็นผู้ซื้อได้ร้อยละ 26 และเพิ่มประสิทธิภาพของซอฟต์แวร์ได้ถึงร้อยละ 50
ในขณะเดียวกัน ธุรกิจดาวรุ่งอย่าง Auto1 และ mini go! ในเวียดนามก็มีการเติบโตของยอดขายในระดับตัวเลขสองหลัก และมีกำไรสุทธิเติบโตมากกว่าสองหลักเช่นกัน ทำให้บริษัทตั้งเป้าหมายขยายสาขา Auto1 เพิ่มอีก 50 สาขา และ mini go! เพิ่มอีก 6 สาขาในปี 2569 รวมถึงธุรกิจ GO! Wholesale ที่ใช้เม็ดเงินลงทุนราว 600 ล้านบาทต่อ 2 สาขา เปิดให้บริการไปแล้ว 14 แห่ง ก็มีการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมในระดับตัวเลขสองหลักอย่างแข็งแกร่ง
อย่างไรก็ดี แผนการดำเนินงานและเป้าหมายทางการเงินในปี 2569 บริษัทคาดการณ์ว่ารายได้จะเติบโตร้อยละ 4 ถึง 5 และคาดว่า EBITDA จะเติบโตที่ร้อยละ 5 ถึง 7 โดยเตรียมงบลงทุนไว้ประมาณ 16,000 ถึง 18,000 ล้านบาท สำหรับการขยายสาขาใหม่ในประเทศไทย 13 ถึง 17 สาขา และในเวียดนามอีก 8 สาขาพร้อมกับแผนการปรับปรุงสาขาใหญ่อีก 7 แห่ง
โดยกลยุทธ์หลักของบริษัทยังคงมุ่งเน้นตลาดภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีสาขากว่า 3,000 แห่ง และเวียดนามที่มีสาขากว่า 120 แห่ง และมีแผนขยายพอร์ตโฟลิโอสินค้าด้วยการรุกตลาดเครื่องสำอางระดับกลาง หรือ Mastige ผ่านแบรนด์ KIS และ looks เพื่อขยายครอบคลุมกว่า 240 โลเคชั่น และมุ่งเน้นสินค้าแฟชั่นที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ รวมถึงสินค้ากีฬาเพื่อรับกระแสการแข่งขันฟุตบอลโลก
ตะวันออกกลางระอุ กระทบรายได้ท่องเที่ยวเพียง 1%
สำหรับประเด็นสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและวิกฤตพลังงานที่หลายฝ่ายกังวลนั้น บริษัทได้ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยในแง่ของผลกระทบโดยตรงจากกลุ่มนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางถือว่ามีสัดส่วนเพียงร้อยละ 1 ของธุรกิจเท่านั้น โดยสิ่งที่บริษัทเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือความผันผวนของราคาน้ำมัน
ยันสต็อกสินค้าแน่น 30 วันไร้ปัญหาของขาดตลาด
ทั้งนี้ ตัวเลขเป้าหมายการเติบโตของรายได้ปีนี้นั้น ยังไม่ได้นำปัจจัยผลกระทบจากสงครามที่อาจลากยาวเข้ามารวมไว้ในการประเมิน เนื่องจากเป็นสถานการณ์ที่คาดเดาได้ยาก ส่วนประเด็นความตื่นตระหนกจนเกิดการกักตุนสินค้านั้น บริษัทยืนยันว่าไม่มีพฤติกรรมดังกล่าว และบริษัทมีสต็อกสินค้าที่หมุนเวียนเร็วรองรับได้ถึง 30 วัน อีกทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นส่วนใหญ่ก็ผลิตภายในประเทศไทย จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดภาวะสินค้าขาดตลาด
ในกรณีที่สถานการณ์ทวีความรุนแรงจนเกิดวิกฤตพลังงาน บริษัทพร้อมให้ความร่วมมือและน้อมรับนโยบายประหยัดพลังงานของภาครัฐอย่างเต็มที่ โดยเตรียมแผนสำรองในการลดการใช้งานของลิฟต์ลง นอกจากนี้ บริษัทยังมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลชุดใหม่ว่าคาดหวังให้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพเข้ามาแก้ปัญหาหนี้สินระยะยาวของคนไทย พร้อมเสนอแนะให้ภาครัฐสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะด้วยการเพิ่มความถี่ ขยายเวลาให้บริการ หรือให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งจะเป็นทางออกที่ช่วยประหยัดพลังงานและรักษาประสิทธิภาพในการทำงานได้ดีกว่าการบังคับใช้มาตรการทำงานจากที่บ้าน
“ขอยืนยันว่าไม่มีปัญหาสินค้าขาดสต็อกเพราะสินค้าจำเป็นส่วนใหญ่ผลิตในไทย สำหรับรัฐบาลชุดใหม่ผมเชื่อมั่นว่านโยบายต่างๆ จะออกมาได้เร็วและตอบสนองทันสถานการณ์ หากมีนโยบายประหยัดพลังงานเราพร้อมสนับสนุน”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
Trip.com เปิดเทรนด์ท่องเที่ยว พบ คนไทยเที่ยวต่างประเทศพุ่ง 80%
สหรัฐฯ อาจชนะการรบแต่แพ้สงคราม GDP โลก- เศรษฐกิจไทยเสี่ยงชะลอตัว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “เซนทรัล รีเทล” กางโรดแมปปี 69 แผนสำรองรับมือวิกฤตพลังงาน ยืนยันไร้ปัญหาของขาดตลาด
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.pptvhd36.com