โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพปริศนาเจ้าเมืองน่านที่วัดภูมินทร์ ทำไมสันนิษฐานว่าเป็นเจ้าอนันตวรฤทธิเดช?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 11 มี.ค. 2566 เวลา 04.17 น. • เผยแพร่ 15 ธ.ค. 2565 เวลา 10.26 น.
จิตรกรรมฝาผนัง (ด้านทิศตะวันออก) วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน ในวงรีสีน้ำเงิน สันนิษฐานว่าเป็นเจ้าอนันตวรฤทธิเดช (ภาพจาก www.finearts.go.th)

มีผู้สันนิษฐานว่า ภาพเขียนบนหัวเสาด้านทิศตะวันออกของผนังวัดภูมินทร์ คือ เจ้าอนันตวรฤทธิเดช หรือ พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ซึ่ง หนานบัวผัน ศิลปินชาวไทลื้อ ผู้เขียนภาพนี้ด้วยความรักและศรัทธาต่อเจ้าผู้ครองเมืองน่าน คงไม่คิดว่ากาลต่อไปในภายภาคหน้า จะกลายเป็นเรื่องให้ผู้คนได้ขบคิดสันนิษฐานว่า ภาพนี้เป็นภาพของเจ้าเมืองน่านหรือไม่? หากใช่แล้วจะเป็น เจ้าอนันตวรฤทธิเดช หรือ พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ผู้สืบการปกครองเป็นเจ้าเมืองถัดมา

ข้อสันนิษฐานแรก อาจารย์สน สีมาตรัง ว่าน่าจะเป็น “เจ้าอนันตวรฤทธิเดช” ผู้อุปถัมภ์บูรณะซ่อมแซมวัดครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2410-2417 ตามหลักฐานค่าใช้จ่ายการบูรณะ ปรับปรุง และเข้าใจว่าภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังในวัดก็คงเขียนขึ้นภายหลังการบูรณะครั้งใหญ่นั้นด้วย [1]

ข้อสันนิษฐานที่ 2 นั้นเป็นการศึกษาครั้งล่าสุดปี พ.ศ. 2546 โดย จิรศักดิ์ เดชวงค์ญา จากสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้สันนิษฐานไว้ว่า น่าจะเป็น “พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช” ด้วยลักษณะโครงหน้ายังคล้ายภาพถ่ายเก่าภาพหนึ่งของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ในขณะที่มีพระชันษาราว 50 ปีด้วย และมีหลักฐานที่พบว่าภาพเขียนในอุโบสถวัดภูมินทร์ที่มีเหตุผล และเชื่อได้ว่ามีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังขึ้น ในช่วงที่พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชปกครองเมืองน่าน คือเขียนในช่วงปี พ.ศ. 2445-46 [2]

สรุปแล้วนักวิชาการทั้ง 2 ท่าน ตั้งประเด็นไว้ว่าศิลปินอาจเขียนภาพบุคคล คือเขียนเจ้าเมืองน่าน ในช่วงเดียวกับปี พ.ศ. ที่ตรงกับการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ และตรงกับการขึ้นปกครองเป็นเจ้าเมืองน่าน

หากว่าสมมุติฐานเป็นเช่นนั้น ประเด็นสันนิษฐานข้อแรกก็คงต้องตกไป เพราะหลักฐานการเขียนภาพวัดภูมินทร์มีน้ำหนักอยู่ที่ภาพเขียนในวัดได้เขียนขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2445-2446 อันเป็นช่วงปีปกครองเมืองน่านโดย พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช (ตรงกับรัชสมัยรัชกาลที่ 5) หรือภายหลังที่ศิลปิน “หนานบัวผัน” ได้เขียนภาพจิตรกรรมที่วัดหนองบัว อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ในช่วงปีที่เจ้าอนันตวรฤทธิเดชปกครองเมืองน่าน

ปัญหาภาพเขียนดังกล่าวก็ยังหาข้อยุติมิได้ เพราะเราไม่สามารถหาหลักฐานใดที่ชัดเจนว่าศิลปินเขียนภาพเหมือนบุคคล หรือเขียนพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ไม่ว่าจะเป็นการเขียนอักษรกำกับภาพ หรือจารึกใด แม้แต่คำบอกเล่าสืบกันมา

มีการสืบค้นหาภาพถ่ายเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ที่เชื่อว่าน่าจะมีด้วยเหตุมีบันทึกของศาสนาจารย์ดาเนียล แมกิลวารี มิชชันนารีคณะ เพรสไพทีเรียนชาวสหรัฐอเมริกา ผู้เข้ามาเมืองน่าน ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2416 และครั้งที่สอง วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2433 และได้พบกับเจ้าอนันตวรฤทธิเดชในวันถัดๆ มา [3]

ซึ่งก็หมายความถึงเจ้าอนันตวรฤทธิเดช มีพระชันษา 88 ปี และพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เป็นพระอุปราชอยู่นั้น มีพระชันษา 59 ปี ก็หมายถึงว่ามีการถ่ายภาพบุคคลแล้วที่เมืองน่าน เพราะปรากฏภาพถ่ายของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ขณะที่ดำรงเป็นพระอุปราช

มีข้อสงสัยว่าทำไมถึงไม่มีภาพถ่ายเจ้าอนันตวรฤทธิเดชปรากฏ ณ ที่ใด ไม่ว่าจะที่หอจดหมายเหตุ หรือว่าเจ้าอนันตวรฤทธิเดชมีคติไม่ยอมถ่ายภาพด้วยกลัวจะสิ้นอายุขัยไว ซึ่งท่านอายุก็มาก และคงไม่ค่อยสบายใจที่จะรับเทคโนโลยีใหม่ด้วยเมืองน่านนั้นไกลการคมนาคม การติดต่อโลกภายนอกก็ไม่สะดวกตามยุคสมัยท่าน คือช่วงปีของสมัยรัชกาลที่ 4

มีคำโบราณที่เป็นคติที่สามารถนำมาใช้ได้ก็คือ “ภาพเขียนที่ดีมีคำบอกเล่านับร้อยนับพันอยู่” ดังนั้นเพื่อการค้นหาคำตอบจากภาพเขียน จึงขอตั้งสมมุติฐานไว้เป็นแนวทางหนึ่งที่จะตั้งข้อสันนิษฐานได้

1. ภาพเขียนนี้เกิดจากโครงสร้างที่เขียนภาพเล่าเรื่องชาดกโดยศิลปิน “หนานบัวผัน” เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังตามลักษณะคตินิยมและประเพณีนิยม ไม่ได้เขียนภาพตามลัทธิเหมือนจริง (Realism) ในยุโรป แต่จะผสานความรู้สึกนึกคิดตามสภาพสิ่งแวดล้อมที่ศิลปินมีประสบการณ์

แม้ว่าภาพเขียนดังกล่าวนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับชาดก แต่ศิลปินก็ไม่ได้เขียนภาพนี้ตามหลักการเขียนภาพเหมือนจริงที่กำหนดแสง เงา และเวลาเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่น่าจะยึดถือการเขียนภาพเหมือนบุคคล (Portrait) เป็นที่ตั้งว่าจะเหมือนใครแค่ไหน หรือเหมาะสมกับอายุอานามของยุคสมัยเจ้าผู้ปกครององค์ใด

2. “หนานบัวผัน” เป็นศิลปินที่มากความสามารถในยุคสมัยนั้น หากสืบค้นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ปรากฏในล้านนาแล้ว ผลงานของ “หนานบัวผัน” ถือว่าเป็นผลงานของศิลปินหัวก้าวหน้าระดับหัวแถว เพราะมีภาพที่เขียนจากใจที่กล้าหาญ มีอุดมการณ์และสมองที่ปราดเปรื่อง สามารถเขียนภาพคนที่สมบูรณ์แบบขนาดใหญ่ สมจริง ทั้งสัดส่วน อารมณ์ละเมียดละไม ในภาพกิริยาท่าทาง

ดังปรากฏที่ภาพ “กระซิบ” ที่หนุ่มพม่ากระซิบกับคู่รักสาวสวยนั้น เป็นภาพที่เรียกว่า “บันลือโลก” ด้วยมีผู้คนในวงการศิลปะรู้จักกันทั่วโลก

ภาพเจ้าเมืองผู้ปกครองน่านผู้นี้ ก็ปรากฏความละเมียดละไมในอารมณ์ผสานอยู่ ไม่ว่าจะเป็นใบหน้าที่แฝงด้วยความเมตตา ในทีท่ายิ้มอย่างอารมณ์ดี ศิลปินเขียนสายตามองต่ำ ตามคติผู้อยู่เบื้องสูงควรมองที่ต่ำ ดังนั้นลักษณะเด่นของบุคคลที่จะแสดงความเป็นตัวตนของบุคคลนั้น “หนานบัวผัน” คงไม่พลาดที่จะคัดออกมาเขียน คือทรงผมหลักแจว และหนวดเรียวแหลม ดอกไม้สอดประดับติ่งหู พร้อมทั้งเสื้อผ้าคอจีน (หรืออาจเป็นราชปะแตน)

3. ทรงผมหลักแจวนั้นนิยมในช่วงรัชกาลที่ 3-4 ของสยาม และยุคสมัยของ เจ้าอนันตวรฤทธิเดช เป็นยุคสมัยของรัชกาลที่ 4 ส่วน พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ทรงเจริญอายุในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ดังนั้นภาพถ่ายท่านจึงไม่ปรากฏทรงผมหลักแจว หรือมหาดไทย และภาพถ่ายของท่านก็คงจะใกล้เคียงกับศิลปิน “หนานบัวผัน” เขียนภาพที่วัดภูมินทร์ ส่วนภาพไว้หนวดนั้นเป็นช่วงที่ท่านอายุมากและเป็นความนิยมโดยทั่วไปในสมัยรัชกาลที่ 5

4. การเจาะติ่งหูเป็นวัฒนธรรมเก่าของพม่าที่นิยมในเมืองน่าน (ในอดีต) และก็มีบันทึกเล่าเรื่องในพม่าถึงการทำพิธีเจาะติ่งหูและมวยผมอย่างยิ่งใหญ่ของพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ ณ เจดีย์ชเวมอดอร์ หรือพระธาตุมุเตา ซึ่งเป็นเจดีย์สูงใหญ่และสำคัญที่สุดของกรุงหงสาวดี เมื่อพระชันษา 19 ปี ใน พ.ศ. 2075 (เมืองน่านตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าระหว่างปี พ.ศ. 2103-2329) ส่วนอิทธิพลด้านค่านิยม วัฒนธรรม การติดต่อคมนาคม และการปกครองของสยามเริ่มมีบทบาทมากในช่วงปลายสมัยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช และตลอดช่วงสมัยการปกครองของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช

ส่วนภาพเขียนได้ปรากฏว่ามีการเจาะติ่งหู และสอดดอกไม้ประดับ (อาจเป็นดอกไม้ประดิษฐ์) คาดว่าจะเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูง แต่ก็ไม่ปรากฏภาพถ่ายใดของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ที่มีการประดับดอกไม้ที่ติ่งหู คงมีแต่ภาพท่านทัดดอกไม้ที่หูขณะที่ดำรงเป็นพระอุปราชเท่านั้น

5. ภาพเจ้าเมืองน่านองค์นี้ มือซ้ายถือมีดสั้นกระชับแน่น บ่งบอกความสำคัญว่าเป็นสิ่งของประจำกาย ในกรณีนี้นายแพทย์บุญยงค์ วงค์รักมิตร ผู้ทรงคุณวุฒิ จังหวัดน่าน ได้ให้ความกระจ่างว่า “พงศาวดารเมืองน่าน” บันทึกโดย “แสนหลวงราชสมภาร” ผู้รับราชการสนองทั้ง เจ้าอนันตวรฤทธิเดช และ พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ได้บันทึกว่า

เจ้าอนันตวรฤทธิเดช ได้รับพระราชทานเครื่องยศ (จากรัชกาลที่ 4) เมื่อปี พ.ศ. 2399…“คือทรงประพาศแลกระโจมหัวคำ แท่นแก้ว 5 ชั้น แลเสตฉัตรขาว 7 ใบ แลดาบ หลูปคำ ทวนเขียวคำฝักเขียว 4 เล่ม ปืนชนิดดี 2 บอก กระโถนคำ 1 พานหมากคำ 1 มีดด้ามคำ 1 มปัดตีคำ 2 แถว รูปม้าคำ 1 โต้ะเงิน 1 ใบ เบ้ายาคำ 1” [4]

ส่วน พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช มีบันทึกว่าท่านได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (จากรัชกาลที่ 5) เหรียญต่างๆ และเครื่องยศมากมาย และหนึ่งในเครื่องยศนั้นท่านได้ “กระบี่ฝักทองคำ”

ดังนั้นอาจเป็นข้อสันนิษฐานอีกข้อหนึ่งว่า ภาพเขียนดังกล่าวน่าจะเป็นภาพเขียนของ “เจ้าอนันตวรฤทธิเดช”

6. “หนานบัวผัน” อาจเป็นศิลปินที่ถูกวางตัวให้เขียนภาพที่วัดภูมินทร์โดยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เพราะช่วงที่เขียนภาพ ณ วัดหนองบัว เป็นช่วงตอนปลายที่เจ้าอนันตวรฤทธิเดชปกครองเมืองน่าน (เขียนภาพประมาณ พ.ศ. 2410-31) [5] จึงมีการสันนิษฐานจากศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ เดวิด เค. วัยอาจ (เป็นผู้หนึ่งที่เชื่อว่าภาพเขียนทั้งวัดภูมินทร์และวัดหนองบัว เขียนโดยศิลปินคนเดียวกัน) ว่า

อาจจะมีผู้ใกล้ชิดเจ้าอนันตวรฤทธิเดชได้นำเสนอ “หนานบัวผัน” ขณะที่เขียนภาพที่วัดหนองบัว [6] ซึ่งห่างจากวัดภูมินทร์ไปทางทิศเหนือ ระยะทางตามลำน้ำประมาณ 40 กิโลเมตร เป็นผู้เขียนภาพวัดภูมินทร์ จึงคาดว่าหนานบัวผันคงมีโอกาสได้เข้าเมืองน่าน และพบเห็นเจ้าอนันตวรฤทธิเดชอยู่บ้าง หรืออาจได้เข้าพบในฐานะที่จะเป็นศิลปินผู้เขียนจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ก็เป็นไปได้

อีกประการก็คือ ตำแหน่งเจ้าเมืองน่านในสมัย เจ้าอนันตวรฤทธิเดช เมืองน่านเป็นเมืองประเทศราชของสยามประเทศ ในสมัยรัชกาลที่ 4 แม้จะมีระบบศักดินาเช่นสยามประเทศก็ตาม แต่การใช้ชีวิตระหว่างเจ้ากับสามัญชนก็คงไม่ต่างกันมากนัก ดังมีบันทึกจากการสัมภาษณ์ เจ้าธาดา ณ น่าน เชื้อสายเจ้าผู้ปกครองเมืองน่านองค์สุดท้าย ท่านยังชี้ว่าลักษณะความแตกต่างระหว่างเจ้ากับสามัญชนมีน้อยมาก [7]

7. “หนานบัวผัน” เป็นศิลปินที่ผ่านการบวชเรียน เขียนอ่านเป็นอย่างดี และมีโลกทรรศน์ที่นิยมการศึกษา ดังปรากฏภาพเขียนพระสอนลูกศิษย์ทั้งที่วัดหนองบัวและวัดภูมินทร์ (คำว่า “หนาน” หมายถึง “ทิด” ที่สึกมาเป็นฆราวาส) และคงมีวุฒิภาวะสูงในขณะที่เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ เพราะหากนับอายุของผู้บวชเรียนที่สึกแล้ว และมีประสบการณ์ทางโลกพอควร ก็ควรจะมีอายุต่ำสุดในช่วงที่เขียนรูปวัดหนองบัว คือมีอายุ 25 ปี

ตามที่มีการสืบค้นปรากฏว่า ภาพเขียนที่วัดหนองบัวนั้น ใช้เวลาเขียนรวม 21 ปี [8] ซึ่งก็หมายความว่า “หนานบัวผัน” เขียนรูปที่นั่นแล้วเสร็จอายุก็ 45 ปี และก็หมายถึงไม่ได้มีการเขียนภาพต่อเนื่องจนแล้วเสร็จทีเดียวเหมือนอาชีพการเขียนภาพเป็นหลักเช่นปัจจุบัน หลังจากนั้นอีก 11 ปี “หนานบัวผัน” จึงจะได้เขียนรูปที่วัดภูมินทร์ ซึ่งก็น่าจะมีอายุประมาณ 55 ปี

ช่วงอายุ 55 ปี ของศิลปินที่มากประสบการณ์ ดังปรากฏผลงานภาพเขียนอันทรงคุณภาพบังเกิดขึ้นทั้ง 2 แห่ง ย่อมเป็นข้อบ่งชี้ถึงคุณลักษณะของศิลปินอย่าง “หนานบัวผัน” ว่าท่านคงได้เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังโดยมิได้หวังในลาภยศสรรเสริญจากผู้ใด หากแต่จะรังสรรค์ผลงานตอบสนองความรัก ความศรัทธา ทั้งสังคม สิ่งแวดล้อม และบุคคลที่มีคุณต่อแผ่นดิน และพระพุทธศาสนาเป็นที่ตั้งมากกว่าสิ่งใด

ดังนั้นท่านคงจะเขียนภาพของ เจ้าอนันตวรฤทธิเดช จากความทรงจำที่ประทับใจ และศรัทธาในความดีงาม ความสามารถในการปกครองและที่สำคัญ คือ เจ้าอนันตวรฤทธิเดช เป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชูพระพุทธศาสนา และเป็นผู้อุปถัมภ์การบูรณะซ่อมแซมวัดภูมินทร์ครั้งใหญ่

โดยสรุปแล้ว จึงสันนิษฐานว่า ศิลปิน “หนานบัวผัน” เขียนภาพ เจ้าอนันตวรฤทธิเดช ในลักษณะคตินิยม ผสานความสมจริง โดยอาจเขียนจากความทรงจำ ภายในช่วงที่พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ขึ้นปกครองเมืองน่าน ด้วยความรัก ความศรัทธาของศิลปินต่อเจ้าเมืองผู้บูรณะวัดภูมินทร์ในช่วงที่ศิลปินมีชีวิตรับรู้และพบเห็น

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] สน สีมาตรัง. โครงสร้างจิตรกรรมฝาผนังลานนา. (กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2526), น. 99.

[2] จิรศักดิ์ เดชวงค์ญา. จิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน การศึกษาครั้งล่าสุด, ใน เมืองโบราณ ปีที่ 29 ฉบับที่ 4 (ตุลาคม-ธันวาคม 2546), น. 21.

[3] ประสิทธิ์ พงศ์ประสิทธิ์. นันทบุรีศรีนครน่านประวัติศาสตร์สังคมและคริสต์ศาสนา. (เชียงใหม่ : ฝ่ายประวัติศาสตร์ สภาคริสตจักรในประเทศไทย, 2539), น. 5.

[4] แสนหลวงราชสมภาร. พงศาวดารเมืองน่าน. (เชียงใหม่ : ธนุชพริ้นติ้ง, 2543), น. 103.

[5] น. ณ ปากน้ำ. วัดภูมินทร์และวัดหนองบัว. (กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2529), น. 122.

[6] David K. Wyatt. Siam in Mind. (Chiang Mai : Silkworm Books, 2002), p. 81.

[7] ประสิทธิ์ พงศ์ประสิทธิ์. อ้างแล้ว. น. 35.

[8] น. ณ ปากน้ำ. อ้างแล้ว.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 15 ธันวาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...