โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Teen Coach EP.75 : ‘การรอคอย’ เรื่องง่ายๆ ที่หลายคนทำไม่เป็น

Dek-D.com

อัพเดต 19 ม.ค. 2566 เวลา 09.12 น. • เผยแพร่ 19 ม.ค. 2566 เวลา 08.02 น. • DEK-D.com
“ฝึกการอดทนรอคอย

รู้สึกไหม? ทุกวันนี้คนเราใจร้อนเกินไป แทบจะรออดทนรออะไรไม่ได้เลย

สังคมในปัจจุบันทุกอย่างดูเร่งรีบไปหมด ทั้งรูปแบบการใช้ชีวิต การอัปเดตข่าวสารและทำตัวไม่ให้ตกเทรนด์ และหลายสิ่งอย่างทำให้เราต้องวิ่งให้เร็วที่สุดโดยที่ไม่ได้หยุดพัก เวลาพี่หมอแมวน้ำพูดแนะนำเรื่อง “ฝึกการอดทนรอคอย” กับทั้งเด็กและผู้ปกครอง หลายบ้านไม่ได้ให้ความสำคัญเพราะคิดว่าถ้าทำอะไรช้ากว่าคนอื่นจะเสียโอกาสในชีวิตแต่บางบ้านให้สำคัญกับเรื่องนี้ แม้เงินและเทคโนโลยีจะเป็นตัวช่วยให้เราเสกสิ่งที่ต้องการมาได้ดั่งในใจในชั่วพริบตาเดียว แต่กับบางเรื่องมันต้องอดทนรอคอยจริง ๆ เช่น อ่านหนังสือติวสอบหลายปีเพื่อให้ได้เข้าเรียนในที่ที่ต้องการ หรือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีจนมีเพื่อน best friend forever

การอดทนรอคอย (delayed gratification) เป็นทักษะที่สำคัญในการใช้ชีวิต และสามารถฝึกได้ตั้งแต่วัยก่อนเข้าชั้นอนุบาล มีการทดลองที่เป็นตำนานระดับโลกชื่อ “the Stanford Marshmallow Experiment” ช่วงปี 1972 ผู้วิจัยอยากรู้ว่าเด็กที่มีความสามารถในการอดทนรอคอยเมื่อโตขึ้นไปจะมีชีวิตอย่างไร ทดสอบกับเด็กวัยอนุบาลโดยให้ตัวเลือกกับเด็กว่าจะกินขนมมาชแมลโลว์เดี๋ยวนั้นเลยแต่จะได้กินเพียงแค่ 1 ชิ้นนะ แต่ถ้าอดทนรอคอยไม่กินไปอีก 15 นาทีจะได้จำนวนขนมที่เพิ่มขึ้น หลังจากนั้นมีการติดตามเรื่องต่าง ๆ ไปจนถึงช่วงที่เข้ามหาวิทยาลัย ผลพบว่ากลุ่มเด็กที่สามารถอดทนรอคอยไม่กินขนมทันทีมีคะแนนสอบ SAT ที่สูงกว่า มีภาวะน้ำหนักเกินที่น้อยกว่า มีทักษะการเข้าสังคมที่ดีและควบคุมอารมณ์ได้มากกว่ากลุ่มเด็กที่ต้องกินขนมทันทีไม่อดทนรอคอย

ปัญหาที่เจอจากการที่เด็กไม่สามารถอดทนรอคอย

1. หาเงินด้วยวิธีที่ผิด

เพราะเงินเป็นปัจจัยสำคัญในการย่นระยะเวลาและส่งเสริมให้ทำสิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น เด็กเล่นเกมอยากได้เวลสูงแบบไม่ต้องพยายาม สามารถใช้เงินซื้อ account หรืออัดฉีดเงินเข้าระบบซื้อ items อยากได้รองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้าแบรนด์เนม เพื่อให้เพื่อนยอมรับเข้ากลุ่ม อยากมีเงินไว้เปย์ผู้หรือสาวที่หมายตาไว้ ทำให้บางคนต้องการหาเงินให้ได้เยอะ ๆ โดยไม่สนวิธีการ แม้จะมีผลเสียตามมาหลายอย่าง เดือดร้อนทั้งตัวเองและคนอื่น เช่น การเล่นพนันออนไลน์ การโกหกโกงขโมยเงิน การถ่ายภาพโป๊เปลือยหรือแชตเรื่อง sex เพื่อแลกกับสิ่งของหรือเงิน พ่อแม่หลายบ้านใจอ่อน ทนการเซ้าซี้ขอเงินของลูกไม่ไหว หรือกังวลกลัวลูกด้อยกว่าเพื่อน เลยให้เงินเด็กจำนวนมาก เมื่อเด็กมีเงินติดตัวเยอะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงอื่นไปอีก เช่น การเข้าถึงสารเสพติด การโดดเรียน และหนีออกจากบ้าน

2. มีปัญหาการควบคุมอารมณ์และความสัมพันธ์กับคนอื่น

ตอนอยู่บ้านเมื่อไม่ได้ดั่งใจจะอาละวาดแค่ไหนพ่อแม่บางคนรับได้ แต่เวลาเข้าสังคม ถ้าคุมอารมณ์ไม่ได้ เช่น ต้องการเล่นของเล่นที่เพื่อนถืออยู่ อดทนรอคิวเล่นไม่ได้ ไปใช้กำลังแย่งของมา ทำให้เพื่อนไม่อยากเล่นด้วย หรือมีเรื่องทะเลาะกับคนอื่นไปทั่ว

3. ทำตามเป้าหมายไม่ได้

ตอนแรกตั้งเป้าอย่างดี เช่น จะเรียนให้ได้เกรด 3.5 ขึ้นทุกเทอมเพราะต้องไปใช้เข้าสายวิทย์คณิต ทำการบ้านอ่านหนังสือเรียนพิเศษอยู่ได้ไม่นานเห็นเกมสนุกน่าสนใจกว่า เลยพังแผนทั้งหมดแล้วไปเล่นเกมแทน เพราะทำให้มีความสุขได้เดี๋ยวนั้นทันที สุดท้ายเกรดร่วงไม่ได้เรียนตามที่ต้องการ

4. คนอื่นไม่เชื่อถือ

ก่อนที่จะได้ในสิ่งที่ต้องการไปตกปากยอมรับเงื่อนไขว่า “ถ้าได้…แล้วจะ…” แต่พอได้สิ่งนั้นแล้วกลับไม่ทำตามสัญญา ทำให้ตัวเองไม่มีเครดิต เช่น ขอเงินไปต่อขนตา 5,000 บาท แลกกับการช่วยทำงานบ้าน 1 เดือน หลังทำไปได้ 2 วันก็เลิก อ้างว่าเหนื่อยหรือเหตุผลอีกล้านแปด ทำให้ครั้งต่อไปที่จะขออะไรพ่อแม่ไม่ให้อีก

5. มีปัญหาสุขภาพ

เช่น การได้กินของอร่อย เยอะแบบจุก ๆ เป็นความสุขของบางคน แต่ถ้ากินมากจนน้ำหนักเกิน ปัญหาสุขภาพต่าง ๆจะตามมาได้ หรือเด็กบางคนอยากใช้สารเสพติดหักห้ามใจไม่ได้ อัดบุหรี่ไฟฟ้ารัว ๆ จนปอดอักเสบ บางคนเสพกัญชาจนเป็นพิษต้องเข้าห้องฉุกเฉิน

6. ภูมิคุ้มกันทางใจต่ำ

เรื่องต่าง ๆ ในชีวิตที่เราคาดหวังอยากให้เป็น มีหลายเรื่องเป็นปัจจัยที่เราคุมไม่ได้ เช่น อยากเป็นแฟนกับคนนี้ แต่ทำทุกวิธีแล้วเค้ายังเมิน, อยากสอบได้ที่ 1 พยายามแทบตายแต่คนอื่นเมพกว่าเรามาก กลับได้ที่ 4 เมื่อผิดหวังทำให้ใจสลาย ยิ่งเป็นคนที่ได้ทุกอย่างตามที่ต้องการมาตั้งแต่เด็ก แต่พอโตขึ้นเราไม่ใช่ศูนย์กลางของโลก ดังนั้นเมื่อเจอกับความผิดหวังยิ่งเฟลหนัก อาจนำสู่การเจ็บป่วยทางใจ เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล

วิธีฝึกเรื่องการอดทนรอคอย (delayed gratification)

ทักษะนี้ต้องได้รับการฝึกจากคนรอบข้างและเริ่มฝึกได้ตั้งแต่เด็กๆ เพราะตามธรรมชาติเด็กมีอาการอดทนรอคอยได้ไม่ดีเท่ากับผู้ใหญ่ ข้อดีที่ได้จากการฝึกจะช่วยให้เด็กเป็นคนที่มีความพยายาม มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น ควบคุมตัวเองได้ ไม่ทำสิ่งที่ทำให้เกิดผลเสียกับตัวเองและคนอื่น ช่วยให้เด็กไม่ทุกข์ใจจนเกินไปเวลาที่ไม่ได้สิ่งที่ต้องการทันที ซึ่งวิธีสามารถนำไปฝึกได้ด้วยตัวเอง และทำได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย

1.เริ่มฝึกจากสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำในชีวิตประจำวัน

ฝึกเด็กเล็กให้อดทนรอคอยจากเรื่องง่าย ๆ เช่น ไม่ให้พูดแทรกต้องยกมือขึ้นก่อน รอจนกว่าคนอื่นจะพูดเสร็จหรืออนุญาตให้พูดได้, ผลัดกันเป็นฝ่ายเริ่มและรอในการเล่นต่าง ๆ

สอนให้เด็กรู้ว่าสิ่งใดเป็นของที่จำเป็น (need) กับสิ่งที่ต้องการ (want) เช่น ตอนไปซื้อของเข้าบ้าน เด็กอยากกินเค้กมาก ราคาเค้กเท่ากับราคาข้าว ให้อธิบายเหตุผลที่เลือกซื้อข้าวว่าเพราะข้าวเป็นอาหารหลัก 5 หมู่ ถ้าไม่กินจะส่งผลเสียกับร่างกายได้ แต่เค้กเป็นขนมที่ไม่กินก็ไม่ตาย

2. สอนให้เด็กเรียงลำดับความสำคัญของสิ่งต่าง ๆ (prioritizing) และเรียนรู้จากข้อผิดพลาด

เมื่อเด็กต้องการซื้อของหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ให้ลิสต์ออกมาแล้วเขียนความจำเป็นในการซื้อของแต่ละอย่าง ให้เด็กคิดเองก่อน แล้วพ่อแม่อธิบายเหตุผลการเรียงลำดับความสำคัญในแง่มุมของพ่อแม่ แล้วให้เด็กตัดสินใจอีกที

ให้เด็กลองผิดลองถูก (ในเรื่องที่ไม่ได้คอขาดบาดตาย) เช่น เด็กเลือกซื้อของเล่นแทนที่จะซื้อดินสอสีที่ต้องใช้ในการเรียน เมื่อไปโรงเรียนเด็กไม่มีอุปกรณ์ ครูเลยตำหนิ เด็กจะได้เกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเองถึงผลเสียในการเลือกซื้อของที่ต้องการก่อนการซื้อของที่จำเป็น

3. ให้การชื่นชมเมื่อเด็กฝืนใจอดทนรอคอยได้

ให้แรงเสริมทางบวกเมื่อเด็กตัดใจไม่ทำตามใจตัวเอง เช่น คำชม เติมเงินเป็นรางวัลให้แบบสุ่ม

4. ให้เงินค่าขนมกับเด็ก

เพื่อให้เด็กวางแผนบริหารจัดการเงิน เช่น ให้ค่าขนมเป็นรายสัปดาห์ เด็กเป็นคนตัดสินใจใช้เงิน ถ้าเด็กทุ่มซื้อของจนหมดตั้งแต่วันแรก วันต่อไปเด็กจะไม่มีเงินซื้อของอีก เพราะพ่อแม่จะไม่ให้เพิ่ม แต่ถ้าเด็กอยากได้เงินเพิ่มต้องให้เด็กทำงานเป็นการแลกเปลี่ยน ห้ามให้เงินก่อนที่จะทำงานนั้นสำเร็จ ไม่อย่างนั้นจะเป็นการติดสินบน

5. ฝึกการออมเงิน

ตั้งเป้าว่าจะเก็บเงินให้ได้เท่าไร เพื่อนำไปซื้ออะไรหรือออมเก็บไว้ ทำได้หลายรูปแบบ เช่น หยอดกระปุก ทำบัญชีฝากเงินไว้กับพ่อแม่ เมื่อเด็กมีเป้าหมายเด็กจะอดทนไม่ใช้เงินซื้อของสะเปะสะปะ เพื่อให้ของที่อยากได้

6. สอนเรื่องข้อเสียจากการใช้เงินล่วงหน้าในอนาคต

ปัจจุบันมีช่องทางมากมายที่เด็กจะซื้อของโดยที่ยังไม่ต้องจ่ายเงินสดทั้งหมดในตอนนั้น เช่น การผ่อนของออนไลน์ ใช้บัตรเครดิต ยืมเงินคนอื่น ถ้าเด็กเผลอใจไปกดสั่งของมา ต้องให้เด็กรับผิดชอบจ่ายเงินจำนวนนั้นเอง หากมีดอกเบี้ยเด็กต้องจ่าย กรณีที่หนี้เริ่มล้นทะลัก พ่อแม่อาจจ่ายหนี้แทนไปก่อน แล้วมาตัดเงินค่าขนมจากเด็ก ต้องให้เด็กรับผิดชอบจากสิ่งที่ทำ

7. สอนเรื่องข้อเสียจากการที่หาเงินโดยวิธีที่ไม่ถูกต้อง

ค่านิยมที่มีมาทุกสมัย คือ การมีเงินยิ่งมากยิ่งดีเพราะเราจะได้สิ่งที่ต้องการ ยิ่งมีโซเชียลมีเดียทำให้เราส่องชีวิตคนอื่นว่าคนนั้นคนนี้มีของฟุ่มเฟือยมากมาย ทำให้เด็กอยากมีอยากได้บ้าง เด็กบางคนหาช่องทางลัดในการหาเงิน เช่น การถ่ายภาพโป๊เปลือยแล้วนำไปขาย, การมีกิจกรรมทางเพศแลกกับเงิน, การเล่นพนันออนไลน์ ผู้ใหญ่ต้องช่วยกันสอดส่อง หากรู้ว่าเด็กมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมให้ชวนเด็กคุยถึงผลเสียที่ตามมา เพราะทุกอย่างที่ทำไปมีราคาที่ต้องจ่าย เช่น รูปโป๊เปลือยจะตามหลอกหลอนไปตลอดชีวิต (digital foot print) หากเด็กโตไปเป็นคนมีหน้าตาในสังคม เมื่อรูปถูกขุดขึ้นมาแฉ อนาคตดับแน่

8. ก่อนจะซื้อสิ่งใดให้ยืดระยะเวลาคิดทบทวนไปก่อน

ข้อนี้พูดง่ายแต่ทำยาก เพราะการซื้อของออนไลน์ที่มีการลดแลกแจกแถม เจ้าของแพลตฟอร์มจะสร้างเงื่อนไขเวลาที่จำกัดขึ้นมา เพื่อบีบให้เราต้องรีบซื้อแบบไร้สติ แต่เราต้องหยุดตัวเองให้เป็น ก่อนที่จะกดสั่งซื้อลองสั่งของลงในตะกร้า ทิ้งระยะเวลาสัก 1 สัปดาห์แล้วค่อยกลับมาคิดอีกทีว่าอยากได้อยู่อีกหรือไม่

9. บอกเด็กให้รู้ข้อมูลค่าใช้จ่ายของที่บ้าน

ถ้าต้องการให้เห็นภาพชัด วันที่เงินเดือนพ่อแม่ออก เอาเงินมาวางบนโต๊ะ แจกแจงรายละเอียด เช่น ค่าน้ำค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าผ่อนบ้าน/ผ่อนรถ เงินส่วนที่ต้องออมเป็นประจำ บางเดือนมีเงินใช้จ่ายฉุกเฉิน เช่น ค่ารักษาพยาบาล จนมีเงินเหลือค่อยนำมาคิดกันต่อว่าจะนำเงินไปใช้ทำอะไร

พี่หมอแมวน้ำหวังว่าข้อแนะนำที่ได้เล่าไปจะช่วยฝึกให้ชาว Dek-D.Comอดทนรอคอยได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่เด็กที่ต้องฝึกนะคะ ผู้ใหญ่อย่างเราก็ต้องฝึกด้วยเหมือนกัน (รวมถึงตัวหมอเองด้วย 555) หากใครนำไปใช้ผลเป็นอย่างไร หรือใครมีเทคนิคอื่น ๆ สามารถแชร์เล่าสู่กันฟังได้เลยค่า

หมอแมวน้ำเล่าเรื่อง “จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...