โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เกษตกรตรังเลี้ยงปลากดเหลือง เป็นปลาเศรษฐกิจตัวใหม่ขายได้ราคาดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภค

77kaoded

เผยแพร่ 13 ม.ค. 2566 เวลา 03.11 น. • 77 ข่าวเด็ด

ตรัง-ชาวบ้านหันเลี้ยงปลากระชังหลากหลายชนิดเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้อย่างงามเดือนละประมาณ 40,000 -50,000 บาท โดยเฉพาะปลากดเหลือง พบเป็นปลาเศรษฐกิจตัวใหม่เป็นที่ต้องการสูงของตลาด ราคาดีกก.ละ 220 บาท ขณะที่ลูกค้าประจำที่เดินทางมาซื้อยืนยันเนื้อปลารสชาติอร่อยเหมือนปลาทั่วไป ไม่มีกลิ่นคาว

บริเวณแม่น้ำตรัง บ้านปากคลอง หมู่ 10 ต.ท่าสะบ้า อ.วังวิเศษ จ.ตรัง ของนายจรวย สมทิพย์ อายุ 47 ปี ประกอบอาชีพธุรกิจก่อสร้าง ใช้เวลาว่างเลี้ยงปลาในกระชังเป็นอาชีพเสริมนานานร่วม 4 ปี โดยใช้วิธีเลี้ยงปลาหลายชนิด ทั้ง ปลานิล ปลาแรด ปลาทับทิม ปลาสวาย และปลากด รวมทั้งหมด 22 กระชัง หรือประมาณ 20,000 กว่าตัว เพื่อให้มีปลาที่หลากหลายและเพียงพอในการหมุนเวียนจับขายให้กับลูกค้า มีรายได้ทุกวัน โดยปลาทุกชนิดที่ได้มีการเจริญเติบโตดี เนื้อหวานรสชาติอร่อย ไม่มีกลิ่นคาว เนื่องจากเลี้ยงบริเวณริมฝั่งแม่น้ำตรัง ซึ่งมีน้ำไหลผ่านตลอดเวลา รสชาติอร่อยเหมือนกับปลาที่จับได้ตามธรรมชาติ ซึ่งแตกต่างจากการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ หรือการเลี้ยงบ่อดิน หรือบ่อพลาสติก เช่น ปลาสวาย ปกติพบว่าจะมีการเลี้ยงในบ่อดินแต่เกษตรกรนำมาทดลองเลี้ยงในกระชังปรากฏว่าได้ผลดี จึงเลี้ยงเรื่อยมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรจะใช้พื้นที่จำนวนมากกว่าถึง 8 กระชัง ในการเลี้ยงปลากดเหลือง เพราะในพื้นที่มีการเลี้ยงน้อย ตลอดแนวแม่น้ำตรังคาดว่ามีคนเลี้ยงไม่เกิน 3 รายเท่านั้น ทำให้ความต้องการสูง โดยการซื้อพันธุ์ปลากดเหลืองมาในราคาตัวละ 4 บาท ทั้งนี้ ปลาชนิดอื่นๆใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 4 เดือนก็สามารถจับขายได้ หรือจะเลี้ยงให้ยาวนานกว่านี้ก็ได้ เพื่อจะได้ปลาที่ขนาดใหญ่ขึ้น แต่เฉพาะปลากดเหลือง เกษตรกรใช้เวลาในการเลี้ยงนานถึง 16 เดือน หรือ 1 ปีเศษ จึงจะได้ขนาดที่ตลาดต้องการ น้ำหนักตั้งแต่ครึ่งกิโลกรัมไปจนถึงน้ำหนัก 1 กิโลกรัมกว่าๆ โดยขณะนี้เฉพาะปลากดเหลืองที่พร้อมจำหน่ายทั้ง 8 กระชัง น้ำหนักตกกระชังละประมาณ 600 กิโลกรัม รวมทั้งหมดกว่า 3 ตัน โดยราคาขาย ปลากดเหลืองราคากก.ละ 220 บาท ,ปลาสวายกก.ละ 100 บาท, ปลานิลกก.ละ 110 บาท ,ปลาทับทิม กก.ละ 110 บาท และปลาแรด กก.ละ 150 บาท โดยปลาทั้งหมดขายที่กระชัง โดยมีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อถึงที่ รวมทั้งประชาชนทั่วไปที่ซื้อไปใช้ในงานเลี้ยงต่างๆ ทำให้สามารถมีรายได้หมุนเวียนทุกวันๆละไม่ต่ำกว่า 10 -20 กก. ประมาณวันละ 1,500 -2,000 บาท หรือตกเดือนละ 40,000 -50,000 บาท แต่หากเป็นช่วงวันหยุดยาว หรือเทศกาลต่างๆจะขายได้ดีมาก ทั้งนี้ เนื่องจากปลาเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง มีประโยชน์ต่อร่างกาย ปลอดสารเคมีทุกชนิด ราคาถูกและปลอดภัยกว่าหมู รวมทั้งไก่ ซึ่งมีราคาแพงทำให้คนที่รักสุขภาพหันรับประทานปลากันมากขึ้น

ขณะที่ลูกค้าประจำที่เดินทางมาซื้อยืนยันเนื้อปลาทั้งปลาสวาย และปลากดเหลือง รสชาติอร่อยเหมือนปลาทั่วไป ไม่มีกลิ่นคาว เหมือนปลาที่ได้จากธรรมชาติในแม่น้ำ จึงเป็นลูกค้าประจำมาซื้อไปช่วยงานเลี้ยง และซื้อฝากพรรคพวกเพื่อนฝูงเป็นประจำ

นายจรวย สมทิพย์ อายุ 47 ปี เกษตรกร กล่าวว่า ตนเองทำอาชีพรับเหมาก่อสร้าง แต่ใช้เวลาว่างมาเลี้ยงปลาในกระชังเป็นอาชีพเสริมมานาน 4 ปี ทั้งปลานิล ปลาทับทิม ปลากดเหลือง ปลาแรด และปลากดเหลือง ปลาที่ได้รสชาติดีเหมือนปลาในธรรมชาติ เพราะเลี้ยงในแม่น้ำตรังมีน้ำไหลผ่านตลอด โดยปลาสวายปกติคนทั่วไปเลี้ยงในบ่อดิน แต่ตนไม่มีบ่อดิน จึงตนเองทดลองเลี้ยงในกระชัง ปรากฏว่าได้ผลดี โดยปลาสวายที่เลี้ยงในกระชังรสชาติปลาจะดีกว่า ไม่มีกลิ่น หากเลี้ยงในบ่อดินจะมีกลิ่นที่เหงือกปลา ทั้งกลิ่นโคลน ดินน้ำที่ไม่สะอาด และกลิ่นอาหารปลาเกาะ ติดแต่เลี้ยงในกระชังไม่มี และรสชาติอร่อยเช่นเดียวกับปลาในธรรมชาติ จึงเลี้ยงเรื่อยมา โดยใช้วิธีเลี้ยงปลาหลายชนิด เพื่อให้มีปลาที่หลากหลายสามารถจับขายมีรายได้ทุกวัน ส่วนเหตุผลที่เลี้ยงปลากดเหลืองมากกว่า เพราะคนเลี้ยงไม่ค่อยมี ราคาดี และเป็นที่ต้องการสูงของตลาด มีเท่าไรก็ขายหมด ถือเป็นปลาเศรษฐกิจที่น่าสนใจตลาดต้องการสูงมาก โดยขนาดของปลาที่จับขายและเป็นขนาดที่นิยมประมาณครึ่งกิโลกรัมขึ้นไป ถ้าไม่ได้ถึงครึ่งกก.ไม่จับ โดยคนมาซื้อถึงที่ ลูกค้าทั้งหมดเป็นคนในพื้นที่ ไม่ได้จับไปขายที่อื่น จากปากต่อปาก รวมทั้งติดต่อทางเฟสบุก “ จรวย สมทิพย์” โดยปลากดเหลือง เดิมตนเองขายกก.ละ 200 บาท แต่เนื่องจากอาหารมีการปรับราคาสูงขึ้นมาก จากเดิมกระสอบละ 362 บาท ปรับขึ้นเป็นกระสอบละ 537 บาท ทำให้ต้องปรับราคาขึ้นเป็นกก.ละ 220 บาท และขณะนี้ราคาอาหารก็ยังคงเป็นปัญหา เพราะราคาแพงมาก หากใครสนใจอยากซื้อปลาทุกชนิด รวมทั้งปลากดเหลือง สามารถติดต่อได้ที่เฟสบุ๊ค จรวย สมทิพย์ หรือ เบอร์โทรศัพท์ 061-2572877

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...