โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พม่าไม่ได้เผากรุงศรี แรงงาน‘เมียนมา’ร่วมสร้างกรุงเทพฯ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 22 ธ.ค. 2565 เวลา 07.24 น. • เผยแพร่ 22 ธ.ค. 2565 เวลา 06.04 น.

“เชื่อไหมว่า คนพม่าบางคนได้ (ค่าแรง) แค่วันละ 100 กว่าบาท บางทีได้ 200 คนที่ได้เต็ม 350 บาทก็มี แต่เป็นส่วนน้อย”

คือประโยคหนึ่งของถ้อยคำปราศรัยโดย สุรัช กีรี แกนนำกลุ่ม Bright future แรงงานเมียนมาในไทย ที่เอื้อนเอ่ยเบื้องหน้าสถานเอกอัครราชทูตเมียนมา ประจำประเทศไทย เมื่อ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา ในวาระ ‘วันแรงงานข้ามชาติสากล’ 18 ธันวาคมของทุกปี

เน้นย้ำว่าทั้งที่ค่าแรงขั้นต่ำตามหลักการคือ 335-350 บาท ต่อวัน ทว่า ในชีวิตจริง ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ในวันที่อุณหภูมิในกรุงเทพฯ ลดต่ำลงในช่วงฤดูหนาว องศาร้อนหน้าสถานทูตเมียนมา ถนนสาทร เขตบางรัก ใต้สถานีรถไฟฟ้า BTS เซนต์หลุยส์ พุ่งขึ้นตามลำดับ บรรยากาศช่วงบ่าย มากมายด้วยแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาผู้อยู่อาศัยและทำงานในประเทศไทยนับร้อย เดินทางมารวมตัวบนทางเท้าเรียกร้องให้นายทุนร่วมรับผิดชอบสิทธิขั้นพื้นฐาน

ส่วนใหญ่สวมใส่เสื้อยืดสีขาว โพกผ้าสีแดงบนศีรษะ มีข้อความ อาทิ NLD บางรายถือธงสัญลักษณ์กลุ่ม Bright future และพรรค NLDแกนนำปราศรัยด้วยภาษาเมียนมา พร้อมอ่านแถลงการณ์ ชูภาพ อองซาน ซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตย และผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งของเมียนมา ที่ถูกยึดอำนาจโดยกองทัพ พร้อมกล่าวประณาม พล.อ.อาวุโสมิน อ่อง ลาย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรือผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศเมียนมา โดยผู้ชุมนุมร่วมชู 3 นิ้ว และปรบมือเป็นระยะ ในตอนหนึ่งมีการเปิดคลิปเสียง NY AR ผ่านลำโพง รวมถึงมีการร่วมกันร้องเพลง และเรียกร้องสิทธิแรงงานไปพร้อมๆ กับการเรียกร้องทางการเมือง

ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายสิบนาย ยืนกระจายกำลังเฝ้าสังเกตการณ์รอบบริเวณสถานทูตเมียนมา โดยกั้นรั้วเหล็กเป็นแนวหน้าสถานทูต และวางกรวยจราจร กินพื้นที่ถนนเกือบ 1 เลน

“ตั้งแต่ที่ประเทศพม่าของเราโดนยึดอำนาจมา ร่วม 2 ปีแล้ว ตอนนี้ เราหาเวลา เวที และจังหวะ เพื่อมาแสดงออกให้โลกรู้ว่า เราไม่ยอมแพ้ เราไม่ได้เงียบไป เรายังสู้ อยากให้ทั่วโลกได้รู้ว่า ชาวพม่าที่อยู่ในไทยฝ่ายประชาธิปไตย เราเต็มที่ที่จะไล่ พล.อ.อาวุโสมิน อ่อง ลาย แน่นอน” แกนนำ Bright future เกริ่นถึงการเคลื่อนไหวในครั้งนี้

ปากท้องแข่งเวลา วอนรัฐไทย ‘ทำงานให้ไวหน่อย’

แน่นอนว่า ไม่ใช่เพียงการกล่าวโจมตีเผด็จการเมียนมา แต่ประเด็นหลักคือยื่นข้อเรียกร้อง พร้อมวิพากษ์ความล่าช้าของกระทรวงแรงงานของไทย

“กระทรวงแรงงานของรัฐบาลไทย ใช้ได้หรือไม่ ไม่รู้ แต่ใช้เวลานานมาก จนบางคนไม่อยากทำ (เอกสาร) แล้ว คือเราทำ 1 เคส 6 เดือนแล้วยังไม่จบ ส่วนมากคนที่ทำเคส จะไม่อยากทำ แล้วเลิกไปโดยปริยาย นี่คือปัญหา เราจึงมาเรียกร้องตรงนี้ว่าให้พวกคุณทำงานให้ไวหน่อย” สุรัช ผู้เป็นแกนนำ จี้ ก่อนกล่าวต่อไปว่า การเดินทางไปเรียกร้อง จนถึงฟ้องคดี แต่ละกรณี ต้องใช้เงิน อย่างน้อยคือค่าเดินทาง

“สมมุติว่าไปกระทรวงแรงงาน ต้องส่งเอกสาร 3 รอบ เพราะว่าไม่มีงาน เงินก็ได้แค่ 200-300 บาท ไม่มีเงินค่ารถอีก นี่แหละปัญหาปากท้อง”

ไม่เพียงเท่านั้น ยังขอฟ้องโลกว่า ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ พาสปอร์ต หรือหนังสือเดินทาง พุ่งพรวด!

“พาสปอร์ต เมื่อก่อนสมัย อองซาน ซูจี เล่มละ 400-800 บาท ทุกวันนี้เล่มละ 7,000-8,000 มันกระโดดขึ้นเยอะ สถานทูต ช่วยอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ชาวพม่าทุกคนก็รู้ แต่เรื่องเอกสาร อย่างไรเราก็ต้องมาพึ่งตรงนี้อยู่ดี แล้วก็มารอให้เขากดขี่เราอีกรอบหนึ่ง นี่คือระบบเผด็จการ ซึ่งมันไม่โอเคมากๆ” แกนนำกลุ่ม Bright future เผย

ส่วนประเด็นเรื่องค่าแรง และสิทธิแรงงาน สุรัชเล่าว่า ตอนนี้ค่าแรง นอกจากส่วนใหญ่ ไม่ได้รับตามจำนวนเต็มแล้ว ผู้ประกอบการบางรายยังไม่ยอมส่งเงินสมทบให้ประกันสังคม จนต้องออกไปเรียกร้องนานนับปี แน่นอนว่า หากเป็นไปได้ ก็อยากขอรับค่าแรงวันละ 600-700 บาทขึ้นไป เพราะค่ารถ ค่าห้อง ค่ากิน 350 บาท อย่างไรก็ไม่พออยู่แล้ว

“ส่วนมากคือเราโดนหักค่าประกันสังคม แต่เจ้านายไม่ส่งเงินสมทบให้กับประกันสังคม ผมเจอแบบนี้ 2-3 เคสแล้ว มีโรงงานหนึ่งอยู่มาหลายปี ไม่ทำประกันสังคมให้ จนผมต้องไปร้อง กว่าจะได้มาก็เป็นปี แล้วเรื่องนี้ก็ยังไม่จบ จึงคิดว่ากระบวนการยุติธรรมไทย ต้องทำงานให้ไวกว่านี้ ถ้าช้าอยู่อย่างนี้ เราไม่โอเคเกี่ยวกับสิทธิ สวัสดิการแรงงาน”

เลิกเข้าข้าง ‘มิน อ่อง ลาย’
ไม่ใช่แค่คนไทยที่อดอยาก แรงงานเมียนมาก็ไม่มีกิน

มาถึงตรงนี้ เมื่อถามว่า อยากฝากอะไรถึงผู้มีอำนาจ หรือรัฐบาลไทย?

แกนนำกลุ่ม Bright future กล่าวว่า ลุงของเราใช่ไหม? ไม่รู้จะพูดอย่างไรกับลุงดี

“ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ขอเวลาอีกไม่นานนี่ก็ 8 ปีแล้ว ตามสบายลุง แล้วแต่ลุงแล้วกัน อย่าว่าแต่ 8 ปีเลย เพิ่มอีก 2 ปีก็ได้ อย่าว่าแต่คนไทยเองที่อดอยาก คนพม่าก็จะไม่มีกินเหมือนกัน ช่วงโควิดด้วย เศรษฐกิจด้วย การเมืองด้วย มันก็เลยทำให้ข้อเรียกร้องของฝ่ายประชาธิปไตยไม่ค่อยได้รับการยอมรับ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ลุงอย่าเข้าข้าง มิน อ่อง ลาย ก็แล้วกัน รู้ว่าเป็นเพื่อนกัน แต่อย่าอวยกันมาก อย่าเข้าข้างกันมาก มาเข้าข้างพี่น้องคนพม่าดีกว่าลุง อย่าลืมว่ากรรมกรคนพม่า เรามาสร้างชาติให้ประเทศไทย พวกตึกทั้งหลาย คนไทยไม่ทำ มีแต่แรงงานข้ามชาติอย่างเราทำกัน ถนนหนทางเราเป็นคนทำ เราทำให้ประเทศไทยสวยงาม

ผมว่าลุงน่าจะดูแลพวกผมบ้าง อยากบอกว่า พม่าไม่ได้เผากรุงศรี แต่พม่าสร้างกรุงเทพฯ อันนี้คือความจริง และอยากให้ลุงมาดูแลพวกผมบ้าง เห็นใจบ้าง อย่าทิ้งพวกผม” แกนนำกลุ่ม Bright future กล่าว

หนีร้อนมาเจอร้อน? นายหน้าหลอกมาทิ้ง
จี้เคลียร์ ‘มาเฟีย’ หัวคิว

อีกประเด็นที่แรงงานเมียนมาอัดอั้นตันใจ จะกลืนเข้าปากก็ฝืนใจ ครั้นอยากจะคาย ก็คายไม่ออก จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและกระบวนการยุติธรรมของไทยเร่งเคลียร์ ‘มาเฟีย’ นายหน้ากินค่าหัวคิว

“คนที่จะหาผลประโยชน์จากเรื่องนี้มีเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นนายหน้าทั้งหลาย ดังนั้น ต้องจัดการพวกนายหน้า พวกที่กดขี่กินค่าหัวคิว ค่าสมัครงาน ทุกวันนี้ไปสมัครงานคนพม่าต้องจ่ายเงิน 2,500-7,000 บาท คนไทยไม่มี พม่ามี งงมาก ต้องเคลียร์มาเฟียพวกนี้ให้หมดก่อน”

จากปากคำข้างต้น มาดูข้อมูลจาก เครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) หนึ่งในองค์กรที่เป็นที่พึ่งสำหรับชาวเมียนมาในจังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดที่ขึ้นชื่อว่าเป็นดงโรงงาน แหล่งทำงานสำหรับแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดกิจกรรม ‘Walk with Amnesty’ พูดคุยเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ของชาวเมียนมาที่เพิ่งลี้ภัยมาไทยภายหลังการรัฐประหารเมียนมา

สุธาสินี แก้วเหล็กไหล ผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่เครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) เล่าถึงสถานการณ์ของแรงงานชาวเมียนมาในสมุทรสาคร ว่าเจอกรณีนายหน้าหลอกลวงเยอะมาก

“มีเคสที่รถตู้เอามาทิ้งไว้หน้าโรงพยาบาล เป็นเคสที่เสียเงินมากกว่า 40,000 กว่าบาท รวมถึงกรรโชกทรัพย์ที่ติดตัว โทรศัพท์มือถือ เงิน ใส่กล่องไว้ แล้วบอกว่าให้ลงที่นี่จะพาไปถ่ายรูป ไปตรวจสุขภาพและจะพาไปหางานทำ สุดท้ายรถตู้ชิ่งหนีหายไปไหนไม่รู้ และไปแจ้งความ ไปแจ้งกลุ่มสหวิชาชีพ ไม่มีใครรับเรื่องเลย ไม่มีใครอยากทำคดีนี้ เขาบอกคนงานสมัครใจมาเองไม่ใช่ค้ามนุษย์ และไม่มีใครทำคดี” สุธาสินีเล่า

หนุ่มชาวเมียนมา หนึ่งในผู้ลี้ภัยเข้ามาใหม่และยังหางานไม่ได้ เปิดเผยว่าต้องจ่ายค่าอพยพหนีมาจากเมียนมา และต้องจ่ายค่าเข้ามาในไทยอีก 10,000 บาท ซ้ำยังต้องมีค่านายหน้าที่ต้องหางาน ค่าเช่าค่ากินคือรายจ่ายหลัก

“เงินพวกนี้กู้มาหมด ต้องจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 10 เฉพาะการเข้าเมืองแบบผิดกฎหมาย ก่อนโควิดหรือก่อนรัฐประหาร ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 6,000-7,000 บาท แต่ ณ ตอนนี้ต่ำสุดคือ 18,000 บาท จนถึง 30,000 บาทในช่วงนี้ ส่วนตัวตั้งแต่เข้ามาใหม่ๆ มาอยู่กับเพื่อนที่อยู่มาก่อน และแชร์ค่าใช้จ่ายกัน นายหน้าก็รับปากว่าจะหางานให้ แต่ต้องจ่ายค่าหางานให้อีก 3,400 บาท แต่ ณ วันนี้ก็ยังไม่มีงานให้ ไม่กล้าแย้งนายหน้าเพราะนายหน้าพูดไทยได้และรู้จักกับตำรวจ กลัวแย้งไปแล้วนายหน้าจะแจ้งตำรวจมาจับ” หนุ่มเมียนมาเล่า

สาวเมียนมาอีกราย เป็นอดีตข้าราชการ ที่ยังหางานไม่ได้ สาเหตุที่เข้ามาในไทย เพราะไม่อยากอยู่ภายใต้การปกครองของเผด็จการ

“การอยู่ภายใต้การปกครองของเผด็จการคือไม่มีความปลอดภัยในชีวิต บ้านอาจถูกทิ้งระเบิดเมื่อไหร่ก็ได้ หรืออาจมีคนเข้ามาคุกคามในบ้าน ถูกจับในบ้านได้ทุกเมื่อ และเป็นข้าราชการก็มีเหตุทำให้ทำงานไม่ได้ด้วย ความจริงแล้วไม่อยากเข้ามาในประเทศไทยแบบผิดกฎหมาย อยากเข้ามาแบบถูกกฎหมาย แต่เรื่องพาสปอร์ตเหมือนถูกล็อกไว้ ไม่ให้ทำ เนื่องจากถูกแบล๊กลิสต์ สุดท้ายก็เลยต้องจำใจในการตัดสินใจจะเข้ามาในไทยแบบผิดกฎหมาย

ตอนที่เข้ามาก็ใช้เงินตัวเองซึ่งค่าเงินค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับค่าเงินเมียนมา การมาอยู่ในไทยก็มีค่าใช้จ่ายทุกวัน และตอนที่นายหน้ารับปากว่าจะหางานให้ ก็ต้องจ่ายเงินไปก่อน 10,000 บาท ตั้งแต่ตอนนี้จ่ายไปแล้วผ่านมา 3 เดือนยังไม่ได้งาน บางครั้งรู้สึกว่าตัวเองหนีร้อนมาพึ่งเย็น แต่มาเจอร้อนอีกที” อดีตข้าราชการสาวชาวเมียนมาเปิดใจ

เป็นอีกปีของวันแรงงานข้ามชาติสากลบนสถานการณ์เข้มข้นที่สะท้อนถึงปัญหาปากท้องที่หลีกไม่พ้นต้องแก้ด้วยการเมืองเรื่องสันติภาพ สิทธิมนุษยชนบนพื้นฐานประชาธิปไตย

แถลงการณ์วันแรงงานข้ามชาติสากล
โดยกลุ่ม Bright future มีเนื้อหา ดังนี้

เนื่องในวันที่ 18 ธันวาคม ของทุกปี นับเป็นวันแรงงานข้ามชาติสากล หรือ International Migrants Day ตามประกาศสหประชาชาติ อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติและครอบครัว ค.ศ.1990 เพื่อให้แรงงานข้ามชาติทั่วโลกได้รับการคุ้มครองด้านสิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงาน และการปฏิบัติที่ดีจากรัฐบาลและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งประเทศต้นทางและประเทศปลายทาง โดยต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากความแตกต่างทางเชื้อชาติ ภาษา สีผิว และเพศสภาพ พวกเราจึงขอยืนยันในข้อเรียกร้อง ดังนี้

1.ให้ตำรวจไทยดำเนินคดีกับบริษัทนายหน้าผู้ทุจริตหลอกลวงตามกฎหมายอาญามาตรา 344 อย่างตรงไปตรงมา และกระทรวงแรงงานต้องเข้าช่วยเหลือเยียวยาแรงงานที่ตกเป็นเหยื่อโดยเร็ว รวมถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะต้องไม่ปล่อยให้มีขบวนการข่มขู่แรงงานด้วยกฎหมายเพื่อทำการเก็บส่วย กระทำการนอกเหนือจากหน้าที่ และความถูกต้องในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งอยู่ใต้ความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่

2.กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ต้องมีการช่วยเหลือทางกฎหมาย จัดหาทนายให้ในการฟ้องร้อง พนักงานตรวจแรงงานต้องให้ข้อมูลกับแรงงานอย่างครบถ้วน เพื่อให้แรงงานสามารถเรียกสิทธิประโยชน์ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ รวมไปถึงการจัดให้มีการช่วยเหลือค่าเดินทางเพื่อให้คนทำงานได้เข้าถึงกลไกกฎหมายแรงงานได้ง่ายยิ่งขึ้น และเพื่อให้คนทุกกลุ่มได้รับสิทธิแรงงานกับผลประโยชน์ต่างๆ รวมถึงประกันสังคมและเงินบำนาญตามการคุ้มครองตามกฎหมายไทยอย่างไม่เลือกปฏิบัติ

3.ในระยะยาวนั้น กรมการจัดหางาน ต้องแก้ไขปัญหาการหลอกลวงไปค้ามนุษย์ ด้วยการทำสัญญาจ้างแบบรัฐต่อรัฐ ยกเลิกระบบนายหน้าเอกชน พร้อมจัดหาการช่วยเหลือด้านภาษา ทำระบบการร้องเรียนแบบที่เดียวจบ หรือ One Stop Service โดยไม่ผลักภาระให้ผู้ร้องเรียนต้องเดินเรื่องไปกระทรวงต่างๆ หลายแห่ง หลายครั้ง เร่งทำกระบวนการทำเอกสารให้เรียบง่าย ค่าธรรมเนียมย่อมเยา ทำบริการของรัฐให้เข้าถึงได้จริง เอกสารที่จำเป็นต่อการจ้างงานแรงงานข้ามชาติไม่ควรต้องรวมพาสปอร์ตด้วย เนื่องจากการแสดงตนซ้ำซ้อนกับเอกสารอื่นๆ อย่างใบอนุญาตทำงาน นับเป็นการสร้างอุปสรรคทางเอกสารโดยไม่จำเป็น สถานทูตต่างๆ จะต้องมีค่าธรรมเนียมที่โปร่งใสและย่อมเยา ช่วยให้แรงงานเข้าถึงและดำรงสถานะถูกต้องตามกฎหมายได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้เข้าถึงการคุ้มครองตามกฎหมายได้อย่างตรงไปตรงมา อีกด้วย

สุดท้ายนี้ พวกเราจากกลุ่ม Bright Future ขอเรียกร้องให้เราทุกคนตั้งแต่ในภาครัฐ ภาคเอกชน ไปจนถึงเพื่อนประชาชนทุกหนแห่ง ใช้หลักการสิทธิมนุษยชนเป็นที่ตั้ง มิใช่ความเชื่อในลัทธิชาตินิยม มองคนให้เท่ากับคน และสร้างจิตสำนึกร่วมกันว่าเราล้วนต่างคือพี่น้องในวังวนการดิ้นรนทำงานหาเงินมาเลี้ยงชีพ เฉกเช่นเดียวกัน และเราจะไม่มีวันหลุดพ้นจากปัญหาเดิมๆ หากเราไม่ผนึกกำลังแล้วร่วมมือกันแก้ปัญหาของคน 99% ไปด้วยกัน เพื่อที่สักวันหนึ่ง เส้นพรมแดนจะต้องไม่ขวางกั้นความมั่นคงในปากท้องของคนทำงาน

อธิษฐาน จันทร์กลม
ณัฏฐ์นรี เฮงสาโรชัย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...