ท่านอ๋องข้าไม่ได้รักท่านแล้ว
ข้อมูลเบื้องต้น
สวัสดีค่ะนักอ่านทุกท่าน หนูเหมยจ้า อยากลองเขียนนิยายจีนโบราณที่ตนเองชื่นชอบมากๆดูบ้าง แต่ก็เป็นกังวลในสำนวนและภาษาที่ใช้เขียนอยู่มาก แต่ในเมื่อชอบก็ต้องลองดูกันสักตั้ง ดังนั้นหากงานเขียนของไรท์ผิดพลาดประการใด รบกวนนักอ่านเข้ามาแสดงความคิดเห็น ติชม ชี้แนะ เพื่อให้เกิดการพัฒนาได้นะคะ
มาเอาใจช่วยนางเอกคนนี้ของไรท์ให้มีชีวิตที่สงบสุข ไม่ต้องข้องเกี่ยวกับใครอีกอย่างที่น้องตั้งใจไว้นะคะ นางเอกของไรท์คนนี้ไม่ได้สวมร่างสวมวิญญาณของใคร นางเอกเป็นคนเดิมที่ตกน้ำจนนอนป่วยอยู่นาน โชคชะตาในชีวิตของนางก็พลิกผันเมื่อระลึก และจดจำชาติภพเดิมได้ เลยมีอุปนิสัยที่แตกต่างออกไป เพราะสำนึกได้ว่าชีวิตที่มีความสุขที่แท้จริง คือชีวิตที่ร่ำรวยและสงบสุข
…..หนูเหมยจ้า…..
บทนำ
โจวลี่เซียน หญิงงามล่มเมือง ลูกสาวคนเล็กของราชครูโจวเยี่ยน อาจารย์ผู้จิตใจดีงามของบรรดาเหล่าองค์ชายในราชวงศ์หนาน ถึงแม้โจวลี่เซียนจะมีความงามเป็นหนึ่ง ไม่มีสตรีคนใดในเมืองหลวง เทียบเคียงรัศมีความงามของนางได้ แต่นางกลับมีนิสัยดุร้ายชอบด่าทอบ่าวไพร่ และเอาแต่ใจตนเองเป็นอย่างยิ่ง
หญิงงามคนนี้หลงรัก อ๋องหนานกงชิง ผู้เย็นชาไม่เคยสนใจสตรี ไม่มีแม้กระทั่งสาวใช้อุ่นเตียงอยู่ในจวน เขาเป็นอนุชาร่วมพระมารดาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน โจวลี่เซียนคอยตามเกี้ยวตามรักอ๋องหนุ่ม ทั้งยังตามราวีตบตีสตรีที่เข้าใกล้เขา ตั้งแต่ปักปิ่นจนปัจจุบันนางอายุ18ปีแล้ว ก็ไม่ยอมออกเรือนไปกับบุรุษคนใด
วันที่เกิดเหตุนางตบตีกับหญิงงามคนหนึ่ง ผู้ที่เป็นศัตรูหัวใจตัวฉกาจ จึงได้เกิดอุบัติเหตุพลัดตกลงไปในสระบัวในวังหลวง จนล้มป่วยไม่ได้สตินานเป็นเดือน พอลืมตาตื่นขึ้นมาอุปนิสัยของนางก็แตกต่างออกไป
‘หึหึ ความรักหรือตลกสิ้นดี ต่อจากนี้ชีวิตของข้า ต้องการเพียงความร่ำรวยและสงบสุขเท่านั้น’
รักจนไร้ค่า
ภายในจวนราชครูโจว บุตรสาวคนเล็กที่เกิดจากฮูหยินเพียงหนึ่งเดียว เร่งฝีเท้ารีบเดินเข้ามาในห้องโถงของจวนเพราะเกรงว่าจะไม่ทันกาล นางกลัวว่าบิดาจะออกเดินทางเข้าวังหลวงไปเสียก่อน
“ท่านพ่อให้ลูกเข้าร่วมงานนี้ด้วยนะเจ้าคะ ลูกอยากพบหน้าท่านอ๋องหนาน ลูกไม่ได้เจอท่านอ๋องเป็นเดือนแล้ว”
หญิงสาววัย18ปี แต่งกายด้วยอาภรณ์สีแดงเพลิง ตัดกับผิวพรรณที่ขาวเนียนละเอียดของนางได้อย่างลงตัว ใบหน้างามหยาดเยิ้ม วันนี้แต่งแต้มจนเข้มกว่าในยามปกติ ริมฝีปากแต้มชาดสีแดงสดสีเดียวกับอาภรณ์ มองอย่างไรก็เหมือนนางมารน้อยเข้าไปทุกที
“เฮ้อ!! ลี่เออร์ ท่านอ๋องไม่ได้สนใจเจ้าเลยสักนิด เมื่อไหร่เจ้าจะเลิกตามตอแยท่านเสียที”
โจวเยี่ยนลูบหัวบุตรสาวคนเล็กของเขา ด้วยแววตาห่วงหาอาทร ถึงบุตรสาวคนนี้จะมีนิสัยร้ายกาจ แตกต่างไปจากพี่น้องคนอื่นๆ และเอาแต่ใจสักเพียงใด แต่เขากับฮูหยินก็รัก และพร้อมจะมอบแต่สิ่งดีๆให้นางมาโดยตลอด
“ความรักต้องใช้เวลานะเจ้าคะท่านพ่อ ลูกจะให้เวลาท่านอ๋องได้รู้ใจตนเอง”
ริมฝีปากสีแดงสดแย้มยิ้มออกมาอย่างให้กำลังใจตนเอง เหมือนอย่างที่เคยทำมาตลอด 3 ปี ใช่แล้วนางตามเกี้ยวตามรักท่านอ๋องหนานกงชิง มา3ปีแล้ว ตามตอแยมานานเพียงนั้น แม้แต่ชายเสื้อท่านอ๋องนางก็มิเคยได้สัมผัส!!
ตำหนักอ๋องหนานกงชิง
“งานในวันนี้อย่าให้นางเข้าใกล้ข้าได้ รำคาญ”
เสียงเข้มกล่าวกับองครักษ์คนสนิท โดยไม่ต้องระบุว่าเขารำคาญใคร องครักษ์ก็เข้าใจในคำสั่งการได้ดี เนื่องจากในเมืองหลวงนี้มีสตรีแค่นางเดียว ที่ตามตอแยท่านอ๋องหนานกงชิงอยู่เสมอ
“ขอรับ แล้วท่านอ๋องไม่ชอบพอคุณหนูโจวบ้างเลยหรือ คุณหนูโจวนางมีใบหน้าที่งดงามล่มเมืองเสียขนาดนั้น”
ยามที่ไม่ได้อยู่ต่อหน้าพระพักตร์องค์ฮ่องเต้ องครักษ์หนุ่มกับท่านอ๋องหนาน จะพูดคุยกันด้วยถ้อยคำสามัญตามที่ท่านอ๋องต้องการ เพราะเขาไม่ใช่คนเจ้ายศเจ้าอย่าง อีกทั้งองครักษ์ฟานยังเป็นเพื่อนสนิท ที่ร่วมเรียนวิชามาด้วยกันตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็ก
“งามล่มเมืองแล้วอย่างไร นิสัยของนางข้าไม่ถูกใจก็เปล่าประโยชน์”
เพียงชั่วครู่ที่อ๋องหนาน นึกถึงใบหน้างามหยาดเยิ้มที่เคยตรึงใจ แต่ก็รีบสะบัดความคิดออกไปทันที เมื่อแรกพบเขาเคยใจเต้นแรงเมื่อเจอหน้านาง แต่พอได้เห็นนิสัยที่ร้ายกาจ และพฤติกรรมก้าวร้าวไม่ยอมใคร อ๋องหนุ่มก็เลิกสนใจโจวลี่เซียนทันที และไม่เคยใจเต้นแรงกับใครอีกเลย
“แล้วกับคุณหนูจ้าว บุตรีของเสนาบดีคลังล่ะขอรับ”
ฟานจงกำลังกล่าวถึงจ้าวอิงเถา บุตรีคนรองของเสนาบดีจ้าวเถียน สตรีที่มีความงดงามอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อเทียบกับโจวลี่เซียน ก็ยังถือว่าด้อยกว่าอยู่หลายส่วน
“ค่อยๆดูไป ข้ายังไม่ได้รู้สึกรัก หรือชอบสตรีนางใดทั้งนั้น”
“ดีนะขอรับที่ท่านอ๋อง มีป้ายอาญาสิทธิ์จากฝ่าบาทพระองค์ก่อน ในการขอเลือกคู่ครองด้วยตนเอง ไม่เช่นนั้นฝ่าบาทคงได้มอบสมรสพระราชทานให้พระองค์นานแล้ว”
ฟานจง เอ่ยไปตามที่คิดเพราะท่านอ๋องหนานปีนี้ก็อายุ30ปีแล้ว แต่ก็ไม่เคยมีแม้แต่สตรีอุ่นเตียงเลยสักคน ถ้าฝ่าบาทองค์ก่อนกับไทเฮายังมีชีวิตอยู่ คงได้ปวดหัวกับโอรสองค์เล็กของทั้งสองพระองค์มากแน่ๆ ที่ไม่ยอมแต่งพระชายาเข้าตำหนักเลยสักคน
“อืม เอารถม้าออกเถอะจวนจะได้เวลาเริ่มงานเลี้ยงแล้ว”
“ขอรับ”
งานเลี้ยงวันพระราชสมภพของฮ่องเต้หนานเจ๋อติง แห่งแคว้นหนาน จัดขึ้นบริเวณโถงพิธีการของวังหลวง
“ท่านพ่อท่านแม่ พี่ใหญ่ พวกเราไปนั่งใกล้ๆท่านอ๋องหนานไม่ได้หรือเจ้าคะ”
น้ำเสียงหวานกระซิบถามคนในครอบครัว เมื่อเห็นว่าตระกูลของตนเอง ได้ที่นั่งห่างไกลจากบุรุษที่นางเฝ้าคิดถึงอยู่ทุกวันเวลาเสียเหลือเกิน จะมองใบหน้าก็เกือบจะไม่เห็นเช่นนี้ไม่ดีแน่ๆ
“ที่นั่งฝั่งตรงนู้นมีตระกูลอื่นจับจองที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว พวกเรามาทีหลังก็ต้องนั่งบริเวณที่ว่าง ลี่เออร์เจ้าอย่าเสียมารยาท”
ราชครูโจว เอ่ยเตือนบุตรสาวด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม สิ่งใดที่ต้องตักเตือนบุตรสาวให้รับรู้กาละเทศะ เขาก็ต้องกระทำ ถึงแม้ว่านางจะรับฟังหรือไม่ก็ตาม
“เฮ้อ ท่านแม่ช่วยลูกให้ได้เข้าไปพูดคุยกับท่านอ๋องด้วยนะเจ้าคะ”
“ลี่เออร์ เชื่อฟังท่านพ่อของเจ้าเถิด งานในวันนี้เป็นงานสำคัญ เจ้าอย่าเสียมารยาทกับท่านอ๋องเลย” โจวฮูหยินเอ่ยปรามบุตรสาวเบาๆ
“เจ้าค่ะท่านแม่”
ถึงแม้ในใจจะไม่ยอมรับ แต่โจวลี่เซียนก็จำต้องยอมรับปากมารดาไปเสียก่อน เอาไว้นางค่อยหาโอกาสเข้าใกล้ท่านอ๋องในภายหลังให้จงได้
เมื่อนั่งอยู่ในงานเลี้ยงนานจนรู้สึกเบื่อหน่าย โจวลี่เซียนจึงได้เอ่ยขออนุญาตมารดา ออกจากห้องโถงจัดเลี้ยง เพื่อออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์บริเวณสระบัวของวังหลวง
เนื่องจากงานเลี้ยงในวังหลวงนั้น สาวใช้คนสนิทในจวนไม่สามารถเข้าร่วมงานเลี้ยงด้วยได้ โจวลี่เซียนจำต้องออกไปเดินเล่นเพียงลำพัง เพราะท่านแม่ต้องอยู่กับท่านพ่อของนาง ส่วนพี่ชายใหญ่ของนาง ก็ปลีกตัวไปนั่งรวมกลุ่มกับสหายสนิทของเขาแล้ว
“ท่านแม่ ลูกอยู่ในงานเลี้ยงนี้ช่างน่าเบื่อยิ่งนัก ขอออกไปเดินเล่นด้านนอกสักครู่นะเจ้าคะ”
“ดูแลตัวเองดีๆ เจ้าโตแล้วแม่เลยอนุญาตให้ออกไปคนเดียวได้”
“เจ้าค่ะท่านแม่ ยามนี้เป็นเวลากลางวันไม่มีอะไรน่ากังวล สตรีคนอื่นๆก็ออกไปเดินเล่นชมสวนกันทั้งนั้น”
โจวฮูหยินจำต้องปล่อยให้บุตรสาว ออกไปเดินเล่นที่สวนด้านนอกของพระราชวังเพียงลำพัง เพราะชีวิตก็เป็นเยี่ยงนี้นางจำต้องฝึกฝนที่จะทำอะไรคนเดียวดูบ้าง เผื่อในภายภาคหน้าที่ไม่มีบิดามารดาอยู่เคียงข้างแล้ว นางจะได้เอาตัวรอดได้
บริเวณสระบัวของพระราชวัง
ดวงตากลมโตจ้องมองไปยังหนึ่งบุรุษองอาจ ที่อยู่ในห้วงคะนึงฝันของนางอยู่ทุกค่ำคืน ยืนเคียงคู่อยู่กับสตรีที่เปรียบดั่งคู่แค้นของนางมาแต่ชาติปางก่อน ทั้งสองยืนพูดคุยกันด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มมีความสุข ช่างแตกต่างจากยามที่เขาเห็นหน้านางเสียเหลือเกิน
ใจดวงน้อยๆเจ็บปวดจนแทบยืนไม่ไหว แต่ด้วยนิสัยไม่เคยยอมแพ้ใคร จึงได้เดินเข้าไปขัดจังหวะการสนทนา ที่ช่างหอมอบอวลไปด้วยกลิ่นของดอกหลันฮวาในยามเช้านั้นเสีย
“ท่านอ๋องเพคะ ทรงประทับอยู่ที่นี่เอง หม่อมฉันมองหาพระองค์อยู่ตั้งนาน”
“มีอะไร ถ้าไม่มีข้าขอเวลาส่วนตัว” เสียงเข้มเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่ไว้หน้าสตรีที่เดินเข้ามาใหม่เลย
เมื่อเห็นว่าท่านอ๋องหนาน ไม่ต้องการเสวนากับนางมากเท่าไหร่ ในใจก็ยิ่งเกิดความอิจฉาริษยา สตรีที่เขาเต็มใจพูดคุยด้วยมากเท่านั้น จึงได้หันไปจัดการศัตรูหัวใจแทนที่จะดันทุรังพูดคุยกับท่านอ๋องต่อ
“หม่อมฉันขอพูดคุยกับจ้าวอิงเถาสักครู่นะเพคะ”
เมื่อพูดขออนุญาตจบ โดยที่ไม่รอให้ใครตอบรับคำขอ โจวลี่เซียนก็ดึงแขนจ้าวอิงเถาให้เดินตามนางมา พอเห็นว่าอยู่ห่างจากจุดที่อ๋องหนานยืนอยู่แล้ว ลี่เซียนก็ตะคอกด่าจ้าวอิงเถาทันที
“จ้าวอิงเถา ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้วว่า อย่ามาเข้าใกล้ท่านอ๋องหนานของข้า”
“ฮ่า ฮ่า เจ้าเป็นใครโจวลี่เซียน จึงมาสั่งการข้าแล้วข้าจักได้เชื่อฟังเจ้า เรื่องแบบนี้ห้ามข้าคนเดียวได้อย่างไร เจ้าก็เห็นแล้วว่าท่านอ๋องหนานพึงใจข้าสักแค่ไหน”
“จะ….เจ้า สงสัยคงต้องได้เจ็บตัวก่อนใช่หรือไม่ ถึงจะยอมเชื่อฟังคำพูดของข้า”
น้ำเสียงเกรี้ยวกราดเอาแต่ใจ ตวาดขึ้นเสียงดังยิ่งกว่าเดิม จนบุรุษสูงศักดิ์ที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ห่างๆ ได้ยินเสียงทะเลาะกันอย่างชัดเจน
ลำขาแกร่งกำลังก้าวเดินเข้าไป เพื่อจะจัดการกับสถานการณ์อันน่ารำคาญตรงหน้า แต่กลับกลายเป็นว่าเขาต้องได้กระโดดลงไปในน้ำ เพื่อช่วยชีวิตสตรีที่ร่างจมดิ่งลงไปในสระบัว
ตู้มมมมมมม!!!!
“กรี๊ดดดดด”
ป่วยนานเหมือนตายไปแล้ว
หนึ่งเดือนแล้วที่บุตรีคนเล็กของราชครูโจวเยี่ยน นอนป่วยหมดสติอยู่บนเตียงนอนภายในเรือนของนาง ฮ่องเต้รับสั่งให้หมอหลวงมาช่วยดูอาการแล้วหลายคน หมอหลวงทุกคนต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นางเพียงแค่หลับไปเท่านั้น ภายในร่างกายไม่ได้เจ็บป่วยอะไรเลย
“ฮึก ฮือ ฮือ!! ท่านพี่ เมื่อไหร่ลี่เออร์ของเราจะฟื้นขึ้นมาเจ้าคะ”
โจวฮูหยินนั่งร้องไห้อยู่ข้างเตียงนอนของบุตรสาว นางนึกไปถึงสภาพของบุตรสาว ที่ตัวซีดขาวเหมือนร่างไร้ลมหายใจเมื่อครั้งที่ขึ้นมาจากน้ำใหม่ๆ ก็ยิ่งร้องไห้ไม่หยุด เสียงสะอึกสะอื้นดังระงม จนผู้เป็นสามีปวดใจกับภาพที่พบเห็นยิ่งนัก
“ท่านแม่ ลี่เออร์ไม่ได้ป่วยเป็นอะไรขอรับ เดี๋ยวน้องก็ตื่นแล้ว”
โจวสืออี้ พี่ชายคนโตที่กำลังตาแดงก่ำ แต่ก็พยายามฝืนเอ่ยปลอบใจมารดาออกไป ในใจของเขาหวาดกลัวว่าน้องสาวจะจากไป แต่ก็ไม่กล้าพูดออกมาให้มารดาได้ยิน
“ฮูหยิน พี่เชื่อว่าลี่เออร์จะกลับมาหาพวกเราในเร็วๆนี้ ตามที่ท่านไต้ซือได้บอกกล่าวเอาไว้ เจ้าอย่าร้องไห้ให้ลูกได้ยินอีกเลย”
ราชครูโจวเชื่อเช่นนั้นจริงๆ เขากับฮูหยิน ขึ้นไปกราบไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และไต้ซือที่วัดบนเขามา ท่านไต้ซือบอกว่าอีกไม่นาน นางจะกลับมาพร้อมการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
“ฮึก!! ถ้านางฟื้นขึ้นมาข้าจะพานางกลับไปกราบไหว้ไต้ซือ ที่วัดบนเขาด้วยตนเอง”
ตำหนักอ๋องหนานกงชิง
“ฟานจง นางฟื้นหรือยัง”
ในห้องทรงงานอันเงียบสงบ บุรุษเจ้าของตำหนักที่มีใบหน้าเคร่งขรึม ก็เงยหน้าจากงานราชการมากมาย ที่ต้องช่วยเหลืองานของพี่ชาย เพื่อไต่ถามในสิ่งที่ยังติดค้างอยู่ในใจของเขามาตลอด1เดือน
“ยังขอรับ”
“ส่งโสมไปเยี่ยมนางอีก เผื่อฟื้นขึ้นมาจะได้บำรุงร่างกายให้แข็งแรง และไม่เจ็บป่วยนานๆแบบนี้อีก”
น้ำเสียงราบเรียบ แต่ทว่าถ้าฟังดีๆจะรู้สึกถึงความห่วงใยปนความรู้สึกผิดมาด้วย
“ขอรับ ว่าแต่ท่านอ๋องไม่นำของบำรุง ไปเยี่ยมคุณหนูโจวด้วยตนเองหรือขอรับ”
องครักษ์ฟานจง แสดงความคิดเห็นไปตามความเหมาะสม เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องในคราวนั้น อ๋องหนานยังไม่เคยไปเยี่ยมไข้โจวลี่เซียนด้วยตนเองเลยสักครั้ง มีเพียงให้คนนำสมุนไพรบำรุงส่งไปจวนราชครูเท่านั้น
“อืม ข้าควรไปด้วยตนเองหรือ?”
น้ำเสียงไม่มั่นใจเอ่ยถามออกมา เพราะเขาก็แยกออกมาอยู่ตัวคนเดียวมานานหลายปี ไม่ได้มีมารดาคอยชี้แนะ จึงไม่ได้ล่วงรู้ธรรมเนียมปฏิบัติอันใดมากนัก
“ขอรับ เพื่อแสดงน้ำใจจะได้ไม่น่าเกลียด พวกนางทะเลาะกันเรื่องของท่าน ถึงแม้ว่าท่านอ๋องจะเป็นคนช่วยนางขึ้นมาจากน้ำก็ตาม การไปเยี่ยมไข้ด้วยตนเองสักครั้งก็ถือว่าสมควรยิ่ง”
ฟานจงรู้นิสัยท่านอ๋องเจ้านายของเขาดี ว่าที่จริงแล้วเป็นคนจิตใจดี ติดที่ว่าเฉยชาและไม่ค่อยรู้ธรรมเนียมปฏิบัติเท่านั้นเอง จึงได้เอ่ยแนะนำออกไปตามตรง
“ถ้าเช่นนั้นก็ไปเตรียมรถม้าเถิด ข้าจะไปเยี่ยมนางด้วยตนเอง”
“ขอรับ”
จวนราชครูโจว
บุรุษสูงศักดิ์ ก้าวเท้าเข้ามาในจวนราชครูด้วยท่าทีสง่าผ่าเผย และมีใบหน้าที่เป็นมิตร ผิดจากยามปกติที่มักจะนิ่งขรึมเฉยชาอยู่เสมอ
และครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งแรกที่อ๋องหนานกงชิง ได้เข้ามาเยี่ยมเยือนที่จวนราชครูโจว ตามติดมาด้วยองครักษ์ฟานจง ที่กำลังถือตะกร้าใส่ของบางอย่างอยู่ในมือ
“คารวะท่านอาจารย์ขอรับ”
“ถวายบังคมท่านอ๋อง กระหม่อมไม่ทราบว่าพระองค์จะเสด็จมาที่จวน เลยไม่ได้เตรียมการต้อนรับ ขอประทานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ราชครูโจวรีบเดินออกมาจากห้องหนังสือ เมื่อพ่อบ้านของจวนไปแจ้งเรื่อง ว่าท่านอ๋องหนานกงชิงมาขอพบ
“ท่านอาจารย์ พูดกับข้าเสียนึกว่าอยู่ในวังหลวงต่อหน้าเสด็จพี่ฮ่องเต้ พูดธรรมดาเถิดขอรับข้าจะได้พูดคุยด้วยอย่างสบายใจ”
“ขอรับ ท่านอ๋อง ว่าแต่ท่านมาถึงจวนราชครู มีสิ่งใดให้พวกเราตระกูลโจวช่วยเหลือหรือไม่”
ราชครูโจวนึกแปลกใจ ที่อ๋องหนานกงชิงมาที่จวนตระกูลโจว เพราะปกติอ๋องหนุ่มคนนี้ ค่อนข้างจะหวงแหนความเป็นส่วนตัวสูง ไม่ชอบไปเยี่ยมเยือนใครถึงจวน และไม่ชอบให้ใครไปเยือนที่ตำหนักของเขาเช่นกัน
“ข้าไม่มีสิ่งใดรบกวนตระกูลโจวหรอกขอรับ ที่มาวันนี้เพียงแค่นำของบำรุงมาเยี่ยมไข้คุณหนูโจวเพียงเท่านั้น เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องในครั้งนั้น ข้าก็ยังไม่เคยมาเยี่ยมนางด้วยตนเองเลยสักครั้ง วันนี้เห็นเป็นโอกาสที่เหมาะสม เลยนำโสมมาให้พวกท่านต้มให้นางดื่ม ยามที่ตื่นฟื้นขึ้นมาจากอาการเจ็บป่วย”
“พวกเราตระกูลโจวต้องขอบพระคุณท่านอ๋องมากขอรับ ที่ทั้งช่วยเหลือชีวิตบุตรสาวของเรา ทั้งมีแก่ใจนำสมุนไพรมาเยี่ยมเยียนอีก เป็นบุญของลี่เออร์ยิ่งนัก”
ราชครูโจวก้มหัวลง เพื่อขอบคุณอ๋องหนุ่มอย่างถึงที่สุด ถ้าไม่ได้บุรุษตรงหน้าเห็นทีว่าบุตรสาวของเขา คงไร้ลมหายใจตั้งแต่ตกลงไปในสระบัวนั้นแล้ว
“ท่านอาจารย์อย่าก้มหัวให้ข้าขนาดนี้เลย ข้าควรต้องช่วยนางอยู่แล้ว เพราะต้นเรื่องมาจากข้า ที่ทำให้พวกนางทะเลาะกันจนเกิดเรื่องขึ้น จนถึงทุกวันนี้ข้าก็ยังสำนึกผิดอยู่ทุกครั้ง ที่นึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น การที่ได้กระโดดน้ำลงไปช่วยชีวิตของนาง ก็ถือว่าเป็นการไถ่บาปในใจของข้าไปบางส่วนเช่นกัน”
ใช่แล้ว อ๋องหนานกงชิงรู้สึกผิดอยู่ทุกวัน ที่ตนเองมีส่วนทำให้โจวลี่เซียน ต้องตกลงไปในสระบัวจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด จนกระทั่งเวลานี้นางก็ยังไม่ฟื้นกลับมาหาครอบครัว
ในขณะที่ราชครูโจว กำลังสนทนาอยู่กับอ๋องหนานกงชิง ในห้องโถงรับแขกอยู่นั้น พ่อบ้านจิ้งก็รีบเดินเข้ามาแจ้งข่าวสำคัญให้ราชครูโจวรับรู้
“ขอประทานอภัยท่านอ๋องพะย่ะค่ะ”
พ่อบ้านจิ้งรีบกล่าวขออภัยแขกผู้สูงศักดิ์ของนายท่าน ก่อนที่จะเอ่ยแจ้งเรื่องสำคัญออกไป ให้นายท่านของเขารับทราบ เพราะเป็นข่าวที่ดีที่สุดในรอบ1เดือนมานี้แล้ว
“ขออภัยท่านอ๋อง พ่อบ้านคงมีเรื่องด่วนมาแจ้งกระหม่อม มีเรื่องอะไรหรือพ่อบ้านจิ้ง”
ราชครูโจวกล่าวขออภัยแขกสูงศักดิ์ที่ถูกรบกวนการสนทนา แล้วหันมาสอบถามเรื่องราวจากพ่อบ้านจิ้ง ที่มีสีหน้าแตกตื่น แต่ทว่าแลดูกำลังยินดีอยู่เช่นกัน
“คุณหนูฟื้นแล้วขอรับ ฮูหยินให้คนมาแจ้งข้า เพื่อส่งข่าวให้นายท่านทราบขอรับ”
“ห๊ะ ลี่เออร์ฟื้นแล้วอย่างนั้นหรือ”
“ขอรับนายท่าน”
จากนั้นบุคคลทั้งหมดในห้องโถงรับแขก ก็รีบเดินตามพ่อบ้านจิ้งไป ไม่เว้นแม้แต่บุรุษสูงศักดิ์ผู้เป็นแขกของราชครูโจวกับองครักษ์ของเขา ก็เดินตามไปด้วยเช่นกัน
พอเดินไปถึงบริเวณหน้าเรือนนอนของโจวลี่เซียน ก็มีเพียงราชครูโจวเท่านั้น ที่เดินเข้าไปภายในเรือนนอนของนาง ส่วนคนอื่นๆก็อยู่รอฟังข่าว อยู่บริเวณด้านนอกตามมารยาทที่พึงกระทำ
“แค่ก แค่ก!!! ขอน้ำ”
เสียงแหบแห้งพยายามเอ่ย เพื่อบอกกล่าวความต้องการของตนเอง เนื่องจากลำคอขาดน้ำมาเนิ่นนาน การที่จะเอ่ยออกมาแต่ละคำนั้นก็ช่างลำบากยิ่งนัก