LSA Debutante: “จีโน่-จิรายุส” ตำรวจรุ่นใหม่ผู้อยากสร้างภาพจำองค์กรให้ดีกว่าเดิม
LSA Thailand
อัพเดต 02 ก.ค. 2567 เวลา 19.09 น. • เผยแพร่ 28 มิ.ย. 2567 เวลา 04.57 น. • Lifestyle Asia Thailandยินดีต้อนรับกลับเข้าสู่ LSA Debutante ของ Lifestyle Asia Thailand ที่ซึ่งเราจะได้พบกับคนรุ่นใหม่ของประเทศไทย เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการเดินทางตามฝัน และความคิดเห็นของพวกเขาต่อโลกปัจจุบัน ครั้งนี้เราพาไปพบกับตำรวจหนุ่มรุ่นใหม่ “จีโน่-จิรายุส คุปตานนท์”
ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาองค์กรตำรวจมีเรื่องให้ประชาชนติดตามกันจ้าละหวั่น และถ้าสังเกตให้ดีเราจะได้เห็นตำรวจหนุ่มไฟแรงคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้เล่นคนสำคัญของการปิดคดีที่เกิดขึ้น เขาคือ “จีโน่-จิรายุส คุปตานนท์” หนึ่งในทีมเก่งของบิ๊กเต่า “พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว” และหลานชายของ พล.ต.ท. ธรีพล คุปตานนท์ อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว รวมไปถึง พล.ท. วีระศักดิ์ คุปตานนท์ อดีตรองแม่ทัพภาค 3 (จปร 16) และ ร.ต.ท. ธนา คุปตานนท์ หัวหน้านักเรียนนายร้อยรุ่น 50 และนายสุนทร พัฒนาพลกรสกุล อดีตอุปนายกสมาคมเพชรพลอยเงินทอง ตัวเขาในวัยยี่สิบกว่ากำลังเดินตามเป้าหมายสำคัญ ที่ต้องการสร้างภาพจำองค์กรตำรวจให้ดีขึ้นกว่าเดิม วันนี้ LSA พารู้จักเขาให้มากขึ้นพร้อมสนทนาแบบเต็มๆ ถึงการทำงานในองค์กร ความกดดัน และเส้นทางในอนาคต
อัพเดตหน่อยตอนนี้ทําอะไรอยู่บ้าง
“ก็ยังทำงานกับบิ๊กเต่า (พล.ต.ต.จรูญเกียรติ) อยู่สํานักงานเหมือนเดิม แล้วก็มีทําในส่วนของที่ปรึกษาพิเศษของกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) คือผมจะดูในส่วนหน้างานต่างประเทศเพื่อประสานการทำงานกับ FBI ผมเองเคยทำงานในคดีของนพรัตน์ ผอ.สำนักพุทธ ด้วยเช่นกันครับ”
เห็นว่าเรียนด้านการทูตมา และก็ยังทำงานร่วมกับ FBI ด้วย
“ใช่ครับมันก็เกี่ยวพันกันกับด้าน National Relations คือจริงๆ การเป็นตำรวจมันต้องไปเรียนเตรียมทหาร แล้วไปเป็นนายร้อยเพื่อไปเป็นตำรวจเหมือนที่ทุกคนทราบ ส่วนด้านการทูตต้องเรียน IR (International Relations) มาก่อนในปริญญาตรี แล้วก็ค่อยมาที่วิชาเลือก ถ้าเป็นปริญญาโทก็สามารถเลือกเรียน Diplomatic เพื่อมาเป็นทูตได้ แต่ในส่วนของผมคือที่บ้านอยากให้เป็นทูตเลย เพราะน้องชายของคุณพ่อสองคนก็เป็นตำรวจ คุณปู่ก็เป็นทหารอีก เหมือนมาด้านนี้กันหมดแล้ว (ยิ้ม) อย่างน้องชายของคุณพ่อเขาเป็นหัวหน้านักเรียนนายร้อยรุ่น 50 เป็นอาเจ็กของผมเองเขาเก่งมากๆ แต่เขาเสียไปแล้วครับ เรื่องนี้เลยฝังใจคุณพ่อกับคุณแม่มาก”
“ตอนเด็กผมเรียนโรงเรียนร่วมฤดีวิเทศศึกษา (Ruamrudee International School) ก็ได้ทุนจากกระทรวงการต่างประเทศ เป็นทุนร้อยเปอร์เซ็นต์ คือเขาจ่ายให้หมดเลยตั้งแต่ค่าเทอม ค่าอาหาร ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนเรียนจบ ตัวผมตอนแรกเองก็ได้ทุนไปเรียนที่ George Mason University ที่อเมริกาด้วย แต่ด้วยความที่เป็นลูกคนเดียวและหลานคนเดียว ที่บ้านเขาก็ห่วงเลยได้เรียนที่มหาวิทยาลัยมหิดล ภาคอินเตอร์แทน เรียนเป็น International Relations and Global Affair อันนั้นเป็นปริญญาตรีหลัก แล้วก็มีไมเนอร์อีกสองใบด้วย ส่วนปริญญาโทเองผมจบที่ Swansea University ที่อังกฤษ”
เล่าบทบาทในการทำงานให้ฟังหน่อย
“ผมทำหลายอย่างมากครับ เคยได้มาฝึกงานอยู่ที่กองปราบฯ ที่คนเห็นข่าวว่าตำรวจรีวิวครีมนั่นแหละครับ (ยิ้ม) พอฝึกงานเสร็จแล้วเรียนจบก็มาทํางานที่บก.ปปป. ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้วก็เป็นที่ปรึกษาพิเศษ ต่อมาหัวหน้าเขาเห็นว่าหน่วยก้านดีเลยได้เข้าไปทำงานร่วมโครงการกับบิ๊กเต่าด้วย พอทำงานไปสักปีสองปีก็ไปเรียนต่อปริญญาโทด้าน International Security and Development เราก็ลาเพื่อขอไปเรียนต่อด้วยทุนส่วนตัวของที่บ้าน ตอนจบมาทุกคนคิดว่าผมจะต้องเป็นทูตแน่ๆ มีหลายที่เข้ามายื่นข้อเสนอด้วยจำนวนเงินที่เยอะมาก แต่ผมรู้สึกว่าบางทีเงินไม่ใช่คําตอบของทุกอย่างในชีวิต เลยตัดสินใจเลือกทำงานตรงนี้ และเหมือนเราได้ทําแทนในส่วนของอาเจ็กที่เสียไปแล้วด้วย”
“หัวหน้าผมทำงานต่อต้านการทุจริต ซึ่งจะร่วมงานกับ ปปช (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ปปท (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ) และ ปปง (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) ซึ่งในส่วนของผมก็ยังได้ใช้ด้านการทูตด้วย เหมือนพอเขาเห็นเราจบด้านเฉพาะมา อะไรที่เกี่ยวกับภาษาอังกฤษ ต้องประสานงานกับต่างประเทศเขาก็จะให้เราทำ”
เป็นคนรุ่นใหม่ที่อยากทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจเปลี่ยนไปด้วยใช่ไหม
“ใช่ครับ ผมอยากให้คนเลิกมององค์กรนี้ในแง่ลบ ตัวผมทำงานหนักมากแต่ผมไม่ได้ทำเอาภาพลักษณ์ แต่ผมทำเพราะไม่อยากให้คนมาพูดได้ว่าเราเป็นเด็กเส้น มีนามสกุลดัง สำหรับผมเงินไม่ใช่ทุกอย่าง แต่การได้เป็นคนที่น่ายกย่องจากสังคม เป็นอะไรที่มากกว่าอยู่แล้ว อย่างช่วงที่ผมเคยไปทํางานที่หน่วยท่องเที่ยว ผมเคยช่วยฝรั่งคนหนึ่งจนเขาสามารถกลับประเทศได้ ตัวผมเมื่อก่อนเคยทําอีเวนต์ออแกไนซ์ เปิดร้านอาหาร บิวตี้คอสเมติก ได้กำไรเยอะมากแต่กลับไม่เคยรู้สึกอิ่มใจ เท่ากับวันที่ผู้ชายคนนั้นเขามาขอบคุณผม เพราะผมได้ช่วยเขาไว้เลย (ยิ้ม)”
“ผมว่าอาชีพนี้ใช้ตัวแปรแค่อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ ต้องใช้ทุกอย่างจริงๆ มันเป็นอาชีพที่มีความท้าทาย คุณพ่อพูดกับผมเสมอว่ายิ่งขึ้นที่สูงตกลงมายิ่งเจ็บ แต่ผมเองก็อยากขึ้นไปให้สูงที่สุด เพราะผมอยากรู้ว่าเราจะไปได้สูงแค่ไหนโดยที่เราไม่ตกลงมา ผมหลงใหลในอาชีพนี้มากด้วยมันเป็นอาชีพที่คุณต้องเชื่อมั่นในตัวเองว่า เราจะไม่ทําอะไรที่ไม่ดี เราจะไม่ฉ้อโกง ไม่งั้นจะกลายเป็นคนไม่ดีที่ครองคน ครองตน และครองงานไม่ได้ ผมดีใจกับการที่คนรับรู้ว่าผมมีส่วนช่วยทำให้ภาพลักษณ์ของกรมตำรวจดูดีขึ้น ผมรู้สึกว่ามันเป็นอาชีพที่ครอบครัวผมรัก เป็นอาชีพที่ถูกปลูกฝังมาจนตัวเราเองก็รักด้วย”
กดดันไหมว่าเราต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสังคม
“อาจจะไม่ขนาดนั้น เพราะผมค่อนข้างจะติดคัลเจอร์แบบอเมริกันเลยค่อนข้างจะเป็นคนตรงๆ มากกว่า คุณพ่อคุณแม่บอกเสมอว่าอยากทำอะไรก็ทำ แค่สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งไม่ดี สิ่งเสพติด หรือสิ่งผิดกฎหมาย ผมเที่ยวก็เที่ยวเต็มที่รู้สึกว่าพาร์ทนั้นมันเป็นเรื่องส่วนตัวของผม ไม่ใช่ในหน้าที่การงาน ไม่ได้ผิดจริยธรรม มโนธรรม เราสามารถทําได้ ถ้าเราไม่เอามากระทบในพาร์ทการทำงาน เพราะมันคือส่วนหนึ่งของการผ่อนคลาย ไม่งั้นเก็บไว้ก็เกิดปัญหาสุขภาพจิตได้เหมือนกัน แต่ที่กดดันก็อาจจะเป็นที่ว่าอยากพิสูจน์ว่าที่มาตรงนี้ได้ เพราะตัวเราเองไม่ใช่จากที่บ้าน”
เล่าการทำงานกับ FBI ที่สามารถแชร์ให้ฟังได้หน่อย
“ก็มีตัวอย่างคดีหนึ่งเป็นเรื่องการยักยอกและการฟอกเงิน คดีนี้ทำร่วมกับหลายหน่วยงานมากรวมทั้ง FBI แล้วก็มีหลายขั้นตอนในการที่จะนำตัวเขากลับประเทศ ต้องมีขึ้นศาลที่อเมริกา ต้องมี DOJ (Department of Justice) เข้ามาเป็นคนจัดการ เป็นขั้นตอนที่ต้องใช้การประสานงานระหว่างสององค์กรใหญ่ของประเทศเลย ต้องใช้สกิลการประสานงานเยอะมาก ความที่ FBI เขาก็มี Head Quarter ในสาขาภูมิภาคเอเชียอยู่ที่สิงค์โปรด้วย ซึ่งแน่นอนว่าคนไม่พอทำงานหรอก แต่งานบางอย่างผมว่ามันก็ไม่ได้เกี่ยวกับแมนพาวเวอร์ เราใช้ Put the right man on the right job ให้มีประสิทธิภาพมากกว่า”
แล้วการบาลานซ์ชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวล่ะ
“ผมทำงานหนักเหมือนขายวิญญาณไปแล้ว มันเหมือนการผูกมัดตัวเองกับการทำงาน ผมก็อยากให้ทุกวินาทีของลมหายใจผมได้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ที่จะช่วยคืนกลับให้สังคมได้ ผมเลยเลือกที่จะอยู่ตรงนั้นตลอดเวลา อย่างในพาร์ทของความสัมพันธ์ตอนนี้ไม่มีเลย (ยิ้ม) เพราะการจัดลำดับความสำคัญ งานมาก่อน แฟนที่สอง ครอบครัว เพื่อน แล้วค่อยเป็นตัวเอง คือถ้าผมรักใครสักคนผมให้เขาได้ทั้งหมด เพียงแต่ว่าสำหรับงานคือผมให้คนทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่ผมมีความสุขคนเดียว ผมเลยเลือกที่จะทำงานก่อน”
อยากบอกอะไรตัวเอง 10 ปีที่แล้วกับอีก 10 ปีข้างหน้า
“10 ปีที่แล้วมีครูเคยพูดไว้ว่าถ้ายังเดินเส้นทางแบบนั้นก็ไปได้ไม่ไกลหรอก เพราะตอนนั้นคือค่อนข้างเกเร แต่พอผ่านมา 10 ปีทุกวันนี้ผมมีแต่ช่วยหัวหน้าจับคนร้าย พิสูจน์ว่าไม่ได้ใช้สิทธิพิเศษในการเข้าทำงาน ทำให้เขาเห็นว่าเราเรียนจบ มีงานที่แพชชั่นจริงๆ ไม่ได้ใช้สิทธิเหนือกว่าใคร ส่วนในอีก 10 ปีข้างหน้าผมก็ยังอยากทำในสายอาชีพนี้ อยากสร้างภาพลักษณ์ด้วยผลงาน เพื่อพิสูจน์ว่าอาชีพตำรวจไม่ได้เป็นอาชีพที่กินภาษีประชาชนหรือฉ้อโกง จริงๆ ผมเชื่อว่าคนอื่นก็ทําได้อยู่แค่ว่าเขาจะเลือกทำอะไร ทุกคนไม่มีใครสมบูรณ์แบบหรอก ผมเองก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ผมแค่เลือกว่าจะทําความดีให้กับใครมากกว่า”
อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ ไลฟสไตล์คนเมือง ร้านอาหารเด็ดดัง แฟชั่นล่าสุด สุขภาพ และความงาม พร้อมกับ เรื่องราวทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ได้ที่ Lifestyle Asia