“บุหรี่ไฟฟ้า” อาจอันตรายไม่ต่างจากบุหรี่ธรรมดา
ข่าวเวิร์คพอยท์ 23
อัพเดต 30 พ.ค. 2567 เวลา 12.18 น. • เผยแพร่ 30 พ.ค. 2567 เวลา 12.18 น. • ข่าวเวิร์คพอยท์บุหรี่ไฟฟ้า แม้จะยังเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ห้ามนำเข้าหรือจำหน่ายในประเทศไทย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความนิยมของมันนับวันยิ่งแซงหน้าบุหรี่แบบมวนธรรมดาไปทุกที ซึ่งนอกจากจะเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นแล้ว กลุ่มผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้ายังมีอายุลดน้อยลงเรื่อยๆ จนเป็นที่น่ากังวล โดยที่มีรายงานเรื่องการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียน ทั้งระดับประถมและมัธยมออกมาให้เห็นอยู่เนืองๆ
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2564 พบว่ามีคนไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้า 78,742 คน เป็นเพศชาย 71,486 คน เพศหญิง 7,256 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้มีอายุระหว่าง 15-24 ปี รวม 24,050 คน
ในส่วนของเยาวชนไทยเริ่มมีการใช้บุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น จากผลการสำรวจของกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและองค์การอนามัยโลกพบว่า การใช้บุหรี่ไฟฟ้าของเด็กนักเรียนไทย (อายุ 13-15 ปี) เพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 3.3 ในปี 2558 เป็น ร้อยละ 8.1 ในปี 2564
และจากการวิจัยของศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ พบว่าจากกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาจำนวน 6,111 คน พบว่า 9.7% ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในรอบ 30 วันที่ผ่าน และอีก 15.9% มีโอกาสเสี่ยงใช้บุหรี่ไฟฟ้าในอนาคต โดยกลุ่มใช้บุหรี่ไฟฟ้า 66.7% ซื้อบุหรี่ไฟฟ้ามาจากร้านค้าในสื่อออนไลน์ อีก 33.3% ซื้อจากร้านค้าในชุมชน และนักเรียน 37.2% เคยพบเห็นการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียน
ทำไมถึงสูบ “บุหรี่ไฟฟ้า”
สำหรับปัจจัยที่ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าได้รับความนิยมก็มีทั้งเรื่องของกลิ่นของน้ำยาที่ใช้กับเครื่องที่มีให้เลือกหลากหลาย และไม่เหม็นเหมือนกลิ่นควันจากการเผาไหม้ของบุหรี่แบบมวนธรรมดา รวมถึงหน้าตาสีสันและรูปลักษณ์ของตัวเครื่องที่ดึงดูด ดูไม่เหมือนบุหรี่ทั่วไป และความสะดวกในการใช้งานที่สามารถใช้งานซ้ำได้หลายครั้ง
นอกจากนี้ยังมีความเชื่อด้วยว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่แบบมวนธรรมดา เพราะไม่มีควัน ไม่มีการเผาไหม้ ทำให้ร่างกายไม่ได้รับน้ำมันดินหรือทาร์(Tar) ของเหลวสีดำหนืดที่เกิดจากการเผาไหม้ และจะเข้าไปสะสมในปอดจนเป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคมะเร็งปอด และมะเร็งอื่นๆ ในระบบทางเดินหายใจ และมักจะเชื่อกันว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าจะช่วยในกระบวนการเลิกสูบบุหรี่ได้
ใน “บุหรี่ไฟฟ้า” มีอะไรบ้าง
แต่มันช่วยให้เลิกบุหรี่ให้ง่ายขึ้น และปลอดภัยมากขึ้นตามที่กล่างอ้างกันหรือไม่นั้น หากจะตอบคำถามนี้ต้องย้อนกลับไปดูที่ส่วนประกอบของบุหรี่ไฟฟ้า ว่าทุกครั้งที่มีการสูบเอาไอจากบุหรี่ไฟฟ้าเข้าไป ร่างกายของเราจะได้รับสารใดไปบ้าง
บุหรี่ไฟฟ้านั้นเป็นเครื่องมืออิเลกทรอนิกส์ที่ใช้กลไกไฟฟ้าทำให้เกิดความร้อนและไอน้ำ เป็นตัวกลางในการส่งสารสำคัญเข้าสู่ร่างกาย โดยในน้ำยาที่นำมาใช้กับบุหรี่ไฟฟ้านั้นจะประกอบด้วย
- นิโคติน - สารที่ทำให้เกิดการเสพติด และทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจเต้นเร็ว
- โพรพิลีนไกลคอล - สารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองตา ทางเดินหายใจ ทำให้ไอ ปวดหัว คลื่นไส้อาเจียน
- กลีเซอรีน – ของเหลวหนืดใส ที่มักนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์สารอื่น หรือนำไปใช้เป็นตัวทำละลาย เมื่อกลีเซอรีนผสมกับโพรพิลีนไกลคอล ยิ่งทำให้เกิดอาการไอ หลอดลมตีบ หอบเหนื่อย
- สารประกอบอันตราย เช่น สารหนู โลหะหนัก ฟอร์มัลดีไฮด์ เบนซีน ซึ่งอาจก่อมะเร็ง
- สารปรุงแต่งกลิ่น รส และอื่น ๆ บางตัวอาจทำให้ปอดอักเสบรุนแรง อาทิ วิตามินอี อะซีเตท
การที่บุหรี่ไฟฟ้ามีนิโคตินเป็นส่วนประกอบในน้ำยา เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าคำกล่าวอ้างว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าจะช่วยลดหรือช่วยให้เลิกการใช้บุหรี่มวนได้นั้นไม่เป็นความจริง ผลการศึกษาของคณะสาธารณสุขศาสตร์และศูนย์มะเร็ง มหาวิทยาลัยซาน ดิเอโก สหรัฐอเมริกา ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2564 ระบุว่า ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่และหันไปสูบบุหรี่ไฟฟ้าหรือยาสูบประเภทอื่น ๆ เสี่ยงที่จะกลับไปสูบบุหรี่เหมือนเดิมใน 1 ปีต่อมา นอกจากบุหรี่ไฟฟ้าจะไม่ช่วยเลิกบุหรี่แล้วยังนำไปสู่การสูบบุหรี่มวนและสารเสพติดอื่น เช่น กัญชา แอลกอฮอล์ ฯลฯ คนสูบบุหรี่ไฟฟ้ามีโอกาสไปสูบบุหรี่มวนในอนาคต 3.29 เท่า ส่วนคนที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อเลิกบุหรี่มวนจะกลับมาสูบบุหรี่มวน 4.4 เท่า
พญ.นภารัตน์ อมรพุฒิสถาพร ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เคยกล่าวถึงกรณีการเสพติดนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าว่า บุหรี่ไฟฟ้านอกจากมีนิโคตินที่มีอานุภาพการเสพติดสูงกว่าเฮโรอีน ผู้เสพสามารถเพิ่มสารนิโคตินในการสูบแต่ละครั้งได้สูงกว่าบุหรี่ธรรมดากว่า 3-10 เท่า อีกด้วย
นอกจากนี้สารนิโคตินยังส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายน้อยลง และสารเคมีอื่นๆ ที่เป็นส่วนประกอบในน้ำยาของบุหรี่ไฟฟ้าก็สามารถสร้างความระคายเคืองและเป็นพิษต่อร่างกายได้เช่นกัน
ผลกระทบของ “บุหรี่ไฟฟ้า” ต่อสุขภาพกายและจิต
แม้จะยังไม่มีรายงานเรื่องผลกระทบจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในระยะยาว แต่ข้อมูลจากศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ อ้างอิงผลวิจัยต่างประเทศที่ออกมาระหว่างปี 2557-2564 พบรายงานโรคแทรกซ้อนจากบุหรี่ไฟฟ้าในระบบทางเดินหายใจ ร้อยละ 49, ระบบหัวใจและหลอดเลือด ร้อยละ 13, ช่องปากและฟัน ร้อยละ 18, สมอง ร้อยละ 7, ตับ ร้อยละ 2.9, ผิวหนัง ร้อยละ 2.9 และระบบอื่น ๆ ร้อยละ 19
จากหลักฐานของสมาคมโรคหัวใจสหรัฐอเมริกาพบว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มความเสี่ยงของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดถึง 1.8 เท่า และทำให้ปอดอักเสบ มีความเสี่ยงต่อโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเพิ่มขึ้นร้อยละ 49 โรคหอบหืดเพิ่มขึ้นร้อยละ 39
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกยังระบุว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีสารที่ทำให้เกิดอาการไอ ระคายเคืองปอด เพิ่มความเสี่ยงอาการหอบหืด ไอระเหยของบุหรี่ไฟฟ้ามีขนาดเล็กกว่าบุหรี่มวน สามารถเข้าไปในปอดส่วนลึกมากกว่า ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้รวดเร็ว อีกทั้งขดลวดโลหะในอุปกรณ์สูบบุหรี่ไฟฟ้าสามารถปล่อยโลหะหนักออกมาได้
จากข้อมูลสำรวจสุขภาพคนไทยโดยการตรวจร่างกายผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้ากว่าครึ่งหรือร้อยละ 53 มีภาวะเสี่ยงโรคซึมเศร้าด้วย และเด็กที่เคยลองสูบบุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มจะเป็นโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้น 2 เท่า ในเด็กและเยาวชนที่สมองยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ พิษของนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าจะส่งผลให้เด็กที่สูบมีอาการหงุดหงิดง่าย เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง ความจำแย่ลง ปวดศีรษะ อารมณ์แปรปรวน สมาธิสั้น และมีภาวะซึมเศร้า
นอกจากนี้ยังมีรายงานพบผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศอีกด้วย
มาตรการทางกฎหมาย
สำหรับมาตรการทางกฎหมายของแต่ละประเทศ ในการควบคุมดูแลปัญหาการใช้งานบุหรี่ไฟฟ้า อ้างอิงจากข้อมูลของ สสส. พบว่า ทั่วโลกมี 35 ประเทศที่ห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า, 3 ประเทศที่ห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าที่มีสารนิโคติน, 75 ประเทศที่อนุญาตให้ขายได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้มาตรการควบคุมทางกฎหมาย โดยในจำนวนนี้มี 34 ประเทศที่มีการควบคุมระดับนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้า
ในส่วนของประเทศไทยนั้นมีกฎหมายห้ามนำเข้าและห้ามจัดจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าทุกรูปแบบ และมีการกำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนไว้ทั้งโทษปรับและโทษจำคุก โดยแบ่งออกเป็น
กรณีผู้ขายหรือผู้ให้บริการบุหรี่ไฟฟ้า คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้มีคำสั่งที่ 9/2558 เรื่อง ห้ามขายหรือห้ามให้บริการสินค้า “บารากู่ บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า หรือตัวยาบารากู่ น้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า” ซึ่งมีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกายหลายชนิด รวมทั้งโลหะหนักที่เป็นสารก่อมะเร็ง และมีปัญหาต่อระบบทางเดินหายใจส่งผลกระทบเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้น ผู้ใดขายหรือให้บริการ โดยมีค่าตอบแทนรวมถึงการซื้อมาเพื่อขายต่อ มีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 600,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
กรณีผู้นำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า มีความผิดตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้บารากู่ และบารากู่ไฟฟ้า หรือบุหรี่ไฟฟ้า เป็นสินค้าที่ต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2557 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 5 เท่าของราคาสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ กับให้ริบบุหรี่ไฟฟ้า รวมทั้งสิ่งที่ใช้บรรจุและพาหนะใดๆ ที่ใช้ในการบรรทุกสินค้าบุหรี่ไฟฟ้านั้นด้วย
นอกจากนั้นยังเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งริบของนั้นก็ได้ ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษา หรือไม่
กรณีของผู้ครอบครองหรือรับฝากไว้ จะมีความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง ตามมาตรา 246 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับเป็นเงิน 4 เท่าของราคาสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1411/2564 ทั้งนี้ เมื่อบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้าม แม้จะไม่มีเจตนาหรือไม่รู้ว่าเป็นของมีความผิด ก็ต้องถูกริบให้ตกเป็นของแผ่นดินและนำไปทำลายตามกฎหมายของศุลกากร
อยากเลิกทำอย่างไร?
สำหรับผู้ที่ใช้งานบุหรี่ไฟฟ้าอยู่และต้องการที่จะหยุดใช้บุหรี่ไฟฟ้า กรมการแพทย์โดยสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) ได้แนะนำหลัก 4 ล. เพื่อเลิกบุหรี่ด้วยตัวเอง คือ
- เลือกวัน กำหนดวันที่จะเลิกบุหรี่ ยิ่งเร็วยิ่งดี
- ลั่นวาจา บอกเพื่อนและคนในครอบครัว เพื่อขอกำลังใจ และแรงสนับสนุน
- ลาอุปกรณ์ กำจัดบุหรี่และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในการสูบทั้งหมด
- คิดก่อนลงมือ วางแผนรับมือกับอาการถอนนิโคตินในช่วง 2 – 3 วันแรกหลังหยุดสูบบุหรี่
ที่มา:
- https://www.hfocus.org/content/2024/03/30074
- https://chulalongkornhospital.go.th/kcmh/line/electronic-cigarettes-are-dangerous-even-though-they-are-smokeless/
- https://resourcecenter.thaihealth.or.th/article/%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2-%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99
- https://workpointtoday.com/news-233/
- https://workpointtoday.com/1212-7/
- https://www.hfocus.org/content/2023/09/28520