โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 1 เดือน จับตา 4 ปัจจัยสำคัญสัปดาห์หน้า

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 03 ก.ย 2565 เวลา 04.01 น. • เผยแพร่ 03 ก.ย 2565 เวลา 01.32 น.

เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 1 เดือน สอดคล้องกับทิศทางอ่อนค่าของสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชีย ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ มีแรงหนุนจากแนวโน้มการคุมเข้มนโยบายการเงินของสหรัฐฯ หุ้นไทยปรับตัวลงตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสัญญาณการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟด จับตาปัจจัยสำคัญสัปดาห์หน้า เงินเฟ้อเดือนสิงหาคมของไทย การประชุมธนาคารกลางยุโรป(ECB) ทิศทางเงินลงทุนต่างชาติ รวมถึงการประชุมโอเปกพลัส

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 1 เดือนที่ 36.85 บาทต่อดอลลาร์ฯ ทั้งนี้เงินบาทอ่อนค่าลงตามสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชีย นำโดย เงินเยนและเงินหยวน สวนทางเงินดอลลาร์ฯ ที่ยังคงได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์เกี่ยวกับแนวโน้มการคุมเข้มนโยบายการเงินของสหรัฐฯ

ซึ่งในเดือนก.ย. เฟดมีกำหนดที่จะเพิ่มขนาดการปรับลดงบดุลและมีโอกาสที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 75 bps. ในการประชุม FOMC 20-21 ก.ย. นี้

นอกจากนี้ท่าทีคุมเข้มจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด ข้อมูลเศรษฐกิจที่ดีกว่าที่คาด และการขยับขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ก็หนุนทิศทางเงินดอลลาร์ฯ ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้เงินบาทยังมีแรงกดดันด้านอ่อนค่าเพิ่มเติมจากแรงขายสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ ประกอบกับมีปัจจัยลบจากข้อมูลล่าสุดที่สะท้อนว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยบันทึกยอดขาดดุลเพิ่มขึ้นในเดือนก.ค. อย่างไรก็ดีกรอบการอ่อนค่าของเงินบาทชะลอลงบางส่วนในช่วงปลายสัปดาห์ก่อนการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ

ในวันศุกร์ที่ 2 ก.ย.2565 เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 36.73 บาทต่อดอลลาร์ฯ อ่อนค่าลงจากระดับ 36.02 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (26 ส.ค.) ขณะที่ระหว่างวันที่ 29 ส.ค.-2 ก.ย. นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 315 ล้านบาท และมีสถานะเป็น NET OUTFLOW ออกจากตลาดพันธบัตร 3,974 ล้านบาท (แม้ซื้อสุทธิพันธบัตร 458 ล้านบาท แต่ก็มีตราสารหนี้ที่หมดอายุ 4,432 ล้านบาท)

สัปดาห์ถัดไป (5-9 ก.ย.) ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ระดับ 36.20-37.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ กระแสเงินทุนต่างชาติ อัตราเงินเฟ้อเดือนส.ค. ของไทย และผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB)

ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI/ISM ภาคบริการเดือนส.ค. ตัวเลขการค้าระหว่างประเทศเดือนก.ค. รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ (Beige Book) ของเฟด และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามดัชนี PMI ภาคบริการเดือนส.ค. ของจีน ยูโรโซน และอังกฤษ รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจจีนเดือนส.ค. อาทิ ข้อมูลการส่งออก ดัชนีราคาผู้บริโภค และดัชนีราคาผู้ผลิต

ส่วนความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวผันผวน แต่ปรับตัวลงจากสัปดาห์ก่อน ทั้งนี้ SET Index ร่วงลงตามตลาดหุ้นต่างประเทศ เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟด หลังประธานเฟดส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องเพื่อสกัดเงินเฟ้อ และเจ้าหน้าที่เฟดบางรายสนับสนุนให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยไปอยู่เหนือระดับ 4% ในปีหน้า

อย่างไรก็ดี หุ้นไทยดีดตัวขึ้นช่วงสั้นๆ ระหว่างสัปดาห์ตามแรงซื้อคืนของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ อนึ่ง สัปดาห์นี้หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์มีประเด็นลบเพิ่มเติมจากข่าวการเปิดเฮียริ่งคุมธุรกิจเช่าซื้อและลีสซิ่งของธปท. ส่วนราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวลงกดดันหุ้นกลุ่มพลังงานด้วยเช่นกัน

ในวันศุกร์ (2 ก.ย.) ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,622.15 จุด ลดลง 1.38% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 76,080.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.48% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 1.38% มาปิดที่ 634.11 จุด

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (5-9 ก.ย.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่าดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,600 และ 1,570 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,645 และ 1,665 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนส.ค.ของไทย การประชุมโอเปกพลัส (5 ก.ย.) รวมถึงทิศทางเงินทุนต่างชาติ

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ข้อมูลนำเข้า/ส่งออกเดือนก.ค. และดัชนี ISM/PMI ภาคการบริการเดือนส.ค. ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศอื่นๆ ได้แก่ การประชุม ECB ดัชนี PMI ภาคการบริการ เดือนส.ค.ของยูโรโซน จีนและญี่ปุ่น ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/65 ของยูโรโซนและญี่ปุ่น ตลอดจนดัชนีราคาผู้ผลิตและผู้บริโภคเดือนส.ค. ของจีน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...