ไม่ใช่แค่'ค่าเหยียบแผ่นดิน' วีระศักดิ์ ชงต่างชาติเที่ยวไทย ต้องซื้อประกันเพิ่มอีก 2 ชั้น
วันนี้(วันที่ 26 สิงหาคม 2569) นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เปิดเผยว่า จากแนวคิดในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเที่ยวไทยจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือเหยียบแผ่นดิน ในอัตรา 450 บาทต่อคนนั้น
เบื้องต้นขณะนี้อยู่ระหว่างการเดินหน้ารับฟังความคิดเห็นร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 30 วันตามที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้นโยบายไว้ว่า ต้องการให้รับฟังข้อคิดเห็นจากผู้อยู่ในแวดวงแบบตัวจริงมากที่สุด ไม่ใช่เพียงการสอบถามผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น
โดยเบื้องต้นเชื่อมั่นว่า การจัดเก็บค่าธรรมเนียมในอัตรา 450 บาทนี้ ไม่ได้เป็นตัวเลขที่ส่งผลกระทบกระเทือนกับนักท่องเที่ยวต่างชาต เนื่องจากในหลายประเทศก็มีการจัดเก็บค่าธรรมในลักษณะนี้เดียวกัน
การจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาตินี้ คาดว่าจะสร้างรายได้ให้กับแผ่นดินประเภทนอกงบประมาณสูงถึงเกือบหมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ภาคการท่องเที่ยวจะมีกองทุนขนาดใหญ่เช่นนี้
นอกจากการบริหารเงินจะดำเนินการโดยภาครัฐแล้ว จึงมีข้อเสนอให้บริหารจัดการเงินก้อนนี้ด้วยความโปร่งใสระดับสูงในรูปแบบ Open Government ผ่านการตั้งคณะกรรมการวงที่ 2 ในรูปแบบการดึงกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เข้าร่วมทำงานในการรับรู้กระบวนการใช้จ่ายหรือการบริหารงบประมาณแบบทุกขั้นตอน พร้อมเปิดกล้องวงจรปิดถ่ายทอดการประชุมเพื่อความโปร่งใส
อีกทั้งจากการมีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่กลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ของระบบอย่างน้อยในรัฐบาลนี้ที่ริเริ่มการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลและเอกชนร่วมรับผิดชอบด้วย
ในช่วงที่เราต้องการมุ่งสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ทำให้คนที่ไม่พร้อมจ่ายเงินค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ อาจเป็นการบอกใบ้อะไรให้กับประเทศไทยได้บ้าง ทำให้เราต้องกลั้นใจในการดำเนินการ เพราะอาจสูญเสียตลาดอ่อนไหวในด้านราคาไปบ้างในจำนวนหนึ่ง
แต่เราค่อนข้างมั่นใจว่า หากสามารถพัฒนาให้ซัพพลายดีได้ ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องความต้องการ (ดีมานด์) ของนักท่องเที่ยว มีความต้องการเข้ามาแน่นอน เพราะทุกคนชื่นชอบของดีมีคุณภาพทั้งนั้น
ในความกังวลด้านขั้นตอนการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนี้ หรือความไม่สะดวกจนติดขัดบริเวณหน้าด่านเข้าประเทศนั้น เบื้องต้นมีการออกแบบทางเลือกการจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมที่ยืดหยุ่น เพื่อไม่ให้การจัดเก็บเงินกลายเป็นอุปสรรคสร้างคอขวดสะสมที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง
ได้แก่ การเก็บผ่านสายการบิน รูปแบบขายประกันพ่วงเป็นบริการเสริม (Enhance Service) นอกเหนือตั๋วเครื่องบิน โดยสายการบินสามารถหักส่วนแบ่งค่าบริการจัดการได้
หรือใช้ระบบ ต.ม.6 ออนไลน์ ซึ่งผู้เดินทางต้องลงทะเบียนและกดชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ก่อนออกเดินทางหรือเมื่อเดินทางถึงไทยก่อนแสดงหลักฐานให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ
หรือผ่านช่องทางสำรองในสนามบิน ติดตั้งตู้คีออส (Kiosks) และติด QR Code ชำระเงินตามฝาผนังอาคารสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ชำระเงินล่วงหน้า เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าประเทศให้มากที่สุด
นอกจากนี้การจัดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว ผมก็ยังมีข้อเสนอที่จะให้นักท่องเที่ยวทำกิจกรรมเสี่ยงในไทย เช่นดำน้ำ ขับรถ ก็ต้องซื้อประกันเพิ่มอีก 2 ชั้นในอนาคต
เบ็ดเสร็จแล้วต่อไป จะมีข้อเสนอในรูปแบบการจัดทำประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แบ่งออกเป็น 3 ชั้นหลัก ได้แก่
1.คุ้มครองพื้นฐานคนเข้าเมือง เงินส่วนหนึ่งจากการจัดเก็บค่าธรรมเนียม 450 บาท จะถูกนำไปซื้อประกันภัยคุ้มครองอุบัติเหตุและการรักษาพยาบาลฉุกเฉินสำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศทุกคน
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีที่ต้องนำเงินภาษีของประชาชนคนไทยไปแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาลให้แก่ชาวต่างชาติในโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งการจัดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวอยู่ในช่วงเปิดรับฟังความคิดเห็น
2.ประกันภัยที่เพิ่มการคุ้มครองมากขึ้นโดยเฉพาะกิจกรรมเสี่ยงภัยสูง อย่างการดำน้ำลึก ปีนหน้าผา กระโดดบันจี้จัมพ์ จะมีการกำหนดระเบียบให้นักท่องเที่ยวต้องซื้อประกันภัยเพิ่มหน้าแหล่งท่องเที่ยว ผ่านระบบ QR Code ของผู้ให้บริการท่องเที่ยวในพื้นที่ แทนจากที่ผู้ให้บริการต้องซื้อประกันให้นักท่องเที่ยว
3. คุ้มครองความรับผิดชอบจากยานพาหนะควบคุมเอง กำหนดให้ผู้เดินทางต้องซื้อประกันภัยเพิ่มเติมเมื่อทำธุรกรรมเช่าและขับขี่ยานพาหนะเอง ทั้งรถยนต์ จักรยานยนต์ เจ็ตสกี หรือโดรน เพื่อให้สามารถคุมความรับผิดชอบในกรณีที่ก่อความเสียหายหรืออุบัติเหตุแก่บุคคลอื่นได้
สำหรับแนวทางนี้จะช่วยเปลี่ยนเด็กกดปุ่มหรือผู้ดูแลกิจกรรมให้กลายเป็นนายหน้าประกันภัยที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีรายได้จากค่าคอมมิชชัน และเข้าสู่ระบบภาษีสรรพากร ทำให้รัฐสามารถจัดเก็บฐานข้อมูลจำนวนแรงงานในห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยวได้อย่างแม่นยำ
จากเดิมที่ประเมินตัวเลขแบบกว้างๆ ไว้ที่ 4 ล้านคนอยู่อย่างนั้น เป็นการทำงานร่วมกับบริษัทประกันมากขึ้นตามแนวทางของรองนายก เพราะสามารถคำนวณผลในเชิงคณิตศาสตร์ วิทยาศาตร์ ที่แสดงสถิติออกมาเป็นตัวเลขอย่างชัดเจนได้
นายวีระศักดิ์ ยังกล่าวต่อว่า รวมไปถึงยังมีแนวคิดที่จะทำความตกลงกับบริษัทประกันภัยในต่างประเทศ เพื่อให้ลูกค้าของบริษัทเหล่านั้นเดินทางมารับบริการตรวจร่างกายหรือรักษาพยาบาลในประเทศไทยผ่าน ระบบประกันสังคมของไทย
แนวคิดนี้มีเป้าหมายเพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่ประสบปัญหาค่ารักษาพยาบาลในประเทศตนเองที่มีราคาสูงและต้องรอคิวนาน โดยนำเสนอทางเลือกในไทยที่คิวไม่ยาวและมีค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่ากว่าเมื่อเปรียบเทียบกัน
แม้จะใช้ระบบประกันสังคมไทยในการบริหารจัดการ แต่เงินค่ารักษาพยาบาลจะมาจากบริษัทประกันต่างประเทศที่เป็นผู้จ่ายให้
วิธีนี้จะช่วยให้ไทยได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ เข้ามาใช้บริการทางการแพทย์และสุขภาพ (Wellness) มากขึ้น ซึ่งผู้เดินทางจะรู้สึกคุ้มค่าเพราะได้รับทั้งการรักษาพยาบาลและโอกาสในการท่องเที่ยวไปพร้อมกันในราคาที่อาจใกล้เคียงกับค่ารักษาเพียงอย่างเดียวในประเทศของตน นายวีระศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย