โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

เจ้าอาวาสวัดตราชูวนารามแจงปมที่ดิน ย้ำ “พระไม่มีอำนาจยกให้ใคร” แม้ขอแบ่งให้ลูกหลานก็ทำไม่ได้

สยามรัฐ

อัพเดต 13 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 32 นาทีที่แล้ว

เจ้าอาวาสวัดตราชูวนาราม ขอนแก่น แจงข้อพิพาทพื้นที่ 5–6 ไร่ ยืนยันที่ดินวัดอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่สามารถยกให้บุคคลใดได้ ส่วนการปล่อยเช่าต้องขออนุญาตและผ่านการประเมินจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

วันที่ 25 ส.ค. 2569 ที่วัดตราชูวนาราม ถ.มิตรภาพ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น พระครูอดุลสีลาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดตราชูวนาราม ตรงข้ามสถานีตำรวจทางหลวงขอนแก่น ถ.มิตรภาพ เปิดเผยว่า ต้นเหตุของข้อพิพาทมีเพียงประเด็นเดียว คือมีผู้ต้องการพื้นที่ประมาณ 6 ไร่ และอาจเคยขอจากเจ้าอาวาส แต่เจ้าอาวาสไม่สามารถมอบให้ได้ จึงกลายเป็นที่มาของการฟ้องร้อง ซึ่งตามกฎหมายเจ้าอาวาสไม่มีอำนาจนำที่ดินของวัดไปมอบให้บุคคลใด แม้จะมีผู้เสนอว่าวัดควรมีเมตตา แบ่งที่ดินให้ลูกหลานนำไปทำมาหากินก็ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะที่ดินของวัดอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมาย หากพระนำที่วัดไปมอบให้บุคคลอื่นอาจมีความผิดและได้รับโทษจำคุก จึงขอให้สังคมศึกษาข้อกฎหมายให้เข้าใจ และอย่ามีอคติต่อพระหรือวัดส่วนกรณีการนำที่ดินของวัดออกให้เช่า ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าอาวาสจะตัดสินใจและดำเนินการได้ตามความต้องการ ต้องขออนุญาตสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาประเมินอัตราค่าเช่าที่เหมาะสม เนื่องจากทุกขั้นตอนต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับของกฎหมาย แม้เจ้าอาวาสและกรรมการวัดทั้งหมดจะมีความเห็นร่วมกัน ก็ไม่สามารถตกลงนำที่วัดออกให้เช่ากันเองได้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่บุคคลภายนอกอาจเข้าใจ และไม่สามารถใช้เพียงมติหรือความต้องการของบุคคลภายในวัดมาตัดสินได้

"หากโฉนดระบุที่ดินของวัดจำนวน 21 ไร่ พื้นที่ส่วนที่ถูกแบ่งออกไม่ควรปรากฏอยู่ในโฉนด จากการรังวัดเดิมน่าจะมีการวัดครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 26 ไร่ รวมถึงบริเวณประมาณ 5–6 ไร่ที่กำลังมีข้อพิพาทด้วย แต่ภายหลังกลับปรากฏแนวขีดแบ่งพื้นที่ขึ้น จึงควรตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ขีด ขีดขึ้นเมื่อใด รวมถึงมีเหตุผลและจุดประสงค์อย่างไร โดยเห็นว่าประเด็นดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของที่มาของการฟ้องร้อง ทั้งนี้ที่ดินดังกล่าวเดิมไม่ใช่ที่มรดกของพ่อเฮียง แต่เป็นพื้นที่ว่างที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกันในการทำมาหากิน ทั้งการเก็บหน่อโจด เก็บเห็ด และหาของป่าตามธรรมชาติ ต่อมาจึงถูกใช้เป็นสถานที่ฝังศพ โดยชาวบ้านจากหมู่บ้านสามเหลี่ยมเข้ามาใช้พื้นที่ร่วมกัน ซึ่งในอดีตมีผู้ป่วยโรคเรื้อนและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ชาวบ้านจึงนำศพมาฝังในพื้นที่ดังกล่าว ก่อนจะใช้เป็นสถานที่เผาศพในเวลาต่อมา โดยช่วงหนึ่งยังมีการนำศพมาเผาที่วัดตราชูวนารามแห่งนี้ ส่วนการฝังศพมีการนำไปฝังในอีกพื้นที่หนึ่ง คือบริเวณประมาณ 5–6 ไร่ที่กำลังเป็นข้อพิพาท จึงถือเป็นพื้นที่ซึ่งชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกันมาแต่เดิม ส่วนการเรียกพื้นที่ดังกล่าวว่าที่สาธารณะ ต้องเป็นพื้นที่ที่มีใบสำคัญรับรองตามกฎหมาย หรือมีหน่วยงาน เช่น เทศบาล เป็นผู้ดูแลและดำเนินการออกเอกสารสำคัญไว้ แต่สภาพเดิมของพื้นที่แห่งนี้เป็นที่ว่างซึ่งชาวบ้านเข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกัน"

เจ้าอาวาสวัดตราชูวนาราม กล่าวต่อว่า การขอออกโฉนดมีวัตถุประสงค์เพียงประการเดียว คือเพื่อนำโฉนดมาใช้เป็นเอกสารประกอบการขออนุญาตสร้างวัด ด้วยเหตุนี้พ่อเฮียงจึงรีบมอบที่ดินให้แก่วัด เพราะหากต้องการเก็บไว้เป็นมรดก วัดย่อมไม่สามารถนำเอกสารดังกล่าวไปประกอบการขออนุญาตสร้างวัดได้ การดำเนินการไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเก็บที่ดินไว้เป็นมรดกให้ลูกหลานแบ่งกัน เนื่องจากพ่อใหญ่เฮียงมีที่ดินหลายไร่ และได้แบ่งให้ลูกหลานประมาณ 8–9 คนครบถ้วนแล้ว ส่วนเหตุการณ์ในวันที่มีการมอบที่ดิน ยอมรับว่าไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ได้รับฟังจากผู้อื่นว่า พ่อเฮียงพาลูกหลานไปยังวัดในลักษณะของการทอดผ้าป่า มีการจัดพิธีมอบ รวมทั้งมอบเงินหรือสิ่งของให้ตามสมควรในลักษณะงานผ้าป่า จึงยืนยันว่าไม่ใช่การนำโฉนดมาฝากไว้กับวัดอย่างแน่นอน หากกล่าวว่านำโฉนดมาให้วัดถือไว้เป็นประกันก็ถือว่าเกินข้อเท็จจริง เพราะโฉนดมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้ประกอบการขออนุญาตสร้างวัด โดยพ่อใหญ่เฮียงรู้เจตนานี้ดี รวมถึงภรรยาและลูกหลาน โดยเฉพาะแม่นาง ภรรยาของพ่อเฮียง สำหรับลูกหลานหลายคน เมื่อเติบโตขึ้นอาจเดินทางไปทำงานหรือประกอบอาชีพอยู่ที่อื่น แต่ไม่เคยได้ยินว่ามีลูกหลานคนใดคัดค้านหรือห้ามพ่อเฮียงไม่ให้มอบที่ดินแก่วัด
"เมรุที่เห็นอยู่ในปัจจุบันได้รับการบูรณะจากเงินทอดกฐินของมหาวิทยาลัยขอนแก่น จำนวน 1 ล้านบาท โดยปรับปรุงจากเมรุที่ใช้ถ่านให้เป็นเมรุไฟฟ้า ส่วนเมรุเดิมเป็นสิ่งก่อสร้างในสมัยหลวงพ่อสิม ศาลาพักศพหลังปัจจุบันคาดว่าสร้างทับบริเวณอาคารหลังเดิมที่เคยมีอยู่ ขณะที่ประตูโขงยังไม่แน่ใจว่าเป็นสิ่งก่อสร้างในช่วงปี 2529 หรือไม่ แต่ยืนยันว่าหอระฆังสร้างขึ้นในสมัยหลวงพ่อสิมอย่างแน่นอน จึงกล่าวได้ว่า ยุคของหลวงพ่อสิมเป็นช่วงที่มีการพัฒนาวัดและก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างหลายรายการ ซึ่งหลวงพ่อสิมน่าจะเข้ามาอยู่ประมาณปี 2524–2525 และอยู่ต่อเนื่องถึงประมาณปี 2529 แต่เป็นเพียงการประมาณการ เนื่องจากไม่สามารถยืนยันปีที่แน่นอนได้ หลังจากนั้นมหานิลจึงค่อยออกไป โดยมหานิลเป็นผู้มีความรู้และมีวาทศิลป์ ทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวมีญาติโยมเข้าวัดเป็นจำนวนมากส่วนการรังวัดที่ดินเกิดขึ้นในช่วงมหานิล โดยมีญาติโยมหลายคนเห็นเหตุการณ์ เมื่อมีการเดินทางไปกรุงเทพฯ ชาวบ้านได้ร่วมกันเรี่ยไรเงินให้มหานิลกับพ่อปู่สิริธัมมเนเทศเดินทางไปดำเนินการ เนื่องจากขณะนั้นวัดไม่มีเงินและต้องอาศัยความช่วยเหลือจากญาติโยม สักขีพยานในวันนั้นก็มีชาวบ้านจำนวนมากเช่นกัน"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...