ผลวิจัยเผย อาชีพนักบิน-ลูกเรือเสี่ยงเสียชีวิตจาก “มะเร็ง” สูงที่สุด
วานนี้ (18 ส.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานผลการศึกษาล่าสุดจากวิทยาลัยการแพทย์ฮาร์วาร์ด ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารจามา อินเทอร์นอล เมดิซีน ในหัวข้อที่ว่าด้วยความเสี่ยงทางสุขภาพอันน่าตกใจของผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมการบิน
ผลการศึกษาชิ้นนี้อาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลจากใบมรณบัตรของชาวอเมริกันกว่า 12.7 ล้านคนในช่วงปี 2563 ถึง 2567 ครอบคลุมกลุ่มคนจาก 503 สาขาอาชีพ และพบว่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินและนักบินเป็นสองกลุ่มอาชีพที่มีสัดส่วนการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับการได้รับรังสีคอสมิกสูงที่สุด นำหน้าแม้กระทั่งบุคลากรทางการแพทย์ด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์ โดยพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มอาชีพอื่นถึง 50% ขณะที่นักบินมีความเสี่ยงสูงกว่าประมาณ 36%
อย่างไรก็ตาม นักวิจัย ไม่พบว่ากลุ่มลูกเรือมีอัตราการป่วยเป็นโรคมะเร็งโดยรวมสูงเป็นพิเศษอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากผลการศึกษาสำหรับโรคมะเร็งที่ไม่เกี่ยวข้องกับรังสีคอสมิกของกลุ่มนี้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยกลางของกลุ่มอาชีพทั้งหมดที่ทำการศึกษา
สาเหตุสำคัญมาจาก "รังสีคอสมิก" ซึ่งเป็นอนุภาคพลังงานจากอวกาศ แม้ชั้นบรรยากาศของโลกจะช่วยปกป้องมนุษย์จากรังสีนี้ได้ แต่เมื่ออยู่ในระดับความสูงที่เครื่องบินพาณิชย์ทำการบิน เกราะป้องกันตามธรรมชาตินี้จะเบาบางลง ทำให้ลูกเรือได้รับรังสีคอสมิกเฉลี่ยราว 3 - 6 มิลลิซีเวิร์ตต่อปี ซึ่งสูงกว่าผู้โดยสารทั่วไปที่บินไปกลับข้ามประเทศปีละ 10 เที่ยว (ได้รับรังสีราว 0.4 มิลลิซีเวิร์ต) อยู่หลายเท่าตัว อย่างไรก็ตาม นักวิจัยระบุว่ารังสีอาจไม่ใช่ปัจจัยเดียวเท่านั้น เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงเสริมอื่นๆ เช่น รังสีอัลตราไวโอเลตที่ทะลุผ่านหน้าต่างเครื่องบิน และนาฬิกาชีวิตของร่างกายที่ถูกรบกวนจากการทำงานกะดึกหรือการเดินทางข้ามเขตเวลา
รายงานวิจัยนี้ส่งผลให้เกิดการตั้งคำถามถึงมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยในสถานที่ทำงานของกลุ่มอาชีพนี้ โดยทีมนักวิจัยชี้ว่า แม้สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐ (FAA) จะยอมรับว่าลูกเรือเป็นกลุ่มอาชีพที่สัมผัสกับรังสีคอสมิก แต่สหรัฐก็ต่างจากประเทศอื่นตรงที่ยังไม่มีการกำหนดเกณฑ์จำกัดปริมาณรังสีที่ร่างกายควรได้รับหรือการตรวจวัดปริมาณรังสีสะสมอย่างเป็นทางการสำหรับลูกเรือ ทีมวิจัยจึงเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมายและการตรวจสุขภาพเพื่อเฝ้าระวังความเสี่ยงให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
ที่มา : ndtv.com
เครดิตภาพ : REUTERS