3 วัน 2 คืน ใน “กัวลาลัมเปอร์” เมืองหลวงแห่งความหลากหลาย
ลืมภาพตึกแฝดปิโตรนาส ตึกระฟ้าคู่สูง 88 ชั้น กับความสูงถึงยอด 451.9 เมตร ที่เคยครองตำแหน่งอาคารที่สูงที่สุดในโลกช่วงปี ค.ศ.1998-2004 ออกแบบโดย เซซาร์ เปลลี ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากลวดลาย “รูปดาวแปดแฉก” ทรงเรขาคณิตของศาสนาอิสลาม ที่เคยตั้งตระหง่านแบบไม่มีสิ่งใดมาโอบล้อมหรือบดบังไปได้เลย เพราะวันนี้ใจกลางเมืองเคแอลเต็มไปด้วยตึกระฟ้าที่ขึ้นมาเคียงคู่มากมาย ทั้งที่สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วและยังทยอยตามมาในอีกไม่ช้า
แม้ว่าจะไม่สูงที่สุดในโลกแล้ว แต่สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งคนมาเลเซียเองและชาวต่างชาติ ตึกแฝดยังคงเป็นแลนด์มาร์กที่ต้องแวะเวียนมา โดยเฉพาะยามค่ำคืนที่มีแสงไฟสาดส่องช่วยเพิ่มมิติ มีน้ำพุอยู่เบื้องหน้าบริเวณสวนสาธารณะ KLCC หากมาแล้วไม่ต้องกลัวว่ารูปจากกล้องมือถือตัวเองจะถ่ายรูปไม่เป๊ะปัง แนะนำให้ใช้บริการช่างภาพที่กระจายตัวอยู่รอบ ๆ บริเวณตึกแฝด ที่มาพร้อมอุปกรณ์ไฟครบชุด แบบที่มั่นใจได้ว่าแม้แสงจะน้อยแต่หน้าไม่มืดดำแน่นอน และมีฉากหลังเป็นตึกแฝดยามค่ำคืนแบบเต็ม ๆ สมใจ
หากเป็นคนที่ชื่นชอบหลงใหลในการขึ้นไปยังที่สูง ตึกระฟ้าแห่งใหม่ของเคแอลอย่าง “เมอร์เดกา 118” (Merdeka 118) น่าจะเป็นคำตอบ ด้วยความสูงถึง 118 ชั้น หรือ 678.9 เมตร ครองสถิติเป็นตึกที่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากตึกเบิร์จ คาลิฟาของดูไบที่ยังไม่มีใครโค่นได้เท่านั้น ชื่อของตึกเมอร์เดกา ภาษามาเลย์แปลว่า "เอกราช" ตั้งอยู่ติดกับสนามกีฬาแห่งชาติซึ่งเป็นสถานที่ที่มาเลเซียประกาศอิสรภาพจากอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1957 แรงบันดาลใจรูปทรงสปายหรือยอดแหลมของตึกมาจากท่าทางยกมือขึ้นเหนือศีรษะของอดีตนายกรัฐมนตรีขณะตะโกนก้องคำว่าเมอร์เดกา
สำหรับสายช้อปปิ้งใกล้กับตึกแฝดย่านบูกิตบินตัง เป็นย่านช้อปปิ้งใจกลางเมืองที่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้าหรูหรา ไม่ว่าจะเป็นพาวิลเลียนเคแอล ห้างที่มีร้านจากทั่วทุกมุมโลก สินค้าครอบคลุมเกือบทุกประเภทให้เดินช้อป ทั้งยังสามารถเดินเชื่อมต่อไปยังบริเวณใกล้เคียงผ่านทางเดินลอยฟ้าได้ด้วย ส่วนสายกินต้องไปถนนสายอาหารจาลันอาลอร์ แหล่งรวมสตรีทฟู้ดยามค่ำคืนเหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบการลิ้มลองอาหารท้องถิ่นและซีฟู้ด
ย่านฮิปที่โดนใจวัยรุ่นต้องไป “ตรอกกวายไฉฮง” ตรอกลับที่รีโนเวทใหม่ ตรอกเล็ก ๆ ที่มีสตรีทอาร์ตสะท้อนวิถีชีวิตชาวจีนยุค 1960 พร้อมสะพานไม้สีแดงให้ถ่ายรูป รอบ ๆ ย่านนี้เต็มไปด้วยร้านกาแฟดีไซน์เก๋ที่ดัดแปลงจากตึกเก่า เช่น Merchant's Lane หรือ Penang Road Famous Teochew Chendul
มาถึงย่านไชน่าทาวน์แล้วอย่าลืมไปที่ “ถนนเปตาลิง” ย่านประวัติศาสตร์ที่มีเสน่ห์ ผสมผสานสตรีทฟู้ดดั้งเดิม คาเฟ่สุดฮิป และศาสนสถานเก่าแก่เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ไฮไลต์ห้ามพลาดคือสตรีทฟู้ดระดับตำนานที่เปิดมานานหลายทศวรรษ อย่างร้าน “หมูแผ่นอบแห้ง” (Oloiya) น้ำหล่อฮังก๊วย (Air Mata Kucing) สูตรดั้งเดิม บะหมี่เนื้อรสเข้มข้น แล้วยังมี มาจีหมี่ (Mee Hoon Kueh) โจ๊กหมูเบอร์ 1 (Hon Kee Porridge) และ น้ำลำไยสีทอง (Air Mata Kucing) อันเลื่องชื่อ
ไม่ใช่แค่ร้านที่เป็นตำนานแต่ตัวถนนที่มีหลังคากระจกสีเขียวขนาดใหญ่ครอบอยู่ รู้จักกันในชื่อ "Green Dragon” หรือมังกรเขียวนั้น ช่วยบังแดดบังฝนให้เดินช้อปปิ้งได้อย่างสบายตลอดวัน สำหรับคนไทยไนท์มาร์เก็ตแบบนี้อาจทำให้นึกถึงย่านสีลมยามค่ำคืนที่เคยมีแผงขายเสื้อ รองเท้า กระเป๋า นาฬิกา ก็อปปี้ แบรนด์เนม แนะนำให้มาเดินสัมผัสบรรยากาศ เดินถ่ายรูปกับสตรีทอาร์ทที่ซ่อนอยู่ตามผนังตึกในซอยต่าง ๆ
สายมูอาจจะเดินต่อไปยัง “วัดกวนตี้” แต่คนมักเรียกติดปากว่า “วัดกวนอิม” เพราะความที่มีเจ้าแม่กวนอิมประดิษฐานอยู่ด้วย วัดแห่งนี้สร้างเพื่ออุทิศให้กับ "เทพเจ้ากวนอู" เทพแห่งความซื่อสัตย์และความยุติธรรม ในปี ค.ศ. 1888 โดยสมาคมกว่องสิว เป็นวัดลัทธิเต๋าที่เก่าแก่และสำคัญมากแห่งหนึ่งของเมือง ด้านในมี “ง้าวมังกรเขียวขนาดยักษ์” จำลองที่มีน้ำหนักถึง 59-60 กิโลกรัม มีความเชื่อว่าใครที่สามารถยกง้าวนี้ขึ้นได้ 3 ครั้งติดต่อกัน หรือเข้าไปสัมผัสเพื่อขอพร จะได้รับพลังความคุ้มครองและความโชคดีกลับไป
หรือจะแวะไป “วัดศรีมหามาเรียมมัน” วัดฮินดูที่เก่าแก่ที่สุดในเมือง สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่“พระแม่มารีอัมมัน” ปางหนึ่งของพระแม่อุมาเทวีตามความเชื่อของชาวอินเดียใต้ พระผู้คุ้มครองปกปักรักษาและประทานสุขภาพที่แข็งแรง เดิมทีเป็นวัดส่วนบุคคลสร้างโดยคลานี ธัมบูซามี พิลไล ในปี ค.ศ. 1873 ก่อนจะเปิดให้สาธารณชนเข้าชมในช่วงทศวรรษ 1920 โครงสร้างของวัดได้รับการออกแบบจำลองตามร่างมนุษย์ที่นอนหงาย โดยหอคอยทางเข้าเปรียบเสมือนเท้า และแท่นบูชาหลักเปรียบเสมือนส่วนศีรษะที่อยู่ลึก
ไฮไลต์ห้ามพลาดคือ ซุ้มประตูทางเข้า หอคอยทรงอินเดียใต้ห้าชั้น สูง 22.9 เมตร ตกแต่งด้วยประติมากรรมแก้วและรูปปั้นเทพเจ้าฮินดูที่มีสีสันงดงามถึง 228 องค์ ราชรถเงิน รถลากเงินแท้ที่ใช้ในเทศกาล "ไทปูซัม" เพื่ออัญเชิญองค์เทพเดินทางไปยังถ้ำบาตูเป็นประจำทุกปี
“ถ้ำบาตู” เป็นศาสนสถานของศาสนาฮินดูอายุกว่า 400 ล้านปี ชื่อของถ้ำมาจากคำภาษามลายูแปลว่า “หิน” เดิมทีเป็นถ้ำตามธรรมชาติที่มักมีชาวบ้านเข้ามาเก็บขี้ค้างคาว จนกระทั่ง เค. ตัมพูสามี ปิลไล พ่อค้าชาวทมิฬอินเดีย เปลี่ยนถ้ำแห่งนี้ให้เป็นศาสนสถาน โดยเห็นทางเข้าถ้ำที่เป็นรูปคล้าย อักษรวี จึงสร้างเทวาลัยแห่งนี้เพื่อบูชา “พระขันธกุมาร” หรือ “พระการ์ติเกยะ” มหาเทพนักรบและผู้บัญชาการกองทัพสวรรค์ในศาสนาฮินดู ทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญ ชัยชนะ และความเป็นผู้นำ โยเป็นพระโอรสของพระศิวะและพระแม่อุมาเทวี และทรงเป็นพระเชษฐาของพระพิฆเนศ รูปลักษณ์ตามตำนานดั้งเดิมมักปรากฏกายเป็นกุมารหนุ่มรูปงาม มี 6 พระเศียร (6 หน้า) และ 12 พระกร (12 มือ) มีนกยูงเป็นพาหนะ และถือหอกศักดิ์สิทธิ์เป็นอาวุธคู่กาย ชาวอินเดียใต้โดยเฉพาะชาวทมิฬนิยมบูชา นิยมกราบไหว้เพื่อขอพละกำลังใจ ความกล้าหาญ อำนาจบารมี ชัยชนะเหนืออุปสรรค และการคุ้มครองจากศัตรู
นับตั้งแต่ปี 1892 มีการจัดเทศกาลไตปูสัมประจำปีขึ้น ต่อมามีการสร้างบันไดไม้ขึ้นไปบนเทวาลัย จนบันไดไม้เริ่มสึกหรอการบูรณะต่อมาจึงสร้างเป็นบันไดคอนกรีตจำนวน 272 ขั้น เดิมเป็นบันไดปูนไม่ได้มีสีสันใด ๆ ในเดือนสิงหาคม 2018 เริ่มต้นทาสีบันไดแต่ละขั้นเป็นสีต่าง ๆ กันอย่างที่เห็นในปัจจุบัน นอกจากบันไดสีรุ้งแล้วสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของถ้ำบาตูคือ รูปปั้นพระขันธกุมารสีทองขนาดใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าถ้ำ
หากจะไปถ้ำบาตูแนะนำให้เริ่มต้นที่สถานีกลาง KL Sentral จากนั้นซื้อตั๋วรถไฟชานเมือง KTM Komuter (สายสีน้ำเงิน) นั่งยาวไปลงที่สถานีปลายทาง Batu Caves ได้เลย เมื่อเดินออกจากสถานีรถไฟจะเจอทางเข้าถ้ำและรูปปั้นพระขันธกุมารทันที ใช้เวลาเดินทางจากในเมืองประมาณ 30-40 นาที
นอกเมืองยังมี “วัดเทียนหัว” วัดจีนที่ชุมชนชาวไหหลำร่วมกันสร้างขึ้นบนพื้นที่ของสมาคมไหหลำ เป็นวัดขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ตกแต่งด้วยโคมไฟสีแดงสว่างไสวสวยงาม ด้านในประดิษฐานเจ้าแม่หม่าโจ้ว หรือเจ้าแม่ทับทิมในภาษาเรียกแบบไทย พระโพธิสัตว์กวนอิม และจุ้ยบ้วยเนี้ย การเดินทางไปวัดเทียนหัวต้องนั่งรถไฟฟ้ามาลงที่สถานี KL Sentral แล้วเรียกแกร็บหรือแท็กซี่ต่อไปอีกประมาณ 10 นาที
สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวภายในกัวลาลัมเปอร์สามารถใช้บริการรถไฟฟ้าที่มีทั้ง LRT, MRT, Monorail นอกจากจะสะดวก ไม่ต้องเจอกับรถติดแล้วยังประหยัด เพราะราคาเริ่มต้นที่ราว 8 บาท แพงที่สุดราว 20 บาท หากออกไปถ้ำบาตูค่าโดยสารจะอยู่ที่ราว 20 บาทต่อเที่ยว สำหรับรถไฟชานเมือง หากเดินทางหลายวันสามารถเลือกใช้บัตรโดยสารแบบเหมาจ่ายสำหรับนักท่องเที่ยว มีตั้งแต่แบบ 1 วันถึง 3 วัน ราคาประมาณ 80-200 บาท หรืออาจจะใช้บัตรเติมเงินเพราะสามารถใช้ซื้อของร้านสะดวกซื้อได้ด้วย การบินไทยมีเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ-กัวลาลัมเปอร์ วันละ 2 เที่ยวบิน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง ดูเพิ่มเติมที่ https://www.thaiairways.com/th-th/