โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องเที่ยว

3 วัน 2 คืน ใน “กัวลาลัมเปอร์” เมืองหลวงแห่งความหลากหลาย

เดลินิวส์

อัพเดต 05 ก.ย เวลา 00.19 น. • เผยแพร่ 06 ก.ย เวลา 03.10 น. • เดลินิวส์
หากมีโอกาสไป “กัวลาลัมเปอร์” อาจนึกไม่ออกว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี ที่แน่ ๆ นี่คือเมืองหลวงของมาเลเซีย เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญ แล้ว “เคแอล” (KL) ชื่อที่ใคร ๆ มักเรียกกันสั้น ๆ อย่างคุ้นเคย มีอะไรให้ไปเยี่ยมเยือนบ้างนอกเหนือจาก “ตึกแฝด” ใจกลางเมืองอันเป็นตำนาน

ลืมภาพตึกแฝดปิโตรนาส ตึกระฟ้าคู่สูง 88 ชั้น กับความสูงถึงยอด 451.9 เมตร ที่เคยครองตำแหน่งอาคารที่สูงที่สุดในโลกช่วงปี ค.ศ.1998-2004 ออกแบบโดย เซซาร์ เปลลี ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากลวดลาย “รูปดาวแปดแฉก” ทรงเรขาคณิตของศาสนาอิสลาม ที่เคยตั้งตระหง่านแบบไม่มีสิ่งใดมาโอบล้อมหรือบดบังไปได้เลย เพราะวันนี้ใจกลางเมืองเคแอลเต็มไปด้วยตึกระฟ้าที่ขึ้นมาเคียงคู่มากมาย ทั้งที่สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วและยังทยอยตามมาในอีกไม่ช้า

แม้ว่าจะไม่สูงที่สุดในโลกแล้ว แต่สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งคนมาเลเซียเองและชาวต่างชาติ ตึกแฝดยังคงเป็นแลนด์มาร์กที่ต้องแวะเวียนมา โดยเฉพาะยามค่ำคืนที่มีแสงไฟสาดส่องช่วยเพิ่มมิติ มีน้ำพุอยู่เบื้องหน้าบริเวณสวนสาธารณะ KLCC หากมาแล้วไม่ต้องกลัวว่ารูปจากกล้องมือถือตัวเองจะถ่ายรูปไม่เป๊ะปัง แนะนำให้ใช้บริการช่างภาพที่กระจายตัวอยู่รอบ ๆ บริเวณตึกแฝด ที่มาพร้อมอุปกรณ์ไฟครบชุด แบบที่มั่นใจได้ว่าแม้แสงจะน้อยแต่หน้าไม่มืดดำแน่นอน และมีฉากหลังเป็นตึกแฝดยามค่ำคืนแบบเต็ม ๆ สมใจ

หากเป็นคนที่ชื่นชอบหลงใหลในการขึ้นไปยังที่สูง ตึกระฟ้าแห่งใหม่ของเคแอลอย่าง “เมอร์เดกา 118” (Merdeka 118) น่าจะเป็นคำตอบ ด้วยความสูงถึง 118 ชั้น หรือ 678.9 เมตร ครองสถิติเป็นตึกที่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากตึกเบิร์จ คาลิฟาของดูไบที่ยังไม่มีใครโค่นได้เท่านั้น ชื่อของตึกเมอร์เดกา ภาษามาเลย์แปลว่า "เอกราช" ตั้งอยู่ติดกับสนามกีฬาแห่งชาติซึ่งเป็นสถานที่ที่มาเลเซียประกาศอิสรภาพจากอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1957 แรงบันดาลใจรูปทรงสปายหรือยอดแหลมของตึกมาจากท่าทางยกมือขึ้นเหนือศีรษะของอดีตนายกรัฐมนตรีขณะตะโกนก้องคำว่าเมอร์เดกา

สำหรับสายช้อปปิ้งใกล้กับตึกแฝดย่านบูกิตบินตัง เป็นย่านช้อปปิ้งใจกลางเมืองที่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้าหรูหรา ไม่ว่าจะเป็นพาวิลเลียนเคแอล ห้างที่มีร้านจากทั่วทุกมุมโลก สินค้าครอบคลุมเกือบทุกประเภทให้เดินช้อป ทั้งยังสามารถเดินเชื่อมต่อไปยังบริเวณใกล้เคียงผ่านทางเดินลอยฟ้าได้ด้วย ส่วนสายกินต้องไปถนนสายอาหารจาลันอาลอร์ แหล่งรวมสตรีทฟู้ดยามค่ำคืนเหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบการลิ้มลองอาหารท้องถิ่นและซีฟู้ด

ย่านฮิปที่โดนใจวัยรุ่นต้องไป “ตรอกกวายไฉฮง” ตรอกลับที่รีโนเวทใหม่ ตรอกเล็ก ๆ ที่มีสตรีทอาร์ตสะท้อนวิถีชีวิตชาวจีนยุค 1960 พร้อมสะพานไม้สีแดงให้ถ่ายรูป รอบ ๆ ย่านนี้เต็มไปด้วยร้านกาแฟดีไซน์เก๋ที่ดัดแปลงจากตึกเก่า เช่น Merchant's Lane หรือ Penang Road Famous Teochew Chendul

มาถึงย่านไชน่าทาวน์แล้วอย่าลืมไปที่ “ถนนเปตาลิง” ย่านประวัติศาสตร์ที่มีเสน่ห์ ผสมผสานสตรีทฟู้ดดั้งเดิม คาเฟ่สุดฮิป และศาสนสถานเก่าแก่เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ไฮไลต์ห้ามพลาดคือสตรีทฟู้ดระดับตำนานที่เปิดมานานหลายทศวรรษ อย่างร้าน “หมูแผ่นอบแห้ง” (Oloiya) น้ำหล่อฮังก๊วย (Air Mata Kucing) สูตรดั้งเดิม บะหมี่เนื้อรสเข้มข้น แล้วยังมี มาจีหมี่ (Mee Hoon Kueh) โจ๊กหมูเบอร์ 1 (Hon Kee Porridge) และ น้ำลำไยสีทอง (Air Mata Kucing) อันเลื่องชื่อ

ไม่ใช่แค่ร้านที่เป็นตำนานแต่ตัวถนนที่มีหลังคากระจกสีเขียวขนาดใหญ่ครอบอยู่ รู้จักกันในชื่อ "Green Dragon” หรือมังกรเขียวนั้น ช่วยบังแดดบังฝนให้เดินช้อปปิ้งได้อย่างสบายตลอดวัน สำหรับคนไทยไนท์มาร์เก็ตแบบนี้อาจทำให้นึกถึงย่านสีลมยามค่ำคืนที่เคยมีแผงขายเสื้อ รองเท้า กระเป๋า นาฬิกา ก็อปปี้ แบรนด์เนม แนะนำให้มาเดินสัมผัสบรรยากาศ เดินถ่ายรูปกับสตรีทอาร์ทที่ซ่อนอยู่ตามผนังตึกในซอยต่าง ๆ

สายมูอาจจะเดินต่อไปยัง “วัดกวนตี้” แต่คนมักเรียกติดปากว่า “วัดกวนอิม” เพราะความที่มีเจ้าแม่กวนอิมประดิษฐานอยู่ด้วย วัดแห่งนี้สร้างเพื่ออุทิศให้กับ "เทพเจ้ากวนอู" เทพแห่งความซื่อสัตย์และความยุติธรรม ในปี ค.ศ. 1888 โดยสมาคมกว่องสิว เป็นวัดลัทธิเต๋าที่เก่าแก่และสำคัญมากแห่งหนึ่งของเมือง ด้านในมี “ง้าวมังกรเขียวขนาดยักษ์” จำลองที่มีน้ำหนักถึง 59-60 กิโลกรัม มีความเชื่อว่าใครที่สามารถยกง้าวนี้ขึ้นได้ 3 ครั้งติดต่อกัน หรือเข้าไปสัมผัสเพื่อขอพร จะได้รับพลังความคุ้มครองและความโชคดีกลับไป

หรือจะแวะไป “วัดศรีมหามาเรียมมัน” วัดฮินดูที่เก่าแก่ที่สุดในเมือง สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่“พระแม่มารีอัมมัน” ปางหนึ่งของพระแม่อุมาเทวีตามความเชื่อของชาวอินเดียใต้ พระผู้คุ้มครองปกปักรักษาและประทานสุขภาพที่แข็งแรง เดิมทีเป็นวัดส่วนบุคคลสร้างโดยคลานี ธัมบูซามี พิลไล ในปี ค.ศ. 1873 ก่อนจะเปิดให้สาธารณชนเข้าชมในช่วงทศวรรษ 1920 โครงสร้างของวัดได้รับการออกแบบจำลองตามร่างมนุษย์ที่นอนหงาย โดยหอคอยทางเข้าเปรียบเสมือนเท้า และแท่นบูชาหลักเปรียบเสมือนส่วนศีรษะที่อยู่ลึก

ไฮไลต์ห้ามพลาดคือ ซุ้มประตูทางเข้า หอคอยทรงอินเดียใต้ห้าชั้น สูง 22.9 เมตร ตกแต่งด้วยประติมากรรมแก้วและรูปปั้นเทพเจ้าฮินดูที่มีสีสันงดงามถึง 228 องค์ ราชรถเงิน รถลากเงินแท้ที่ใช้ในเทศกาล "ไทปูซัม" เพื่ออัญเชิญองค์เทพเดินทางไปยังถ้ำบาตูเป็นประจำทุกปี

“ถ้ำบาตู” เป็นศาสนสถานของศาสนาฮินดูอายุกว่า 400 ล้านปี ชื่อของถ้ำมาจากคำภาษามลายูแปลว่า “หิน” เดิมทีเป็นถ้ำตามธรรมชาติที่มักมีชาวบ้านเข้ามาเก็บขี้ค้างคาว จนกระทั่ง เค. ตัมพูสามี ปิลไล พ่อค้าชาวทมิฬอินเดีย เปลี่ยนถ้ำแห่งนี้ให้เป็นศาสนสถาน โดยเห็นทางเข้าถ้ำที่เป็นรูปคล้าย อักษรวี จึงสร้างเทวาลัยแห่งนี้เพื่อบูชา “พระขันธกุมาร” หรือ “พระการ์ติเกยะ” มหาเทพนักรบและผู้บัญชาการกองทัพสวรรค์ในศาสนาฮินดู ทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญ ชัยชนะ และความเป็นผู้นำ โยเป็นพระโอรสของพระศิวะและพระแม่อุมาเทวี และทรงเป็นพระเชษฐาของพระพิฆเนศ รูปลักษณ์ตามตำนานดั้งเดิมมักปรากฏกายเป็นกุมารหนุ่มรูปงาม มี 6 พระเศียร (6 หน้า) และ 12 พระกร (12 มือ) มีนกยูงเป็นพาหนะ และถือหอกศักดิ์สิทธิ์เป็นอาวุธคู่กาย ชาวอินเดียใต้โดยเฉพาะชาวทมิฬนิยมบูชา นิยมกราบไหว้เพื่อขอพละกำลังใจ ความกล้าหาญ อำนาจบารมี ชัยชนะเหนืออุปสรรค และการคุ้มครองจากศัตรู

นับตั้งแต่ปี 1892 มีการจัดเทศกาลไตปูสัมประจำปีขึ้น ต่อมามีการสร้างบันไดไม้ขึ้นไปบนเทวาลัย จนบันไดไม้เริ่มสึกหรอการบูรณะต่อมาจึงสร้างเป็นบันไดคอนกรีตจำนวน 272 ขั้น เดิมเป็นบันไดปูนไม่ได้มีสีสันใด ๆ ในเดือนสิงหาคม 2018 เริ่มต้นทาสีบันไดแต่ละขั้นเป็นสีต่าง ๆ กันอย่างที่เห็นในปัจจุบัน นอกจากบันไดสีรุ้งแล้วสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของถ้ำบาตูคือ รูปปั้นพระขันธกุมารสีทองขนาดใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าถ้ำ

หากจะไปถ้ำบาตูแนะนำให้เริ่มต้นที่สถานีกลาง KL Sentral จากนั้นซื้อตั๋วรถไฟชานเมือง KTM Komuter (สายสีน้ำเงิน) นั่งยาวไปลงที่สถานีปลายทาง Batu Caves ได้เลย เมื่อเดินออกจากสถานีรถไฟจะเจอทางเข้าถ้ำและรูปปั้นพระขันธกุมารทันที ใช้เวลาเดินทางจากในเมืองประมาณ 30-40 นาที

นอกเมืองยังมี “วัดเทียนหัว” วัดจีนที่ชุมชนชาวไหหลำร่วมกันสร้างขึ้นบนพื้นที่ของสมาคมไหหลำ เป็นวัดขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ตกแต่งด้วยโคมไฟสีแดงสว่างไสวสวยงาม ด้านในประดิษฐานเจ้าแม่หม่าโจ้ว หรือเจ้าแม่ทับทิมในภาษาเรียกแบบไทย พระโพธิสัตว์กวนอิม และจุ้ยบ้วยเนี้ย การเดินทางไปวัดเทียนหัวต้องนั่งรถไฟฟ้ามาลงที่สถานี KL Sentral แล้วเรียกแกร็บหรือแท็กซี่ต่อไปอีกประมาณ 10 นาที

สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวภายในกัวลาลัมเปอร์สามารถใช้บริการรถไฟฟ้าที่มีทั้ง LRT, MRT, Monorail นอกจากจะสะดวก ไม่ต้องเจอกับรถติดแล้วยังประหยัด เพราะราคาเริ่มต้นที่ราว 8 บาท แพงที่สุดราว 20 บาท หากออกไปถ้ำบาตูค่าโดยสารจะอยู่ที่ราว 20 บาทต่อเที่ยว สำหรับรถไฟชานเมือง หากเดินทางหลายวันสามารถเลือกใช้บัตรโดยสารแบบเหมาจ่ายสำหรับนักท่องเที่ยว มีตั้งแต่แบบ 1 วันถึง 3 วัน ราคาประมาณ 80-200 บาท หรืออาจจะใช้บัตรเติมเงินเพราะสามารถใช้ซื้อของร้านสะดวกซื้อได้ด้วย การบินไทยมีเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ-กัวลาลัมเปอร์ วันละ 2 เที่ยวบิน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง ดูเพิ่มเติมที่ https://www.thaiairways.com/th-th/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...