โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“หมู่เกาะคูริล” ปมพิพาทรัสเซีย–ญี่ปุ่น แผลเป็นสมัยสงครามที่ยังไร้ข้อยุติ

เดลินิวส์

อัพเดต 15 สิงหาคม 2569 เวลา 3.24 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ข้อพิพาทเหนือหมู่เกาะคูริลระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่นยืดเยื้อมานานกว่า 80 ปี โดยทั้งสองฝ่ายยังมีจุดยืนแตกต่างกันทั้งด้านประวัติศาสตร์ กฎหมาย และผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ ส่งผลให้การเจรจาสนธิสัญญาสันติภาพระหว่างสองประเทศยังห่างไกลจากการได้ข้อสรุป

ข้อพิพาทเหนือหมู่เกาะคูริล ซึ่งรัสเซียเรียกว่า “หมู่เกาะคูริล” ขณะที่ญี่ปุ่นเรียกว่า “ดินแดนทางเหนือ” เป็นหนึ่งในปัญหาด้านดินแดนที่ยืดเยื้อที่สุดในเอเชียตะวันออก และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัสเซียกับญี่ปุ่นยังไม่สามารถบรรลุสนธิสัญญาสันติภาพเพื่อยุติสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่างกันได้อย่างเป็นทางการ

หมู่เกาะดังกล่าวทอดตัวระหว่างคาบสมุทรคัมชัตกาของรัสเซีย กับเกาะฮอกไกโดของญี่ปุ่น โดยพื้นที่พิพาทอยู่ที่เกาะทางตอนใต้ 4 แห่ง ได้แก่ อีตูรุป ( Iturup ) คูนาชิร์ ( Kunashir ) ชิโกตัน ( Shikotan ) และกลุ่มเกาะฮาโบไม ( Habomai ) ซึ่งญี่ปุ่นเรียกรวมกันว่า “ดินแดนทางเหนือ”

ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ด้านดินแดนระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่นมีการกำหนด และปรับเปลี่ยนเส้นเขตแดนหลายครั้ง โดยสนธิสัญญาชิโมดะในปี 2398 กำหนดให้เขตแดนอยู่ระหว่างเกาะอีตูรุปกับเกาะอูรุป ส่งผลให้ญี่ปุ่นมีอำนาจเหนือหมู่เกาะทางตอนใต้ ขณะที่รัสเซียดูแลพื้นที่ทางตอนเหนือ

ต่อมา ทั้งสองประเทศลงนามร่วมกันในสนธิสัญญาเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมื่อปี 2418 ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนดินแดน โดยญี่ปุ่นได้รับสิทธิ์เหนือหมู่เกาะคูริลทั้งหมด ขณะที่รัสเซียได้สิทธิ์เหนือเกาะซาคาลิน

อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อสหภาพโซเวียตภายใต้การนำของนายโจเซฟ สตาลิน ประกาศสงครามกับญี่ปุ่น เมื่อเดือนส.ค. 2488 และส่งกองกำลังเข้ายึดครองหมู่เกาะคูริลทั้งหมด รวมถึงเกาะทางตอนใต้ทั้ง 4 แห่ง ซึ่งญี่ปุ่นยังคงอ้างกรรมสิทธิ์จนถึงปัจจุบัน

หลังการยึดครอง ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากถูกขับออกจากพื้นที่ และมีการนำประชาชนจากสหภาพโซเวียตเข้าไปตั้งถิ่นฐาน ส่งผลให้ข้อพิพาทกลายเป็นปัญหาทางประวัติศาสตร์และการเมือง ที่ฝังรากลึกระหว่างสองประเทศ

ญี่ปุ่นยืนยันว่าเกาะทั้ง 4 แห่งไม่ใช่ส่วนหนึ่งของหมู่เกาะคูริลที่ญี่ปุ่นตกลงสละสิทธิ์ตามสนธิสัญญาซานฟรานซิสโก ฉบับปี 2494 อีกทั้งสหภาพโซเวียตไม่ได้เป็นผู้ลงนามในสนธิสัญญาดังกล่าว ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงเห็นว่าการครอบครองพื้นที่ของรัสเซียในปัจจุบัน ไม่อาจถือเป็นการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์โดยชอบธรรม

ในทางตรงกันข้าม รัสเซียยืนยันว่าอธิปไตยเหนือหมู่เกาะดังกล่าวเป็นผลจากการจัดระเบียบดินแดนหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งได้รับการรับรองจากข้อตกลงระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตร และถือว่าประเด็นอธิปไตยเหนือหมู่เกาะได้รับการยุติไปแล้ว

ความแตกต่างด้านการตีความประวัติศาสตร์และกฎหมายระหว่างประเทศโดยทั้งรัสเซียและญี่ปุ่น จึงกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเจรจาสนธิสัญญาสันติภาพระหว่างสองประเทศ

นอกจากเรื่องอธิปไตย หมู่เกาะคูริลยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของรัสเซีย เนื่องจากทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันทางธรรมชาติและมีช่องทางทางทะเล ที่เชื่อมทะเลโอคอตสค์กับมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้พื้นที่ดังกล่าวมีบทบาทต่อการเคลื่อนกำลังของกองเรือแปซิฟิกของรัสเซีย

ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัสเซียเพิ่มขีดความสามารถทางทหารบนหมู่เกาะ ด้วยการติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศและระบบขีปนาวุธต่อต้านเรือ

ขณะที่ทำเลของหมู่เกาะยังมีความสำคัญต่อการควบคุมเส้นทางเดินเรือ และการรักษาความมั่นคงทางทะเลของรัสเซียในมหาสมุทรแปซิฟิก

นอกจากนี้ พื้นที่โดยรอบยังอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรทางทะเล โดยเฉพาะแหล่งประมง ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของชุมชนในภูมิภาค และมีศักยภาพด้านทรัพยากรธรรมชาตินานาชนิด

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา รัสเซียและญี่ปุ่นพยายามหาทางประนีประนอมหลายครั้ง โดยหนึ่งในกรอบสำคัญคือปฏิญญาร่วมโซเวียต-ญี่ปุ่น ซึ่งลงนามร่วมกันเมื่อปี 2499 ซึ่งเปิดทางให้มีการส่งมอบเกาะชิโกตันและฮาโบไมแก่ญี่ปุ่น หลังการทำสนธิสัญญาสันติภาพ

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างเรื่องกรรมสิทธิ์เหนือเกาะที่เหลืออีก 2 แห่ง ทำให้การเจรจาไม่สามารถนำไปสู่ข้อตกลงขั้นสุดท้ายได้

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อรัสเซียเพิ่มกิจกรรมทางทหาร และส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงลงพื้นที่หมู่เกาะพิพาท ขณะที่ญี่ปุ่นมักออกมาประท้วง ทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่รัสเซียเดินทางเยือนพื้นที่ดังกล่าว

ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะหลังรัสเซียกระชับความสัมพันธ์กับจีนมากขึ้น และญี่ปุ่นยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐ และพันธมิตรในภูมิภาค

ปัญหาหมู่เกาะคูริลจึงไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทเรื่องดินแดน แต่เป็นผลพวงของประวัติศาสตร์สงคราม ความภาคภูมิใจและอธิปไตยของชาติ ตลอดจนผลประโยชน์ด้านความมั่นคงและยุทธศาสตร์ทางทะเล ตราบใดที่รัสเซียและญี่ปุ่นยังมีจุดยืนแตกต่างกันอย่างมาก การบรรลุสนธิสัญญาสันติภาพระหว่างสองประเทศจึงยังคงเป็นเป้าหมายที่ห่างไกล.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES, REUTERS

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...