โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

รู้ก่อนหยุดยาว! ทริคใส่ 'เหรียญ' ในช่องฟรีซ ป้องกันเงินรั่วเมื่อไม่อยู่บ้านหลายวัน

sanook.com

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
ก่อนออกจากบ้านหลายวัน! ทำไมต้องวาง

ทริกเช็กไฟดับช่วงไม่อยู่บ้าน! แค่วางเหรียญบนแก้วน้ำแช่แข็ง รู้ทันทีอาหารในช่องฟรีซบูดหรือยัง

ไม่อยู่บ้านหลายวันอย่าลืมทำ! วางเหรียญบนแก้วน้ำในช่องฟรีซ ทริกง่ายๆ ป้องกันกินอาหารเน่าเสียโดยไม่รู้ตัว

เวลาเดินทางท่องเที่ยวต่างจังหวัด หรือต้องทิ้งบ้านไว้หลายวันติดต่อกัน หลายคนมักกังวลว่าอาหารสด อาหารแช่แข็งในช่องแช่แข็ง (ช่องฟรีซ) จะเน่าเสียหรือไม่ โดยเฉพาะปัญหาเรื่อง "ไฟดับ" หรือ "ปลั๊กหลุด" ในช่วงที่เราไม่อยู่บ้าน

และนั่นคือเหตุผลที่แม่บ้านสายไอเดียหลายคนนิยมใช้วิธี "วางเหรียญบาทไว้บนแก้วน้ำแช่แข็ง" ก่อนออกจากบ้านยาวๆ ทริกนี้ทำง่ายมาก ไม่เสียเงินสักบาท แต่สามารถทำหน้าที่เป็นตัวฟ้องได้อย่างดีว่า ของในช่องฟรีซเคยละลายและเสี่ยงเน่าเสียไปแล้วหรือยัง!

วิธีทำทริก "เหรียญบนแก้วน้ำ" ทำอย่างไร?

การเตรียมอุปกรณ์นั้นง่ายนิดเดียว และทำตามได้ดังนี้:

  • เทน้ำเปล่าใส่แก้วพลาสติก หรือภาชนะที่ทนความเย็น
  • นำแก้วไปวางในช่องแช่แข็ง รอจนน้ำกลายเป็น น้ำแข็งก้อนแข็งสนิท
  • วาง เหรียญบาทหรือเหรียญใดก็ได้ 1 เหรียญ ไว้บนผิวหน้าของน้ำแข็ง
  • ตั้งแก้วน้ำแข็งนั้นไว้ในช่องฟรีซตามเดิม แล้วออกเดินทางได้เลย!

เมื่อกลับมาถึงบ้าน สิ่งที่ต้องทำมีเพียงแค่อย่างเดียวคือ "เปิดช่องฟรีซแล้วเช็กตำแหน่งของเหรียญ"

เหรียญบอกอะไรเราได้บ้าง?

หลักการทำงานอ้างอิงจากสถานะการละลายของน้ำแข็ง เมื่ออุณหภูมิในช่องฟรีซเพิ่มสูงขึ้น น้ำแข็งจะเริ่มละลายและทำให้เหรียญจมลง เมื่อไฟฟ้ากลับมาใช้งานได้ ตู้เย็นจะทำความเย็นใหม่อีกครั้งจนน้ำแช่แข็งตามเดิม และล็อกเหรียญไว้ในตำแหน่งใหม่

  • เหรียญยังคงวางอยู่บนผิวหน้าเหมือนเดิม: แสดงว่าไฟไม่ได้ดับ หรือถ้าไฟดับก็เพียงชั่วคราว อุณหภูมิในช่องฟรีซยังคงเย็นจัดตลอดเวลา อาหารแช่แข็งปลอดภัยดี สามารถทานต่อได้
  • เหรียญจมลงไปอยู่กลางแก้ว: แสดงว่าเคยเกิดไฟดับเป็นเวลานานพอสมควร ทำให้น้ำแข็งละลายไปบางส่วน อาหารสดอาจเริ่มคลายตัว ควรตรวจสอบคุณภาพอาหารอย่างละเอียด
  • เหรียญจมลงไปกองอยู่ที่ตูดแก้ว: สัญญาณอันตราย! แสดงว่าเคยเกิดไฟดับยาวนานมากจนน้ำแข็งละลายกลายเป็นน้ำทั้งหมด และเมื่อไฟกลับมา ตู้เย็นจึงแช่ฟรีซซ้ำอีกครั้ง แปลว่าอาหารทั้งหมดในช่องฟรีซเคยละลายและอาจเน่าเสีย หรือมีแบคทีเรียสะสมไปแล้ว ไม่ควรนำมาทานอย่างยิ่ง

รายงานจาก Times of India ระบุว่า การที่อาหารผ่านกระบวนการ "ละลายแล้วนำไปแช่แข็งใหม่" (Freeze-Thaw Cycle) จะทำให้โครงสร้างผลึกน้ำแข็งเปลี่ยนแปลง อาหารเสียรสชาติ เสียสัมผัส และที่สำคัญคือเปิดโอกาสให้แบคทีเรียเจริญเติบโตจนอันตรายต่อสุขภาพได้ แม้ภายนอกจะดูแข็งเหมือนเดิมก็ตาม

ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนใช้งาน

แม้ทริกเหรียญบนแก้วน้ำจะประหยัดและสะดวก แต่ก็ไม่ใช่เครื่องวัดอุณหภูมิแบบดิจิทัล จึงมีข้อจำกัดบางประการ:

เหรียญไม่สามารถบอกได้อย่างแม่นยำว่า "ไฟดับไปนานกี่ชั่วโมง" หรืออุณหภูมิพุ่งสูงไปกี่องศา หากน้ำแข็งละลายเพียงเล็กน้อย เหรียญอาจจะไม่จมลงไปเลยก็ได้ ดังนั้น การเช็กตำแหน่งเหรียญควรใช้เป็น "สัญญาณเตือนเบื้องต้น" เท่านั้น

เมื่อกลับมาถึงบ้าน นอกจากการดูตำแหน่งเหรียญแล้ว ควรตรวจสอบอาหารด้วยวิธีอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น สังเกตว่ามีเกล็ดน้ำแข็งเกาะผิดปกติในถุงบรรจุภัณฑ์หรือไม่ มีกลิ่นแปลกๆ หรือเนื้อสัมผัสเปลี่ยนไปหรือไม่ หากพบความผิดปกติ ควรตัดใจทิ้งเพื่อความปลอดภัยของร่างกาย

เคล็ดลับช่วยให้ช่องฟรีซเก็บความเย็นได้นานขึ้นเมื่อไม่อยู่บ้าน

นอกจากทริกวางเหรียญแล้ว คุณยังสามารถเตรียมพร้อมช่องฟรีซเพื่อรับมือไฟดับได้ง่ายๆ ดังนี้:

  • แช่ของให้เต็มช่องฟรีซ: ช่องฟรีซยิ่งมีของแช่แน่น ยิ่งช่วยรักษาความเย็นได้ดีกว่าช่องฟรีซที่โล่ง
  • แช่ขวดน้ำเพิ่ม: หากช่องฟรีซว่าง ให้เติมขวดน้ำเปล่าเข้าไปแช่ฟรีซทิ้งไว้ ก้อนน้ำแข็งจะช่วยทำหน้าที่เสมือนฉนวนเก็บความเย็นสำรองเมื่อไฟดับ
  • หลีกเลี่ยงการเปิดตู้เย็นโดยไม่จำเป็น: หากตู้เย็นปิดสนิทและมี insulation ดี เมื่อเกิดไฟดับ ช่องฟรีซจะสามารถรักษาความเย็นไว้ได้นานหลายชั่วโมง หรืออาจถึง 1-2 วันเลยทีเดียว

สรุปทริกแม่บ้าน: ทริกวางเหรียญบนแก้วน้ำแช่แข็ง เป็นเหมือน "เซนเซอร์ธรรมชาติ" ชิ้นเล็กๆ ที่ช่วยให้เราสบายใจและรู้เท่าทันสุขภาพอาหารในตู้เย็น ยิ่งผสมผสานกับการตรวจเช็กกลิ่นและสัมผัสของอาหารก่อนนำมาปรุง ก็จะช่วยปกป้องทุกคนในครอบครัวให้ปลอดภัยจากอาการท้องร่วงและอาหารเป็นพิษได้อย่างดี!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...