สมการ “เขียว+แดง+ส้ม” ตอกย้ำเสถียรภาพรัฐบาล
ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรรณะ
- แม้คนในรัฐบาลหรือกูรูจะออกมาบอกว่า สภาพการณ์ของรัฐบาลนั้นเสมือนอยู่มานานทั้งๆที่อยู่มาแค่ 3 เดือน แต่ที่ต้องทำความเข้าใจคือ “รัฐบาลอนุทิน” ไม่ได้เพิ่งเป็นรัฐบาลมา 3 เดือน
- แต่รัฐบาลภายใต้การนำของ “อนุทิน” อยู่ในอำนาจ ทั้งจริงจัง และรักษาการมาเกือบปี
- เวลาไม่ได้นานจนจำไม่ได้ว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งนายกฯ เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2568 ต่อจาก “นายกฯ อุ๊งอิ๊ง” ถ้านับจากวันนี้ก็เหลืออีกหนึ่งเดือนที่เขาจะเป็นครบปีของการเข้าเป็นนายกฯครั้งแรก
- จริงอยู่ที่มีห้วงเวลายุบสภาจัดการเลือกตั้ง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้สถานะและอำนาจแฝงลดลงแม้แต่น้อย เพราะใครๆก็เดาได้ว่าหลังการเลือกตั้ง “นายกฯหนู” ก็จะกลับมามีอำนาจเต็มแบบเป็นทางการอีกครั้ง
- การปรามาสว่า เขาอยู่มาแค่สามเดือน และหากเป็นรัฐบาลอื่นถือว่าอยู่ในช่วงฮันนีมูน ก็ออกจะความจำสั้นกันไปสักนิด
- ดังนั้นจึงไม่แปลกว่า คนที่เป็นนายกฯ มาเกือบปี จะมีความคาดหวัง และที่สำคัญจะมีบาดแผลอยู่
- เรื่องราวต่างๆจึงประเดประดังเข้ามา เอาง่ายๆสองสามเรื่องใหญ่อย่างการทุจริตสองท้องถิ่น ที่เหมือนจะคืบแต่หากใช้ภาษาวัยรุ่นก็ต้องบอกว่า “เอิงเอย” กันไปตามเรื่องตามราว หรือเรื่อง TH-AI Passport ที่ช้ำแล้วช้ำอีก รวมถึงแผลใหญ่ที่สุดอย่างคดี “ฮั้ว สว.” ที่ถูกเปิดแผลไม่เว้นแต่ละวัน
- แน่นอนว่าสภาวะเช่นนี้ทำให้คนมองว่า “ง่อนแง่น” และแอบคิดไปได้ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่รัฐบาลจะเปลี่ยนขั้ว นายกฯจะเปลี่ยนคน
- ว่าแล้วก็มีข่าว “ปฏิญญาโมนาโก” จับมือระหว่างพรรคสีเขียวอย่าง “กล้าธรรม” และ พรรคสีแดงอย่าง “เพื่อไทย”
- แต่กับการเมืองแล้วเรื่องแบบนี้เข้าใจง่ายๆด้วยหลักการทางคณิตศาสตร์เบื้องต้นนั่นก็คือการรวมตัวเลข สส. ในมือ
- ไล่ดูตัวเลข 5 พรรคใหญ่ ตอนนี้ใหญ่ที่สุดคือ “สีน้ำเงิน – ภูมิใจไทย” 191 ที่นั่ง รองลงมาคือ “สีส้ม – ประชาชน 120 ที่นั่ง ตามมา “สีแดง เพื่อไทย” 74 ที่นั่ง “สีเขียว – กล้าธรรม” 58 ที่ นั่ง และ “สีฟ้า -ประชาธิปัตย์” 21 ที่นั่ง แค่ 5 พรรคนี้ก็ 464 ที่นั่งแล้ว ที่เหลือก็เป็นพรรคเล็กพรรคน้อย 36 ที่นั่ง
- สมการการเมือง หากอยากเป็นใหญ่ไม่ยาก รวมเสียงให้ได้กึ่งหนึ่งก็พอ โจทย์ง่าย แต่ทำลำบาก
- วันนี้ถ้าเราลองโละกันใหม่ เอา “สีแดง + สีเขียว” เลขที่ออกจะเป็น 132 ที่นั่ง ห่างไกลคำว่าครึ่งหนึ่งไปโข
- สมมติทำได้เอาพรรคเล็กอีก 36 เสียงมารวม ก็จะเป็น 168 ที่นั่ง ยังไม่ใกล้กับเก้าอี้นายกฯเลย
- สมการเดียวที่จะเกิดได้คือ เอาพรรค “สีส้ม” มารวม หากมี “เขียว – แดง – ส้ม” ก็เป็น 252 เสียง อย่างนี้ถึงกึ่งหนึ่ง แต่ก็เกินมาแค่ 2 เสียง เป็นรัฐบาลก็ง่อนแง่นเต็มกำลัง เรียกว่าสภาล่มได้ทุกวัน
- ดังนั้นหากอยากเป็นแบบมีเสถียรภาพก็ต้องมีพรรคเล็ก ซึ่งบอกได้เลยว่ายิ่งกว่าจับปูใส่กระด้ง
- แต่โจทย์ที่ยากที่สุดคือ จะเอา “สีส้ม” มาได้อย่างไร อย่างแรกคือจุดยืน ไม่ต้องพูดถึง “สีเขียว” ที่ไม่ลงรอยกันมาแต่ไหนแต่ไร แต่กับ “สีแดง” วันนี้ก็ห่างไกลกันออกไปเรื่อยๆ
- แต่ที่สำคัญคือ “”บทเรียน” ที่พวกเขาได้มาจาก “สีน้ำเงิน” ทำให้หากมีดีลจริง “สีส้ม” ก็ต้องได้เป็นนายกฯ และรัฐมนตรีจำนานมาก เพราะเสียงมากที่สุด พวกเขาคงไม่ตีเช็กเปล่าให้ใครหัวเราะเยาะซ้ำสอง เหมือนเมื่อครั้งปลายสมัยสภาที่แล้ว
- นอกจากนี้การจะรวบรวมพรรคเล็กก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเรื่องการเดินเกมต่างตอบแทน “สีน้ำเงิน” ก็ไม่เป็นรองใคร มีทั้งแบบชวนมาอยู่จริงจัง และแบบฝากเลี้ยง
- เรื่องนี้ทั้ง “เขียว” ทั้ง “แดง” ก็รู้ดีว่าภารกิจนี้ระดับ “มิชชั่นอิมพอสซิเบิล” ต่อให้ “ไอ้แดงมันเป็นนักสู้ ดูคล่องแคล่วปราดเปรียวและไอ้เขียวมันเป็นนักซิ่ง” แบบที่เพลงว่าไว้ แต่ที่สุดทุกอย่างก็ต้องจบลงที่ตัวเลข
- และใครจะรู้ว่าเมื่อลุยไปลุยมา ทั้ง “เขียว” และ “แดง” จะไม่แหกดีลไปอยู่กับ “น้ำเงิน” ที่งานง่ายกว่าเยอะ
ดังนั้นสมการ “เขียว – แดง – ส้ม” จึงทำหน้าที่ “ตอกย้ำ” ความมั่นคงและเสถียรภาพของ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ที่ครองเสียงอันดับหนึ่ง