จาก“3 หนา” ถึง“กกต.สีน้ำเงิน” คนถืออำนาจเลือกตั้งก็ติดคุกได้
ช่วงนี้ ชื่อ “กกต.” กลับมาอยู่กลางวงการเมืองอีกครั้ง โดยเฉพาะหลังการวินิจฉัยคดีฮั้วสว. จึงอยากชวนย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การเมืองไทยสักช่วงหนึ่ง
เพราะมีบทเรียนสำคัญอยู่บทหนึ่งว่า …อย่าคิดว่ากกต. เป็นองค์กรอิสระแล้วจะไม่มีใครตรวจสอบได้ และ อย่าคิดว่า กรรมการ กกต. จะอยู่เหนือกฎหมาย
กกต.ก็ติดคุกได้ และเคยมี กกต.ที่ถูกศาลพิพากษาจำคุกมาแล้ว!
ชุดนั้นคือ กกต.ในยุคของ “พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ” ประธาน กกต. พร้อมกรรมการกกต. คือ “ปริญญา นาคฉัตรีย์” และ“วีระชัย แนวบุญเนียร”
จนเกิดฉายา ที่คนการเมืองเรียกกันว่า “3 หนา”
“พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ” เป็นประธาน กกต. ตั้งแต่ วันที่ 22 ธันวาคม 2545 จนถึงวันที่ 25 กรกฎาคม 2549
ยุคนั้นประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการเมืองร้อนแรงที่สุดช่วงหนึ่ง รัฐบาล “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” กำลังเผชิญแรงต่อต้านอย่างหนัก
ปี 2549 เกิดวิกฤตการเมืองครั้งใหญ่ มีการยุบสภา มีการเลือกตั้ง วันที่ 2 เมษายน 2549 แต่พรรคฝ่ายค้าน อย่างประชาธิปัตย์ และพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ บอยคอตการเลือกตั้ง
จากนั้นเกิดปัญหาผู้สมัครไม่ครบ การเลือกตั้งหลายพื้นที่ ไม่มีคู่แข่ง และเกิดข้อถกเถียงอย่างหนักว่า กกต.บริหารจัดการการเลือกตั้งอย่างไร จึงจะทำให้การเลือกตั้งเดินต่อไปได้
นี่คือจุดที่บทบาทของ “กกต.ชุด วาสนา” ถูกจับตามองอย่างหนัก เพราะ กกต.ไม่ได้เป็นเพียงกรรมการจัดเลือกตั้งธรรมดา
แต่ในเวลานั้น กกต.ถืออำนาจมหาศาลในการกำหนดว่า การเลือกตั้งจะเดินอย่างไร ใครจะได้ลงสมัคร และกระบวนการเลือกตั้ง จะถูกจัดการอย่างไร
ท้ายที่สุด การจัดการของกกต. ก็ทำให้เรื่องเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และกลายเป็นคดีที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
วันที่ 25 กรกฎาคม 2549 เมื่อศาลอาญาอ่านคำพิพากษา ที่ “ถาวร เสนเนียม” จากพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นฟ้องกกต. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โดยศาลอาญา ได้ยืนยันถึงการที่ กกต. จัดการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม มิใช่เป็นการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
การประพฤติมิชอบในการปฏิบัติหน้าที่ ของ กกต. ที่ศาลอาญาระบุไว้ในคำพิพากษา คือ
1. สั่งให้มีการเลือกตั้งส.ส.ใหม่ใน 38 เขต 15 จังหวัด ในวันที่ 23 เม.ย.49 โดยการเปิดรับสมัครใหม่ในวันที่ 8-9 เม.ย. ทั้งๆ ที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ขัดต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 (มาตรา 7/2) ที่ให้อำนาจ กกต. ในการย่น หรือขยายระยะเวลา หรือการดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เท่านั้น
2. การเปิดรับสมัครใหม่ กำหนดให้ผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทย ได้หมายเลขเดิม คือเบอร์ 2 ขณะที่ผู้สมัครจากพรรคใหม่ ได้หมายเลขใหม่ เป็นการเสียเปรียบ ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม
3. ทำหนังสือเวียน ลงวันที่ 10 เม.ย.49 ไปยัง กกต.เขต กำหนดให้ผู้สมัครในเขตเลือกตั้งหนึ่ง สามารถเวียนเทียน ไปสมัครใหม่ในอีกเขตหนึ่งได้ เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทย ต้องแข่งขันกับการได้คะแนนเสียงร้อยละ 20 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และเป็นการขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 108 ที่บัญญัติให้ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสามารถสมัครได้เพียงเขตเดียว
4. สั่งให้รับสมัครผู้สมัครจากพรรคเล็กใหม่ ใน จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 19-20 เม.ย.49 โดยอ้างว่า มีการขัดขวางการรับสมัคร และมีการจลาจล ซึ่งขัดกับข้อเท็จจริง เป็นการหลีกเลี่ยงมิให้ผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทย ต้องแข่งขันกับการได้คะแนนเสียง ร้อยละ 20
5. การกระทำของ กกต. ที่เริ่มมาตั้งแต่ต้น เป็นการกระทำที่เชื่อมโยงกันมาโดยตลอด แสดงให้เห็นเจตนากระทำผิดดังกล่าวอย่างชัดแจ้ง
ศาลอาญาชั้นต้น มีคำพิพากษาสั่งจำคุก พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ, นายปริญญา นาคฉัตรีย์ และ นายวีระชัย แนวบุญเนียร 3 กกต. คนละ 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา พร้อมถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
คำพิพากษาดังกล่าว ส่งผลให้ทั้ง 3 คน ขาดคุณสมบัติ ต้องหลุดจากตำแหน่ง กกต. ไปโดยไม่จำเป็นต้องเซ็นใบลาออก ทั้งยังถูกส่งตัวเข้าไปควบคุมในเรือนจำ เนื่องจากศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว
เป็นฉากจบ ที่มีทั้งคน “สะใจ” และ “สะเทือนใจ”
เพราะพฤติกรรม การแสดงออกของ กกต. ทั้ง 3 คน ในช่วงนั้น ไม่ว่าจะเป็นโดยการกระทำ หรือ คำพูด โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตการเมือง หลังจากนายกฯ ประกาศ“ยุบสภา” และต้องเลือกตั้งใหม่
“วาสนา เพิ่มลาภ” นำทีม กกต. ยืนหยัดต้านทาน เสียงขับไล่ ที่ดังกระหึ่มไปทั่วทุกซอกทุกมุม ในบ้านเมือง อย่างเหลือเชื่อ จนได้รับฉายาว่า “พี่หนา” และ “3 หนา” รวมทั้ง “3 หนา 5 ห่วง” สื่อถึงการ “ดื้อด้านสุดๆ” ที่ไม่ยอมลาออกจากตำแหน่ง
“หนา” ขนาดศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งตัดสินให้การเลือกตั้ง 2 เม.ย. 49 เป็นโมฆะ เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งที่มิชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ และไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ กกต.ทั้ง 3 ก็ยังไม่ยอมลาออก
หลายคนสงสัย และ มีคำถามว่า อะไรกันแน่ ที่อยู่เบื้องหลังความดื้อด้าน อย่างน่าอัศจรรย์ใจนี้ ?
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น กกต.ยุคนั้น จะมี 5 คน ที่มักจะเรียกกันว่า “5 เสือ กกต.” ใน 5 คนนี้ แบ่งเป็น 2 ขั้ว คือ ขั้วที่มีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรรคประชาธิปัตย์ เช่น “จรัล บูรณพันธ์ศรี” และ “ปริญญา นาคฉัตรีย์”
อีกขั้ว มีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรรคไทยรักไทย คือ “พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ, วีระชัย แนวบุญเนียร และพล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ” ที่ตอนหลังลาออกไป แบบ“ตัดช่องน้อย” หลีกหนีปัญหาและความผิดพลาดที่ กกต.ร่วมกันก่อเอาไว้
สำหรับ “พล.ต.อ.วาสนา” นั้น ว่ากันว่า มีความสนิทสนมกับ “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว “ทักษิณ ชินวัตร” และ พล.ต.อ.วาสนา ยังเป็นตำรวจเหมือนกับ “ทักษิณ” จึงมีความสัมพันธ์กันในลักษณะ “นาย” กับ “ลูกน้อง” ที่ต้องรับใช้กันแบบสุดลิ่ม
ส่วน “วีระชัย แนวบุญเนียร” สมัยที่เป็นผู้ว่าฯเชียงใหม่ ก็มีความสนิทสนมกับ “เจ๊แดง” และ “เสนาะ เทียนทอง” อดีตแกนนำคนสำคัญของพรรคไทยรักไทย
ขณะที่ “ปริญญา นาคฉัตรีย์” ที่ตอนแรกมีข่าวว่าสนิทสนมกับซีกประชาธิปัตย์ แต่สุดท้ายก็ไม่รักษาจุดยืน
ข้ออ้าง ที่ “3 กกต.” ไม่ยอมลาออกคือ ต้องการอยู่เพื่อสะสางงานที่คั่งค้าง ไม่ว่าการพิจารณาสำนวนการร้องคัดค้านผลการเลือกตั้งท้องถิ่น การรับรองผลสว. ที่ยังไม่ครบ 200 คน การเลือกตั้งส.ก. ตลอดจนจุดมุ่งหมายที่จะอยู่เพื่อจัดการเลือกตั้ง ส.ส.วันที่ 15 ตุลาคม 2549
แต่เหตุผลที่ลือกัน ก็คือ กกต.นั่งทับ “ขี้ก้อนใหญ่” เอาไว้ จึงไม่ยอมลาออก
ทั้งยังมีข่าวสะพัดว่า มีคนใกล้ชิด กกต. ในหลายพื้นที่ เรียกรับผลประโยชน์จากบรรดาผู้สมัครรับเลือกตั้ง แลกกับการไม่ต้องถูก ใบเหลือง-ใบแดง
“3หนา” เกาะเก้าอี้แน่น จนกระทั่งถูกศาลตัดสินสั่งจำคุก จึงได้ยอมเซ็นใบลาออกจากตำแหน่ง กกต. ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
ปิดตำนาน “3 กกต.” แบบบอบช้ำที่สุดในชีวิต และเป็นบทเรียนสำคัญของกรรมการองค์กรอิสระ เพราะมันแสดงให้เห็นว่า วันนี้คุณอาจเป็นคนถือกติกา แต่วันหนึ่งคุณอาจต้องเป็นคนถูกตรวจสอบตามกติกา
เมื่อมองกลับมายัง กกต.ในปัจจุบัน บทเรียนจากอดีต ไม่ได้อยู่ที่ว่า “กกต.ชุดปัจจุบันจะต้องเป็นเหมือน 3 หนา”
คือต้องถูกดำเนินคดี และถูกศาลสั่งจำคุก
แต่บทเรียนที่ควรจำคือ อำนาจของ กกต. ยิ่งมาก ความรับผิดชอบก็ต้องยิ่งสูง โดยเฉพาะในคดีที่มีผลกระทบต่อโครงสร้างทางการเมืองของประเทศ อย่าง “คดีฮั้ว สว.”
ถ้าจะวินิจฉัยใคร ต้องอธิบายได้ว่า ใช้พยานหลักฐานอะไร
ถ้าไม่ดำเนินคดีกับใคร ก็ต้องอธิบายเหตุผลให้สังคมเข้าใจได้ว่า ทำไมหลักฐานจึงไม่เพียงพอ
และถ้าส่งใครไปศาล ก็ต้องอธิบายได้เช่นเดียวกันว่า หลักฐานส่วนไหน ถึงมีน้ำหนักเพียงพอที่จะต้องส่งศาล
เพราะท้ายที่สุด กกต.ไม่ได้เป็นศาล กกต.ก็ไม่ได้เป็นเจ้าของความยุติธรรม แต่กกต.เป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมาย และเมื่อใช้อำนาจตามกฎหมาย ก็ต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบของกฎหมาย เช่นเดียวกัน
นี่คือบทเรียนที่ “3 หนา” ทิ้งไว้ให้การเมืองไทย
เก้าอี้ กกต. อาจสูง อำนาจกกต. อาจมาก แต่ไม่มีเก้าอี้ตัวไหนสูงกว่ากฎหมาย
ถ้าวันหนึ่งการใช้อำนาจของ กกต. ถูกตั้งคำถามว่า ทำโดยสุจริตหรือไม่ ใช้ดุลพินิจโดยชอบหรือไม่ เลือกปฏิบัติหรือไม่ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
คำถามเหล่านี้ ก็ไม่ได้จบลงเพียงเพราะคนที่ถูกถาม คือ “กกต.” เพราะประวัติศาสตร์เคยพิสูจน์มาแล้วว่า กกต.ก็ถูกฟ้องได้ กกต.ก็ขึ้นศาลได้ และในบางกรณี กกต.ก็ติดคุกได้ มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว!
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO