เปิดใจ “ชญานี” คิงส์ฟอร์ด 10 ปี ที่รอคอยความเป็นธรรม ศาลปกครองสูงสุด เพิกถอนคำสั่งลงโทษของ ก.ล.ต.
17 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่ลงโทษ นางสาวชญานี โปขันเงิน ผู้บริหาร บล. คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน) และนายชยันต์ อัคราทิตย์ โดยพิจารณาว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จัดเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่เอกชนชนะข้อพิพาทกับ สำนักงานก.ล.ต
คดีนี้สืบเนื่องจาก นางสาวชญานี ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง เมื่อปี 2560 โดยมีสำนักงาน ก.ล.ต.และพวก เป็นผู้ถูกฟ้องคดี ในคดีหมายเลขแดง 643/2563 จากกรณีที่ ก.ล.ต.ลงโทษพักการปฏิบัติหน้าที่เป็นบุคลากรในตลาดทุนของนางสาวชญานี เป็นเวลา 1 ปี โดยก่อนหน้านี้ศาลปกครองกลางเคยมีคำพิพากษาไว้แล้วว่า เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนคำสั่งการลงโทษเมื่อปี 2563 แต่เนื่องจาก ก.ล.ต.ได้อุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด โดยอ้างว่าคำสั่งลงโทษของตัวเองถูกต้องตามกฎหมายนั้น
กระทั่งเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ศาลปกครองสูงสุดอ่านคำพิพากษา ยืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ที่ให้เพิกถอนคำสั่งการลงโทษ โดยพิจารณาว่า เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีการพิจารณาในอีกหลายประเด็น โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับกระบวนการขั้นตอนการพิจารณาโทษของคณะกรรมการวินัย ที่ ก.ล.ต.เป็นผู้แต่งตั้งว่ากระบวนการของ ก.ล.ต.ที่อ้างว่า มีการป้องกันการมีผลประโยชน์ขัดแย้งหรือความไม่เป็นกลางของคณะกรรมการวินัยโดยการให้ปกปิดชื่อผู้ที่ถูกพิจารณาเป็นชื่อสมมติ ก,ข เป็นต้น นั้น ไม่มีกฎหมายข้อใดบัญญัติให้กระทำได้
โดย ก.ล.ต. ใช้เรื่องว่ามีการปกปิดชื่อผู้ถูกพิจารณา เป็นข้ออ้างที่จะไม่ส่งรายชื่อคณะกรรมการวินัยให้นางสาวชญานี ทั้งที่นางสาวชญานี ได้มีการร้องขอทราบรายชื่อคณะกรรมการวินัยที่เป็นผู้พิจารณากรณีของตน เพราะเกรงว่ากรรมการที่พิจารณากรณีของตัวเองนั้น อาจมีบุคคลที่ไม่มีความเป็นกลาง เนื่องจากมีที่มาจากสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย และภาคธุรกิจที่มีความใกล้ชิดกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย ซึ่งที่จริงก็คือ คู่แข่งในการทำธุรกิจกันมาโดยตลอด แล้วจะมีความเป็นกลางในการพิจารณาความผิดทางวินัยของคู่แข่งทางธุรกิจกันเองได้อย่างไร
ทั้งนี้ นางสาวชญานี ให้สัมภาษณ์ ภายหลังศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา ว่า ความรู้สึกถึงวันนี้ดีใจเป็นธรรมดา เพราะต่อสู้มา 10 ปี การต่อสู้กับ ก.ล.ต.ในแวดวงการตลาดนักลงทุน ถือเป็นองค์กรที่ใหญ่ที่สุด มีความยากลำบากในการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ คณะกรรมการ เลขาธิการ ก.ล.ต. ที่ผ่านมาการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมทั้งเรื่องการฟ้อง ม.157 กรณีออกคำสั่ง ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรมเท่าที่ควร
“จนกระทั่งศาลปกครองชั้นต้นมีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่งของ ก.ล.ต. ตอนนั้นยื่นฟ้องปี 2560 ศาลตัดสินปี 2563 และกระทั่งล่าสุดศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ทำให้รู้สึกว่าระยะเวลาที่รอคอยความยุติธรรมมีความคุ้มค่า”
“ส่วนตัวเชื่อว่าที่ถูกลงโทษก่อนหน้านี้เนื่องจากไปแข่งขันกับโบรกเกอร์ใหญ่ ในความรู้สึกเหมือนถูกกลั่นแกล้ง โดยในตอนนั้นส่งผลกระทบต่อ ธุรกิจ ครอบครัว และลูกค้า เมื่อมาถึงวันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า ก.ล.ต.ลุแก่อำนาจ ที่ผ่านมาในบรรดาโบรกเกอร์มักคุยกันว่า ก.ล.ต.จับได้แต่สามล้อแท็กซี่ เวลาเจอเฟอร์รารีก็ปล่อยผ่าน”นางสาวชญานี กล่าว และว่า
ก.ล.ต.ควรทบทวนกระบวนการภายใน ให้ยึดโยงกับเรื่องความโปร่งใส เป็นธรรม ยึดมั่นในกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการลงโทษบุคคลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งบุคคลภาคธุรกิจ