"พจน์ ท่าพระจันทร์" แจงดราม่าสับพระเหรียญหลวงปู่ทิม ลั่นไม่ได้สลับ
(12 ส.ค. 69) กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการพระเครื่องอีกครั้ง หลังจากเพจเฟซบุ๊ก “เหยื่อ” โพสต์แฉเซียนพระชื่อดัง โดยใช้นามสมมุติว่า เซียนพัน ในโพสต์ระบุถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับหญิงใหญ่ วัย 60 ปี เจ้าของพระ ที่ได้นำพระเครื่องจำนวนหนึ่งไปให้เซียนพระชื่อดังตรวจสอบ
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 โดยตามข้อมูลที่เพจ “เหยื่อ” เผยแพร่ ระบุว่า เซียนพระรายดังกล่าวคัดพระออกมา 14 องค์ และเสนอรับเช่าทั้งหมดในราคา 2.5 ล้านบาท จากนั้นมีการขอแกะกรอบพระบางองค์เพื่อตรวจสอบ รวมถึงเหรียญเสมาหลวงปู่ทิม 8 รอบ เนื้อทองคำลงยา เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นทองคำแท้หรือไม่ โดยเจ้าของพระให้ความยินยอม
แต่ภายหลังการตรวจสอบ เจ้าของพระได้รับแจ้งว่า เหรียญดังกล่าวไม่ใช่เนื้อทองคำ ทำให้เจ้าของพระตัดสินใจไม่ขายพระทั้ง 14 องค์ และนำพระทั้งหมดกลับบ้าน
อย่างไรก็ตาม เมื่อกลับไปตรวจสอบกับเซียนพระอีกราย ซึ่งก่อนหน้านี้เคยยืนยันว่าเหรียญดังกล่าวเป็นเนื้อทองคำแท้ กลับได้รับคำตอบว่า เหรียญที่นำไปให้ดูในครั้งนี้ไม่ใช่องค์เดียวกับองค์ที่เคยตรวจสอบ
เซียนพระรายดังกล่าวจึงนำภาพถ่ายของเหรียญที่เจ้าของพระเคยถ่ายไว้ก่อนหน้านี้มาเปรียบเทียบ ทำให้เจ้าของพระเกิดข้อสงสัยว่า อาจมีการสับเปลี่ยนพระระหว่างนำไปตรวจสอบ
ต่อมาเจ้าของพระได้ติดต่อกลับไปยังเซียนพระที่เป็นประเด็น โดยในช่วงแรกมีการปฏิเสธ ก่อนจะมีการขอเวลาตรวจสอบเรื่องดังกล่าว และภายหลังมีการติดต่อกลับมา พร้อมระบุว่า ลูกน้องเป็นคนเปลี่ยนพระ และขอรับผิดชอบความเสียหาย
ต่อมามีการพูดคุยเรื่องเงินจำนวน 9 ล้านบาทเพื่อยุติปัญหา โดยเจ้าของพระตัดสินใจรับเงินดังกล่าว เนื่องจากมีอายุมากแล้วและไม่ต้องการให้เรื่องบานปลาย
สำหรับพระที่เป็นประเด็น คือ “เหรียญเสมาหลวงปู่ทิม 8 รอบ เนื้อทองคำลงยา” ซึ่งเพจ “เหยื่อ” ตั้งข้อสังเกตว่า จากเดิมพระ 14 องค์ถูกเสนอซื้อในราคา 2.5 ล้านบาท แต่เมื่อเกิดปัญหากับพระเพียงองค์เดียว กลับมีการจ่ายเงินสูงถึง 9 ล้านบาท จึงเกิดคำถามถึงมูลค่าที่แท้จริงของพระองค์ดังกล่าว รวมถึงข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับพระระหว่างกระบวนการตรวจสอบ
ต่อมาเพจ “เหยื่อ” ได้เปิดเผยชื่อของเซียนพระที่ใช้นามสมมุติว่า “เซียนพัน” โดยระบุว่าเป็น “พัน ท่าประจ๊ด” ซึ่งเป็นการผวนคำไปเป็น “พจน์ ท่าพระจันทร์” ทำให้เรื่องดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมากในวงการพระเครื่อง เนื่องจากที่ผ่านมา ประวัติของพจน์ ท่าพระจันทร์ ไม่มีชื่อเสียงด่างพร้อย
ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 22.27 น. วันที่ 11 สิงหาคม 2569 พจน์ ท่าพระจันทร์ ได้ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อชี้แจงข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า เจ้าของพระรายดังกล่าวเป็นนักสะสมพระที่มีพระจำนวนมาก และที่ผ่านมาเคยนำพระมาให้ตนรับเช่าหลายครั้ง โดยประมาณ 3-4 ครั้งที่ผ่านมา ตนรับเช่าในราคาสูง และทุกครั้งจะมีการแกะกรอบทองเพื่อตรวจสอบพระ
สำหรับวันที่เกิดเหตุ พจน์อ้างว่า ภายในร้านมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการจำนวนมาก จึงมอบหมายให้ลูกน้องช่วยตรวจสอบรายละเอียดพระ โดยมีการแกะกรอบทองและแยกพระว่าองค์ใดเป็นเนื้อทองคำแท้หรือทองคำเก๊ ขณะที่เจ้าของพระและผู้ติดตามอีก 2 คน รวมเป็น 3 คน อยู่เฝ้าสังเกตตลอดกระบวนการ
หลังตรวจสอบเสร็จ พจน์ระบุว่า ได้ตีราคารวมพระทั้งหมด 2.5 ล้านบาท แต่เจ้าของพระขอกลับไปปรึกษาสามีก่อน ซึ่งตนก็ยินดี
พจน์ยืนยันว่า ไม่ได้มีการสับเปลี่ยนพระ และในวันดังกล่าวไม่มีพระของตนเองอยู่ในกระบวนการ มีเพียงพระของเจ้าของพระเท่านั้น จึงไม่ทราบว่าจะสับเปลี่ยนพระได้อย่างไร
พจน์เล่าต่อว่า วันรุ่งขึ้นตนต้องเดินทางไปจังหวัดกำแพงเพชรเพื่อซื้อขายพระกับลูกค้ารายอื่น ระหว่างนั้นเจ้าของพระโทรศัพท์มาแจ้งว่า เหรียญหลวงปู่ทิมเนื้อทองคำหาย
หลังได้รับแจ้ง นายพจน์ได้โทรศัพท์ไปสอบถามลูกน้องทันที และประมาณ 1 นาทีต่อมา ลูกน้องโทรกลับมาแจ้งว่า พบเหรียญดังกล่าวแล้ว โดยอยู่ในเครื่องยิงเปอร์เซ็นต์ทอง
จากนั้นมีการนัดหมายส่งพระคืนให้เจ้าของพระในช่วงเช้าของวันถัดไป แต่เจ้าของพระแจ้งว่าช่วงเช้าติดธุระ จึงเลื่อนเป็นช่วงบ่าย
นายพจน์บอกว่า ก่อนส่งมอบ ได้ส่งภาพเหรียญกลับไปให้เจ้าของพระเพื่อยืนยัน แต่เจ้าของพระกลับถามว่า นายพจน์รับเช่าเหรียญดังกล่าวในราคาเท่าไร ซึ่งพจน์ตอบว่า 9 ล้านบาท
จากนั้นเจ้าของพระตอบตกลงขายเหรียญองค์ดังกล่าวให้พจน์ในราคา 9 ล้านบาท พร้อมขอเก็บพระชุดที่ตีราคา 2.5 ล้านบาทไว้
พจน์ยืนยันว่า ตนรู้จักและทำงานร่วมกับลูกน้องคนดังกล่าวมานานกว่า 15 ปี พร้อมระบุว่า เจ้าของพระเองทราบดีว่าตนไม่ได้มีเจตนาไม่ดี และไม่ได้โกรธเคืองตน ก่อนที่ตนจะจ่ายเงินจำนวน 9 ล้านบาทให้เจ้าของพระ และถือว่าเรื่องดังกล่าวจบลง
ระหว่างการไลฟ์ นายพจน์ยังนำหลักฐานเสียงการสนทนาทางโทรศัพท์กับเจ้าของพระมาเปิดเผย โดยมีเนื้อหาในลักษณะที่ต้องการให้เจ้าของพระยืนยันว่า เรื่องทั้งหมดจบลงด้วยดี
นายพจน์ยังตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุที่เรื่องดังกล่าวถูกนำไปเผยแพร่บนโลกออนไลน์ อาจเกิดจากบุคคลที่สามที่ไม่หวังดี และมีการนำข้อมูลบางส่วนไปเผยแพร่ในลักษณะที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริง