โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

"พจน์ ท่าพระจันทร์" แจงดราม่าสับพระเหรียญหลวงปู่ทิม ลั่นไม่ได้สลับ

ข่าวเวิร์คพอยท์ 23

อัพเดต 12 ส.ค. เวลา 04.22 น. • เผยแพร่ 12 ส.ค. เวลา 04.22 น. • ข่าวเวิร์คพอยท์

(12 ส.ค. 69) กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการพระเครื่องอีกครั้ง หลังจากเพจเฟซบุ๊ก “เหยื่อ” โพสต์แฉเซียนพระชื่อดัง โดยใช้นามสมมุติว่า เซียนพัน ในโพสต์ระบุถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับหญิงใหญ่ วัย 60 ปี เจ้าของพระ ที่ได้นำพระเครื่องจำนวนหนึ่งไปให้เซียนพระชื่อดังตรวจสอบ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 โดยตามข้อมูลที่เพจ “เหยื่อ” เผยแพร่ ระบุว่า เซียนพระรายดังกล่าวคัดพระออกมา 14 องค์ และเสนอรับเช่าทั้งหมดในราคา 2.5 ล้านบาท จากนั้นมีการขอแกะกรอบพระบางองค์เพื่อตรวจสอบ รวมถึงเหรียญเสมาหลวงปู่ทิม 8 รอบ เนื้อทองคำลงยา เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นทองคำแท้หรือไม่ โดยเจ้าของพระให้ความยินยอม

แต่ภายหลังการตรวจสอบ เจ้าของพระได้รับแจ้งว่า เหรียญดังกล่าวไม่ใช่เนื้อทองคำ ทำให้เจ้าของพระตัดสินใจไม่ขายพระทั้ง 14 องค์ และนำพระทั้งหมดกลับบ้าน

อย่างไรก็ตาม เมื่อกลับไปตรวจสอบกับเซียนพระอีกราย ซึ่งก่อนหน้านี้เคยยืนยันว่าเหรียญดังกล่าวเป็นเนื้อทองคำแท้ กลับได้รับคำตอบว่า เหรียญที่นำไปให้ดูในครั้งนี้ไม่ใช่องค์เดียวกับองค์ที่เคยตรวจสอบ

เซียนพระรายดังกล่าวจึงนำภาพถ่ายของเหรียญที่เจ้าของพระเคยถ่ายไว้ก่อนหน้านี้มาเปรียบเทียบ ทำให้เจ้าของพระเกิดข้อสงสัยว่า อาจมีการสับเปลี่ยนพระระหว่างนำไปตรวจสอบ

ต่อมาเจ้าของพระได้ติดต่อกลับไปยังเซียนพระที่เป็นประเด็น โดยในช่วงแรกมีการปฏิเสธ ก่อนจะมีการขอเวลาตรวจสอบเรื่องดังกล่าว และภายหลังมีการติดต่อกลับมา พร้อมระบุว่า ลูกน้องเป็นคนเปลี่ยนพระ และขอรับผิดชอบความเสียหาย

ต่อมามีการพูดคุยเรื่องเงินจำนวน 9 ล้านบาทเพื่อยุติปัญหา โดยเจ้าของพระตัดสินใจรับเงินดังกล่าว เนื่องจากมีอายุมากแล้วและไม่ต้องการให้เรื่องบานปลาย

สำหรับพระที่เป็นประเด็น คือ “เหรียญเสมาหลวงปู่ทิม 8 รอบ เนื้อทองคำลงยา” ซึ่งเพจ “เหยื่อ” ตั้งข้อสังเกตว่า จากเดิมพระ 14 องค์ถูกเสนอซื้อในราคา 2.5 ล้านบาท แต่เมื่อเกิดปัญหากับพระเพียงองค์เดียว กลับมีการจ่ายเงินสูงถึง 9 ล้านบาท จึงเกิดคำถามถึงมูลค่าที่แท้จริงของพระองค์ดังกล่าว รวมถึงข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับพระระหว่างกระบวนการตรวจสอบ

ต่อมาเพจ “เหยื่อ” ได้เปิดเผยชื่อของเซียนพระที่ใช้นามสมมุติว่า “เซียนพัน” โดยระบุว่าเป็น “พัน ท่าประจ๊ด” ซึ่งเป็นการผวนคำไปเป็น “พจน์ ท่าพระจันทร์” ทำให้เรื่องดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมากในวงการพระเครื่อง เนื่องจากที่ผ่านมา ประวัติของพจน์ ท่าพระจันทร์ ไม่มีชื่อเสียงด่างพร้อย

ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 22.27 น. วันที่ 11 สิงหาคม 2569 พจน์ ท่าพระจันทร์ ได้ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อชี้แจงข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า เจ้าของพระรายดังกล่าวเป็นนักสะสมพระที่มีพระจำนวนมาก และที่ผ่านมาเคยนำพระมาให้ตนรับเช่าหลายครั้ง โดยประมาณ 3-4 ครั้งที่ผ่านมา ตนรับเช่าในราคาสูง และทุกครั้งจะมีการแกะกรอบทองเพื่อตรวจสอบพระ

สำหรับวันที่เกิดเหตุ พจน์อ้างว่า ภายในร้านมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการจำนวนมาก จึงมอบหมายให้ลูกน้องช่วยตรวจสอบรายละเอียดพระ โดยมีการแกะกรอบทองและแยกพระว่าองค์ใดเป็นเนื้อทองคำแท้หรือทองคำเก๊ ขณะที่เจ้าของพระและผู้ติดตามอีก 2 คน รวมเป็น 3 คน อยู่เฝ้าสังเกตตลอดกระบวนการ

หลังตรวจสอบเสร็จ พจน์ระบุว่า ได้ตีราคารวมพระทั้งหมด 2.5 ล้านบาท แต่เจ้าของพระขอกลับไปปรึกษาสามีก่อน ซึ่งตนก็ยินดี

พจน์ยืนยันว่า ไม่ได้มีการสับเปลี่ยนพระ และในวันดังกล่าวไม่มีพระของตนเองอยู่ในกระบวนการ มีเพียงพระของเจ้าของพระเท่านั้น จึงไม่ทราบว่าจะสับเปลี่ยนพระได้อย่างไร

พจน์เล่าต่อว่า วันรุ่งขึ้นตนต้องเดินทางไปจังหวัดกำแพงเพชรเพื่อซื้อขายพระกับลูกค้ารายอื่น ระหว่างนั้นเจ้าของพระโทรศัพท์มาแจ้งว่า เหรียญหลวงปู่ทิมเนื้อทองคำหาย

หลังได้รับแจ้ง นายพจน์ได้โทรศัพท์ไปสอบถามลูกน้องทันที และประมาณ 1 นาทีต่อมา ลูกน้องโทรกลับมาแจ้งว่า พบเหรียญดังกล่าวแล้ว โดยอยู่ในเครื่องยิงเปอร์เซ็นต์ทอง

จากนั้นมีการนัดหมายส่งพระคืนให้เจ้าของพระในช่วงเช้าของวันถัดไป แต่เจ้าของพระแจ้งว่าช่วงเช้าติดธุระ จึงเลื่อนเป็นช่วงบ่าย

นายพจน์บอกว่า ก่อนส่งมอบ ได้ส่งภาพเหรียญกลับไปให้เจ้าของพระเพื่อยืนยัน แต่เจ้าของพระกลับถามว่า นายพจน์รับเช่าเหรียญดังกล่าวในราคาเท่าไร ซึ่งพจน์ตอบว่า 9 ล้านบาท

จากนั้นเจ้าของพระตอบตกลงขายเหรียญองค์ดังกล่าวให้พจน์ในราคา 9 ล้านบาท พร้อมขอเก็บพระชุดที่ตีราคา 2.5 ล้านบาทไว้

พจน์ยืนยันว่า ตนรู้จักและทำงานร่วมกับลูกน้องคนดังกล่าวมานานกว่า 15 ปี พร้อมระบุว่า เจ้าของพระเองทราบดีว่าตนไม่ได้มีเจตนาไม่ดี และไม่ได้โกรธเคืองตน ก่อนที่ตนจะจ่ายเงินจำนวน 9 ล้านบาทให้เจ้าของพระ และถือว่าเรื่องดังกล่าวจบลง

ระหว่างการไลฟ์ นายพจน์ยังนำหลักฐานเสียงการสนทนาทางโทรศัพท์กับเจ้าของพระมาเปิดเผย โดยมีเนื้อหาในลักษณะที่ต้องการให้เจ้าของพระยืนยันว่า เรื่องทั้งหมดจบลงด้วยดี

นายพจน์ยังตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุที่เรื่องดังกล่าวถูกนำไปเผยแพร่บนโลกออนไลน์ อาจเกิดจากบุคคลที่สามที่ไม่หวังดี และมีการนำข้อมูลบางส่วนไปเผยแพร่ในลักษณะที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...