โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อมนุษย์พยายามชนะความตาย แต่แพ้ความแก่ เพราะอายุยืนกว่าเงินออม

ข่าวเวิร์คพอยท์ 23

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ข่าวเวิร์คพอยท์

มีศัตรูอยู่ไม่กี่อย่างที่มนุษย์ใช้เวลาทั้งอารยธรรมต่อสู้ด้วย

และไม่มีศัตรูใดถูกท้าทายมากไปกว่า "ความตาย"

กว่า 2,200 ปีก่อน จิ๋นซีฮ่องเต้ทรงส่งผู้คนออกเดินทางข้ามทะเล เพื่อตามหายาอายุวัฒนะ ด้วยความหวังว่ามนุษย์จะหลุดพ้นจากข้อจำกัดของชีวิต

แม้จะไม่เคยพบยาอายุวัฒนะ

แต่ความพยายามของมนุษย์ก็ไม่เคยหยุดลง

หลายศตวรรษต่อมา สิ่งที่ความเชื่อทำไม่ได้ วิทยาศาสตร์กลับทำได้ทีละน้อย วัคซีน ยาปฏิชีวนะ การผ่าตัดสมัยใหม่ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ค่อย ๆ ผลักเส้นแบ่งระหว่าง "ชีวิต" กับ "ความตาย" ให้ถอยออกไป

เราอาจยังไม่เป็นอมตะแต่เรามีชีวิตยืนยาวกว่ามนุษย์ทุกยุคก่อนหน้า

นั่นอาจเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของอารยธรรมมนุษย์

แต่ทุกชัยชนะ ย่อมสร้างโจทย์ใหม่เสมอ

เมื่อมนุษย์ยืดอายุของตัวเองได้สำเร็จ

เรากลับพบว่า สิ่งที่ยากกว่า "การมีชีวิตยืนยาว"

คือ "การทำให้ชีวิตที่ยืนยาวนั้น ยังดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง"

ความท้าทายของศตวรรษที่ 21 จึงอาจไม่ใช่การเอาชนะความตายอีกต่อไป

แต่คือการเตรียมรับความแก่ของสังคมที่กำลังมาถึงอย่างรวดเร็ว

<เมื่ออายุขัยยาวกว่าเงินออม>

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society)

ข้อมูลของกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) สะท้อนภาพที่น่าคิด คนไทยวัย 46-60 ปี กว่า 17.3 ล้านคน กำลังเดินเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต แต่เงินออมของคนจำนวนมากอาจเพียงพอ

สำหรับชีวิตหลังเกษียณเพียง 2.8-6.6 ปี

ขณะที่อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยกลับยืนยาวไปถึง 80 หรือ 90 ปี

นี่คือความย้อนแย้งที่คนรุ่นก่อนแทบไม่เคยเผชิญ

ครั้งหนึ่ง มนุษย์หวาดกลัวว่าจะตายเร็วเกินไป

แต่วันนี้ หลายคนอาจต้องเริ่มหวาดกลัวว่า จะมีชีวิตยืนยาวเกินกว่าที่ฐานะของตัวเองจะรองรับได้

<เมื่อครอบครัวไม่ใช่หลักประกันอีกต่อไป>

หลายคนมองว่าวิกฤตนี้เป็นเรื่องของเงิน

แต่แท้จริงแล้ว มันเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงของสังคม

ในอดีต คนไทยจำนวนไม่น้อยไม่ได้วางแผนเกษียณอย่างจริงจัง เพราะมี "ระบบ" อีกชุดหนึ่งคอยรองรับอยู่

ระบบนั้นเรียกว่า "ครอบครัว"

บ้านหนึ่งหลังมีคนหลายรุ่นอยู่ร่วมกัน พ่อแม่เลี้ยงลูก ลูกเติบโตขึ้นมาดูแลพ่อแม่ ปู่ย่าตายายช่วยเลี้ยงหลาน ทุกคนต่างแบ่งเบาภาระของกันและกัน

คำว่า "มีลูกไว้พึ่งยามแก่" จึงไม่ใช่เพียงค่านิยม

แต่มันคือระบบสวัสดิการที่สังคมไทยสร้างขึ้นเอง

วันนี้ ระบบนั้นกำลังเปลี่ยนไป

งานศึกษาของ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ชี้ว่า ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากครอบครัวขยายไปสู่ครัวเรือนคนเดียวอย่างรวดเร็ว

เมื่อครอบครัวเล็กลง

สิ่งที่หายไปจึงไม่ใช่เพียงสมาชิกในบ้าน

แต่คือ "ตาข่ายนิรภัย" ที่เคยรองรับชีวิตของผู้คนมาตลอดหลายชั่วอายุคน

<เมื่อการอยู่ลำพังมีราคา>

การอยู่คนเดียว ไม่ได้มีต้นทุนเพียงความเหงา

แต่มีต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน

ข้อมูลของกองทุนการออมแห่งชาติ(กอช.)ระบุว่า ผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 10,087 บาทต่อเดือน

เหตุผลไม่ซับซ้อน

เมื่อไม่มีใครช่วยหารค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร หรือค่าเดินทาง ทุกบาทต้องรับผิดชอบเพียงลำพัง

นักเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า “Economies of Scale”

แต่ถ้าอธิบายด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายที่สุด

มันคือความจริงข้อหนึ่ง

การใช้ชีวิตคนเดียว แพงกว่าการใช้ชีวิตร่วมกัน

ยิ่งเมื่อเทียบกับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่เริ่มต้นเพียง 600 บาทต่อเดือน ช่องว่างระหว่างรายรับกับรายจ่ายจึงไม่ใช่เพียงตัวเลข

แต่มันคือช่องว่างระหว่าง "การมีชีวิตอยู่" กับ "การใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี"

<มนุษย์ไม่ได้มองข้ามอนาคต แต่กำลังมองข้ามตัวเอง>

เมื่อทุกคนรู้ว่าตัวเองต้องแก่

เหตุใดคนจำนวนมากจึงยังไม่เริ่มออม

คำตอบอาจไม่ใช่เพราะพวกเขาขาดความรับผิดชอบ

แต่เพราะมนุษย์ทุกคนมีข้อจำกัดแบบเดียวกัน

นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเรียกมันว่า “Hyperbolic Discounting”

เรามักให้ความสำคัญกับปัญหาที่อยู่ตรงหน้ามากกว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นอีกหลายสิบปีข้างหน้า

ค่าเทอมลูก

ค่างวดบ้าน

ค่าครองชีพ

รายได้ของกิจการ

ทุกอย่างจับต้องได้มากกว่าภาพของตัวเองในวัย 70 ปี

เราไม่ได้ไม่เห็นอนาคต

เราเพียงใช้ชีวิตราวกับว่า "ตัวเราในอนาคต" เป็นคนละคนกับเราในวันนี้

ทั้งที่ความจริง เขาคือคนเดียวกัน

<เมื่อความโดดเดี่ยวกลายเป็นปรากฏการณ์ของสังคม>

เมื่อญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมสูงวัยก่อนประเทศอื่น โลกได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่คำหนึ่ง

Kodokushi หรือ "การเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว"

มันไม่ใช่ชื่อโรค

ไม่ใช่อุบัติเหตุ

และไม่ใช่อาชญากรรม

แต่มันคือคำที่สังคมต้องสร้างขึ้น เพราะภาษาเดิมไม่เพียงพอจะอธิบายความจริงแบบใหม่

เมื่อผู้สูงอายุจำนวนมากเสียชีวิตเพียงลำพัง ความโดดเดี่ยวจึงไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึกอีกต่อไป

แต่มันกลายเป็นโครงสร้างของสังคม

ประเทศไทยอาจยังไม่เดินมาถึงจุดนั้น

แต่หลายสัญญาณกำลังบอกว่า เราไม่ควรรอให้ถึงวันนั้น จึงค่อยเริ่มเตรียมตัว

<การออม คือการรักษาอิสรภาพของชีวิต>

เมื่อโลกเปลี่ยนจาก "มีลูกไว้พึ่งยามแก่" มาเป็น "ต้องพึ่งตัวเองยามแก่"

ความหมายของการออมก็เปลี่ยนไปเช่นกัน มันไม่ใช่เพียงการสะสมทรัพย์สิน

แต่มันคือการซื้อเวลาซื้อทางเลือก

และรักษาอิสรภาพของตัวเอง ในวันที่ร่างกายไม่อาจทำงานได้เหมือนเดิม

สำหรับแรงงานนอกระบบ กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยเติมช่องว่างนี้ ผ่านการออมที่รัฐร่วมสมทบ และเปลี่ยนเงินออมให้กลายเป็นบำนาญรายเดือนหลังเกษียณ

แน่นอนว่า ไม่มีเครื่องมือทางการเงินใดแก้ปัญหาสังคมสูงวัยได้ทั้งหมด

แต่ในโลกที่อายุขัยยืนยาวขึ้น ขณะที่ครอบครัวเล็กลงและสังคมเปลี่ยนไป การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ อาจไม่ใช่แค่การเตรียมเงิน

หากเป็นการเตรียม "ศักดิ์ศรี" ของชีวิตในวันข้างหน้า

เพราะท้ายที่สุดแล้ว

ชัยชนะเหนือความตาย อาจเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของคำตอบ

อีกครึ่งหนึ่ง คือการทำให้ชีวิตที่ยืนยาวนั้น ยังเป็นชีวิตที่เลือกได้ มีคุณค่า และไม่ต้องหวาดกลัวว่าวันหนึ่ง เงินจะหมด ทั้งที่ลมหายใจยังเหลืออยู่

เขียนและเรียบเรียงโดย

ธนรัชต์ คูสมบัติ บรรณาธิการบริหารข่าวเวิร์คพอยท์23ออนไลน์

อ้างอิง

  • กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.). (2569). รายงานสถานการณ์การออมและโครงสร้างประชากรกลุ่มใกล้เกษียณ (อายุ 46–60 ปี) ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: กองทุนการออมแห่งชาติ.
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2567). สรุปผลที่สำคัญการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2567. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม.
  • สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI). (2566). การปรับตัวของโครงสร้างครอบครัวไทยกับความเปราะบางทางการเงินในสังคมสูงวัยระดับสุดยอด. กรุงเทพฯ: TDRI.
  • สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.). (2565). การประมาณการค่าใช้จ่ายและต้นทุนการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังในเขตเมือง. กรุงเทพฯ: สวรส.
  • Inagaki, S. (2019). Social Isolation and Single-Person Households in Aging Japan: Assessing the Risk of Kodokushi. Journal of Asian Demography, 14(2), 45-62.
  • Laibson, D. (1997). Golden Eggs and Hyperbolic Discounting. Quarterly Journal of Economics, 112(2), 443-478. (งานวิจัยอธิบายอคติทางพฤติกรรมศาสตร์เรื่องการมองข้ามอนาคต)
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...