ทรัมป์ไฟเขียวนโยบายอวกาศใหม่ ดันยอดปล่อยจรวดพันลำต่อปีภายในปี 2030
วันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ลงนามบันทึกนโยบายการขนส่งอวกาศแห่งชาติฉบับใหม่ หรือ National Space Transportation Policy (NSPM-17) เพื่อยกเครื่องระบบขนส่งอวกาศของประเทศครั้งใหญ่ พร้อมตั้งเป้าเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการปล่อยจรวดมากกว่า 1,000 ลำต่อปีภายในปี 2030 นับเป็นการปรับปรุงนโยบายด้านการขนส่งอวกาศระดับชาติครั้งสำคัญ หลังจากไม่มีการปรับปรุงในลักษณะนี้มาตั้งแต่ปี 2013
นโยบายใหม่เกิดขึ้นในช่วงที่อุตสาหกรรมอวกาศเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะบริษัท SpaceX ที่ผลักดันให้จำนวนการปล่อยจรวดของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลจึงต้องการขยายโครงสร้างพื้นฐานให้ทันกับความต้องการของภาคเอกชน พร้อมปรับกระบวนการอนุญาตและการปฏิบัติงานให้รวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกันยังสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการเส้นทางบินและการปฏิบัติการของจรวดเข้ากับระบบควบคุมการจราจรทางอากาศยุคใหม่ เพื่อให้การปล่อยจรวดจำนวนมากสามารถดำเนินการได้อย่างปลอดภัย
หนึ่งในหัวใจสำคัญคือการเร่งเพิ่มศักยภาพของฐานปล่อยจรวด โดยให้องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NASA กระทรวงคมนาคม และกระทรวงกลาโหม ร่วมกันสำรวจพื้นที่และยกระดับฐานยิงเดิมให้รองรับภารกิจได้มากขึ้นภายใน 180 วัน นอกจากนี้ รัฐบาลยังสั่งให้จัดหาที่ดินของรัฐบาลกลางที่เหมาะสมภายใน 90 วัน เพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่ร่อนลงจอดของจรวด ซึ่งจะมีความสำคัญอย่างมากต่อยุคของจรวดนำกลับมาใช้ใหม่
อีกประเด็น คือ การลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่อาจทำให้โครงการล่าช้า รัฐบาลทรัมป์ต้องการต่อยอดแนวทางที่เริ่มผลักดันมาตั้งแต่ปี 2025 เพื่อทำให้การก่อสร้างฐานปล่อยและการดำเนินภารกิจอวกาศเชิงพาณิชย์สามารถเดินหน้าได้เร็วขึ้น
ด้านบริษัท SpaceX ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอวกาศของสหรัฐฯ อีลอน มัสก์ ซีอีโอของบริษัท ประกาศเป้าหมายที่ทะเยอทะยานกว่านโยบายรัฐบาล โดยระบุว่า SpaceX ต้องการผลักดันยาน Starship ให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้มากถึงวันละ 30 เที่ยวบินภายในปี 2030 หากทำได้ตามเป้าหมายจะเท่ากับมากกว่า 10,000 เที่ยวบินต่อปี ซึ่งจะเปลี่ยนรูปแบบการเข้าถึงอวกาศจากการปล่อยเป็นครั้งคราวไปสู่ระบบขนส่งที่มีความถี่สูงอย่างแท้จริง
นโยบายการขนส่งอวกาศแห่งชาติ NSPM-17 ยังให้ความสำคัญกับความมั่นคงแห่งชาติ โดยกำหนดให้สหรัฐฯ มีทางเลือกในการส่งดาวเทียมและอุปกรณ์ขึ้นสู่อวกาศจากผู้ให้บริการหลายราย พร้อมพัฒนามาตรฐานการเชื่อมต่อที่มีความยืดหยุ่น เพื่อให้สามารถเปลี่ยนจรวดหรือยานปล่อยได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน แนวคิดนี้จะช่วยลดการพึ่งพาระบบใดระบบหนึ่ง และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศของกองทัพ
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังได้รับมอบหมายให้ศึกษาเทคโนโลยีขนส่งอวกาศรูปแบบใหม่ ทั้งเครื่องบินอวกาศและระบบขนส่งในวงโคจร โดยต่อยอดจากโครงการ Tactically Responsive Space ของกองทัพอวกาศสหรัฐฯ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ สามารถเตรียมภารกิจปล่อยดาวเทียมได้ภายในเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมง ตัวอย่างสำคัญคือภารกิจ Victus Nox ที่ใช้เวลาเตรียมการประมาณ 27 ชั่วโมง และ Victus Haze ที่สามารถลดเวลาลงเหลือเพียง 17 ชั่วโมง
รัฐบาลสหรัฐฯ มองว่านโยบายใหม่นี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพิ่มจำนวนการปล่อยจรวด แต่ต้องการสร้างระบบเศรษฐกิจอวกาศที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ตั้งแต่การผลิตสินค้าและยาในอวกาศ การพัฒนาวัสดุมูลค่าสูง ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของดาวเทียมนำทางและระบบพยากรณ์อากาศบนโลก
ขณะเดียวกัน เป้าหมายของสหรัฐฯ ยังขยายออกไปไกลกว่าวงโคจรต่ำของโลก โดย NASA จะต้องเดินหน้าพัฒนาระบบโลจิสติกส์เชิงพาณิชย์บนดวงจันทร์ผ่านโครงการ Commercial Lunar Payload Services หรือ CLPS และโครงการ Artemis รวมถึงเพิ่มความร่วมมือกับภาคเอกชนในการส่งหุ่นยนต์ไปสำรวจดาวอังคาร
หากนโยบายการขนส่งอวกาศแห่งชาติ NSPM-17 เดินหน้าได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด สหรัฐฯ อาจเข้าสู่ยุคใหม่ของการขนส่งอวกาศที่มีทั้งจรวดนำกลับมาใช้ใหม่ ฐานปล่อยจำนวนมาก ระบบเตรียมภารกิจแบบเร่งด่วน และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับภารกิจตั้งแต่การส่งดาวเทียม ไปจนถึงการสร้างฐานปฏิบัติการบนดวงจันทร์และการเตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจมนุษย์สู่ดาวอังคารในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- นาซาชี้จุลินทรีย์โลกอาจรอดชีวิตที่ขั้วใต้ดวงจันทร์
- NASA เผยภาพสุริยุปราคาบนดาวอังคาร บันทึกโดย Perseverance
- NASA เผยภาพหลุมบนดวงจันทร์ หลังชิ้นส่วนจรวด Falcon 9 ของ SpaceX พุ่งชน I TNN Tech
- NASA ชวนอินเดียสร้างฐานดวงจันทร์ขั้วโลกใต้ สู้ศึกอวกาศจีน
- ดาราศาสตร์พบ ชั้นบรรยากาศดาวพลูโตบางลง 16% ชี้เป็นวัฏจักรฤดูกาล