โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สิ่งที่ได้เรียนรู้ จาก บินหลา สันกาลาคีรี

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 23 ธ.ค. 2568 เวลา 02.11 น. • เผยแพร่ 23 ธ.ค. 2568 เวลา 02.11 น.

บทความพิเศษ |วรพจน์ พันธุ์พงศ์

ภาพ : ธวัชชัย พัฒนาภรณ์

สิ่งที่ได้เรียนรู้

จาก บินหลา สันกาลาคีรี

อยู่กับพี่มาราวๆ 15-16 ปี (2009-2025) ผมมีเรื่องอึดอัดใจครั้งหนึ่งตอนเริ่มทำ WRITER เราอาศัยขอแบ่งเช่าชั้นล่างบ้านเพื่อนเป็นสำนักงานชั่วคราว นิตยสารเพิ่งตั้งไข่ มีเรื่องราวสารพัดให้ทำ ให้แก้ปัญหา จู่ๆ เพื่อนผมคือปราบดา หยุ่น และ วาด รวี ร่างจดหมายถึงเพื่อนนักเขียนขึ้นมา ส่งต่อ ขอความเห็นให้ร่วมลงชื่อ กรณีแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ตามแนวเสนอของคณะนิติราษฎร์

ตัวผมนั้นไม่ต้องบอกว่าคิดอะไร เอายังไง แต่ที่ว่าอึดอัด ไม่รู้จะเลือกทางไหนดี ก็เรื่องจดหมายที่ได้รับ ผมควรจะส่งให้พี่หรือเปล่า

เราเพิ่งร่วมงานกันได้ปีเศษๆ จากเคสหนังสือที่ระลึกส่งพญาอินทรี ‘รงค์ วงษ์สวรรค์’ คืนสู่ฟากฟ้าอักษร รู้จัก ไว้ใจ พอเดาใจได้หลายอย่าง แต่ครั้งนี้ผมชั่งใจนาน

ผมรู้ พี่ไม่ใช่คนในปีกเสื้อแดง พอรู้ ว่าพี่ก็ไม่ใช่พวกเสื้อเหลือง เอาจริงๆ 112 ก็ไม่ใช่เรื่องสีเสื้อ มันมีมิติอื่นตื้นลึกและเรียกร้องความรู้ความเข้าใจการเมืองไทยมากไปกว่านั้นซึ่งพี่ก็เป็นนักประวัติศาสตร์ นักอ่าน นักค้นคว้าวิจัยตัวเอ้ แม้กระนั้นผมก็มิวายกังวล ด้วยไม่อยากก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว สิทธิเสรีภาพทางความคิดของใครก็ของใคร ตั้งแต่ต้นทาง เราต่างก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน เห็นพ้องกันว่าจะรื้อฟื้นนิตยสารเล่มหนึ่ง ทำงานด้วยกันสักสองปี จากนั้นค่อยหาบรรณาธิการคนใหม่มารับไม้ต่อ เรื่องมันก็มีเท่านั้น แต่ก็นั่นแหละ ค่าที่นั่งโต๊ะติดกัน เจอกันทุกวัน มีเรื่องสำคัญเกิดขึ้นจะให้ผมทำเฉย ก็ผิดวิสัย

ผมตัดสินใจส่งต่อจดหมายนั้นให้พี่

เลิกงาน แยกย้าย เงียบหายไปคืนหนึ่ง เช้ามาเจอหน้ากันที่ออฟฟิศ พี่บอก “ผมเอาด้วยกับพวกคุณ” มีข้อเสนอกำกับไว้ด้วยว่า เวลาลงชื่อ เรียงรายชื่อ (ตอนนั้นเพิ่งมีราว 6-7 นักเขียนสารตั้งต้น) พี่บอก–ถ้าไม่เอาชื่อบินหลาไว้ท้ายสุด ก็ขอเป็นชื่อแรกสุด

ราวสักสัปดาห์ เมื่อข่าวสารแพร่กระจายไป หลังเลิกงานมืดค่ำคืนหนึ่ง พี่เปิดเบียร์ เทใส่แก้วให้ผมและรินให้ตัวเอง นั่งเงียบๆ สักครู่แล้วเล่าเรื่อง “พ่อผมร้องไห้ เสียใจที่ผมลงชื่อแก้ 112 เขาอยากให้ผมถอน”

ผมฟังเงียบๆ พอรู้แบ๊กกราวนด์ครอบครัวพี่อยู่บ้าง พ่อเป็นข้าราชการเกษียณ ใกล้ชิดผู้หลักผู้ใหญ่เมืองสงขลา ชีวิตบางช่วงพาดเกี่ยวสัมพันธ์กับอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีชื่อสกุลเป็นชื่อสะพาน ทุกครั้ง ทุกวงสนทนา ปกติเราคุยกันยืดยาว แต่ค่ำนั้นพี่พูดน้อย และถัดมาน้ำตาไหล ผมไม่ชอบเวลาแบบนี้เลย ทำอะไรไม่ถูก กับหญิงสาวคนรักก็ปลอบไม่เป็น แล้วนี่กับเพื่อนผู้พี่ ยิ่งแล้วใหญ่

“ผมเสียใจมากที่ทำให้พ่อเสียใจ”

ผมก็เสียใจ ไม่น่าส่งจดหมายนั้นให้พี่เลย แต่จะส่งไม่ส่ง จะช้าจะเร็ว พี่ก็ต้องเห็นอยู่ดี มันดีกว่าหรือเปล่าที่อยู่ด้วยกัน มีอะไรก็พูดคุยกัน เห็นคล้อย เห็นต่าง สำหรับผมแม่งโคตรปกติ กับแม่ซึ่งผมท่องทัศนะ อัลแบร์ กามูส์ แม่นมั่นว่า–ผมรักแม่มากกว่าความยุติธรรม ผมยังเถียง และเห็นต่างออกบ่อยไป

สถานะในครอบครัวเป็นเรื่องพูดยาก ไม่ว่าจะโตแค่ไหน อายุเท่าไร ในสายตาพ่อแม่ ลูกก็คือลูกวันยังค่ำ และมันมีเพดานหรือลำดับขั้นบันไดบางชนิดบล็อกไว้เสมอว่าผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน บุพการีเป็นพระในบ้านที่บุตรหลานพึงเคารพเชื่อฟัง ปัญหาก็คือเรื่องในโลกมีมาก และแม้สัมพันธ์ผูกพันโดยสายเลือด ทั้งที่เคารพรัก แต่ละคนก็คิดแตกต่างกันไป เคลื่อนไหวเรียนรู้ในยุคสมัยของตัวเองซึ่งโดยทั่วไปฝ่ายพ่อแม่ก็เข้าใจ และรับได้ (แม้อาจไม่เห็นด้วย) แต่กับเรื่องแหลมคมรอบนี้มันเขย่าเสาเข็มจารีตรุนแรง สั่นสะเทือนจนเกิดปรากฏการณ์บ้านแตก แยกพ่อลูกเดินทางใครทางมัน บ้างประชดประชันด้วยการตั้งนามใหม่ ‘ไม่มีนามสกุล’

เพื่อถนอมสายใยรัก นักเขียนบางคนกลืนน้ำลายตัวเอง ยอมถอนชื่อออก

ผมเข้าใจ เราเป็นตัวของตัวเองตลอดเวลาไม่ได้อยู่แล้ว ระหว่างครอบครัวกับความคิด บางเราก็ต้องยอมละวาง อนุโลม เลือกรักษาบ้าน เก็บอุดมการณ์ใส่ลิ้นชักไว้ก่อน มีโอกาสค่อยหาทางคลี่คลาย ขยายผล

ในแสงสลัว แก้วเบียร์และความเงียบอันหน่วงหนัก พี่มองหน้าผม พูดชัดถ้อยชัดคำ

“แต่ผมไม่ถอนนะ”

หลายปีต่อมา พี่เป็นคนชวนผมไปหา ไผ่ ดาวดิน

ตอนนั้นพี่ไม่อยู่ในสภาพปกติเท่าไร หลังเส้นเลือดในสมองตีบ มิถุนายน 2014 ผมไม่เคยเห็นพี่แข็งแรงอีกเลย มีแต่ป่วยมาก ป่วยน้อย แล้วก็ดูสิ ตัวอยู่เชียงใหม่ โทรฯ หาผมซึ่งอยู่ จ.น่าน ชักชวนกันไปเรือนจำขอนแก่น (ก่อนวางสายมีตบท้ายด้วยว่า ถ้าคุณไม่ว่าง ไม่เป็นไร ผมไปคนเดียวก็ได้ -เป็นไงล่ะ พี่ผม) โอเค ไปก็ไป สถานการณ์แบบนี้มันมีทางเลือกด้วยเหรอ

เรานัดเจอกันที่สถานีขนส่ง จ.แพร่ ในเช้าวันรุ่งขึ้น และเพียงฝ่าไฟแดงแรก ผมก็รู้แล้วว่าร่างกายพี่ไม่พร้อมเลย สมาธิไม่ค่อยดี เหม่อเมินสัญญาณไฟ แต่ดูขนาดของหัวใจ ดูความคิด การกระทำ เพื่อยืนหยัดเคียงข้าง น้อมกายแสดงตัวว่าเป็นเพื่อนกับนักศึกษานิติศาสตร์คนหนึ่งที่ติดคุกเพียงเพราะกดแชร์ข่าวบีบีซี

ลองนึกถึงใจเขาใจเรา ลองนึกถึงหัวอกพ่อแม่ คนรัก การพลัดพราก พี่ทำให้ผมเห็นว่ามันสำคัญ มันมีค่า ในเวลาห้านาทีที่ได้คุยกับไผ่ (ผ่านโทรศัพท์/ ห้องกั้นกระจก) พี่ไม่เคยพูดพล่ามหรือใช้คำโตเลยเรื่องขับรถข้ามจังหวัด ใช้เวลาเป็นสิบชั่วโมงเพื่อจะได้เห็นหน้าแค่ห้านาที โดยไม่ต้องคิดมาก พี่ทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำ

ทำในฐานะมนุษย์ที่รู้แยกแยะผิด ชอบ ชั่ว ดี

‘ไผ่ อานนท์ และคนหนุ่มสาวของเรา’ หัวข้อนี้ผมคิดและชวนพี่มาคุยที่ร้าน on the rose แยกบางขุนพรหม คิดเร็วๆ หลังรับรู้ว่าพี่เพิ่งขึ้นมาจากสงขลา ผมลงจากน่านไปร่วมเดินทะลุฟ้า พอมีเวลาเจอกันที่กรุงเทพฯ ได้เล็กน้อย ก็เลยหาเรื่องทำอะไรกัน คิดว่าน่าจะดี ยิ่งยามนี้ยังไงมันก็น่าจะดีกว่านั่งมองตากันเฉยๆ ‘ว่าด้วยความรัก ความคิดถึง และมาตรา 112’ หัวข้อนี้ผมคิด ชวนพี่มาพูดที่ห้องสมุดบ้านๆ น่านๆ หลังจากเจอกันในเมืองหลวง หลังวงสนทนาวันนั้นแหละ พี่มีไอเดียขึ้นเชียงใหม่ แต่ก่อนไปเชียงใหม่ ผมเสนอว่าแวะน่านก่อนจะเป็นไร นักเดินทางระดับ ‘ดื่มทะเลสาบ อาบทะเลทราย’ น่านมันแค่ปากซอย

ทั้งสองงาน คนเยอะมาก เยอะแน่นร้าน เลิกงานแล้วก็ไหลยาว จับกลุ่มคุยกันต่อ มันคล้ายเป็นห้วงยามที่โหยหา อยู่ในบรรยากาศการเมืองที่ปรารถนาคนพูดคุย และพี่ก็ยินดีร่วมสร้างพื้นที่ใหม่ เปิดใจเปิดวง กล้าเสี่ยงกล้าแลก ในสถานการณ์ที่ดูไม่น่าไว้วางใจไปหมด ทั้งในทางกฎหมาย ไอโอ ลามไปถึงทัศนะแฟนหนังสือซึ่งอาจจะยืนอยู่คนละมุม

นักเขียนและศิลปินจำนวนไม่น้อยกลัวเสียแฟน (จำนวนเท่าหยิบมือ) เลือกหุบปาก หัวหดในกระดอง ไม่กล้าออกมาเป็นเพื่อน ไม่แสดงความคิด ทั้งที่มีอาชีพเสนอเรื่องเล่าและความคิด ขณะที่พี่ซึ่งได้ซีไรต์จาก ‘เจ้าหงิญ’ ไม่กังวลเรื่องแบบนี้เลย พี่พูดพี่ทำเป็นปกติ แม้กับเรื่องไม่ปกติอย่าง 112 เรื่องที่หลายคนเลือกใส่เกียร์ว่าง วางไว้เป็นพื้นที่ละเว้น จบวงเสวนาที่น่าน โควิด-19 ออกฤทธิ์แรงขึ้น การเดินทางยุ่งยาก หลายเมืองปิดตาย ไม่อนุญาตให้คนเข้าออก

สรุปว่าพี่ต้องอยู่น่านเป็นเดือน ไม่ได้ไปบ้านที่เชียงใหม่ และไม่ได้กลับไปอีกเลย

แต่ที่ลาว เราไปด้วยกันสองครั้ง

บินไปลงหลวงพระบางครั้งหนึ่ง และอีกครั้งนั่งรถไฟไปหนองคาย ต่อเข้าเวียงจันทน์ เป้าหมายการเดินทางทั้งสองครั้งมีปลายทางเดียว คือวัฒน์ วรรลยางกูร

นักเขียนลี้ภัย นักเขียนต้องคดี 112 ไม่มีใครอยากยุ่ง ไม่มีใครกล้าตีพิมพ์ผลงาน พี่ (ในสภาพที่ป่วยทั้งร่างกายและเศรษฐกิจ) พิมพ์ ‘มนต์รักทรานซิสเตอร์’ และ ‘ฉากและชีวิต’ ในรอบแรก และอีกรอบกับมาสเตอร์พีซ ‘คีตกวีลูกทุ่ง ไพบูลย์ บุตรขัน’ ที่พี่วัฒน์รับเงินค่าต้นฉบับไปปลูกบ้านริมบึง บ้านที่เขาอยู่ได้แค่สองเดือนก็มีข่าวร้ายเรื่องสามศพลอยแม่น้ำโขง

ทั้งที่หนีไทยมา ทั้งที่เพิ่งลงทุนลงแรงสร้างบ้านใหม่ (ตั้งชื่อว่าบ้านเสรีภาพ) ก็จำใจต้องทิ้งไปฝรั่งเศส ผมยังจำได้ รอบแรกไปเดือนตุลาคม 2017 เราพักที่หลวงพระบางคืนหนึ่ง พี่วัฒน์เปิดโรงแรมรออยู่ชานเมือง ทำนอง-หลบๆ หน่อย ไม่ควรประเจิดประเจ้อ เพื่อไม่ให้เสียลับ วงสนทนาวันนั้นมีใจกลางอยู่ที่เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เพราะเราไปเจอกันวันที่ 6 ตุลาฯ พอดี พูดแล้วก็เหลือเชื่อ ผู้ชายคนหนึ่งจำต้องทิ้งงาน ทิ้งเมือง หนีเข้าป่าจากการฆ่ากลางเมือง ตุลาคม 1976 และพอรัฐประหาร พฤษภาคม 2014 ก็จำต้องทิ้งบ้าน ทิ้งลูก กระเซอะกระเซิงจากมาตุภูมิอีกครั้ง มันเป็นวงเวียนวงจรอุบาทว์ที่สลัดหลีกหนีไม่พ้น ชะตากรรมบ้านเมืองส่งผลต่อวิถีชีวิตผู้คนบางชนิดโดยตรง

รุ่งขึ้น พวกเรานั่งรถโดยสารเบียดๆ กันไปค้างที่วังเวียงคืนหนึ่ง เหล้าอร่อย แม่น้ำงดงาม เพลงลูกทุ่งที่เล่นคลอไพเราะ แต่เรื่องเล่าหม่นคล้ายนวนิยายที่ดำเนินถึงตอนอึดอัดพลัดพราก ตัวละครหลักตัวหนึ่งป่วย อีกตัวลำบากยากไร้ วันๆ หวาดระแวง หลบหนี พยายามประคับประคองลมหายใจ ตลกร้ายที่สุดก็คือพี่ๆ ทั้งคู่เป็นนักเขียน แต่กำหนดอนาคตตัวละครในนวนิยายชีวิตของตัวเองไม่ได้เลย

“สู้ๆ นะ” ก่อนจากที่เวียงจันทน์ พี่วัฒน์โอบหลังตบไหล่ พี่นึกออกใช่ไหม ผู้ลี้ภัยอวยพรคนป่วยผู้มาเยือน มันเป็นซีนที่สะทกสะเทือนความรู้สึกผมมากๆ ครั้งหนึ่ง

ทริปที่สอง มิถุนายน 2018 คราวนั้นเราตามพี่วัฒน์ไปดูความฝันใหม่ เขากำลังเตรียมปลูกบ้านริมบึง เพิ่งขุดบ่อและมีกระท่อมเล็กๆ หลังหนึ่ง ผมนั่งดื่มไวน์กับนักเขียนสิงห์สาโท พี่ยืนเก้ๆ กังๆ เกาะราวไม้ไผ่ง่อนแง่น เพราะเพียงจะปีนขึ้นนั่งด้วยก็ทำได้ยาก นั่นไม่ต้องพูดถึงว่าจะสามารถร่วมดื่ม ร่างกายพี่ทรุดโทรมเต็มที เดินช้ากดเกร็งทีละก้าว ยกกระเป๋าเดินทางเองไม่ไหว

แต่แยกกับพี่วัฒน์แล้ว คืนก่อนกลับไทย เรานั่งคุยกันใต้ลานลั่นทมว่าจะจัดงานเปิดตัวหนังสือ ‘คีตกวีลูกทุ่ง ไพบูลย์ บุตรขัน’ เป็นวาระร้อยปีชาตกาลพอดี ร้อยปีที่สังคมไทยให้ค่าครูน้อยเหลือเกิน มีอัจฉริยะยืนอยู่อย่างโดดเด่นก็มองไม่เห็นอัจฉริยะ

เราจัดงานวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ร้านเฮมล็อก

ผู้ใหญ่ที่เรารัก-สุจิตต์ วงษ์เทศ มาช่วยพูดเรื่องประวัติศาสตร์เพลงลูกทุ่ง

สมพงค์ ศิวิโรจน์ คนเขียนเพลงวงมาลีฮวนน่าซึ่งไม่ยอมออกงานที่ไหนเลยมากว่า 20 ปี มาอภิปรายถึงคุณค่าคำเพลง

“20-25 ตุลา ว่างไหมครับ” พี่ส่งข้อความมาถามผม

ตุลาคมปีนี้ ไม่ถึงสองเดือนมานี้ พี่ชวนไปหาเพื่อนๆ ชาวอุบลฯ ด้วยกัน มองชีวิตตัวเองแล้วถามว่าว่างไหม ก็คงไม่หรอก แต่ผมก็รับปากว่าไป นั่งรถทัวร์จากน่านไปอุบลฯ 16 ชั่วโมง เพราะประโยคถัดมาของพี่ดักไว้ว่า “ผมอาจเดินทางได้เป็นครั้งสุดท้าย”

ระหว่างเรา เป้าหมายก็ไปเที่ยวนั่นแหละ ไปหาเพื่อน แต่เที่ยวแบบเราก็แบกเอาความรักความคิดถึงไปด้วย ใช่ จะเป็นใครอื่นไปได้ นอกจาก วัฒน์ วรรลยางกูร เราจะเปิดวงคุยถึงชีวิต ‘ต้องเนรเทศ’ ของเขาที่ร้านฟิลาเดลเฟีย

“ผมอยากฟังงานพี่วัฒน์ครับ ถ้าถามว่าพร้อมไหม ผมคิดว่ายังครับ ผมคงต้องอ่านหนังสืออีกครั้ง ผมลืมเนื้อหาในหนังสือไปเยอะเลยครับ แต่ในฐานะนักเขียน ผมอยากพูดอยากฟังเรื่องของพี่วัฒน์มาก อยากเจอคุณด้วย” พี่เขียนมาหาผม

ใครคนอื่นเขาเกลียดเขากลัว ไม่อยากยุ่งกับพวกมีคดี 112 ไม่อยากข้องแวะผู้ลี้ภัย ทำไมพี่ทำในสิ่งตรงกันข้าม เลือกทำแม้ในจังหวะวันเวลาชีวิตเคลื่อนคล้อย นับถอยหลัง

28 ตุลาคม 2025 พี่ส่งข้อความนี้มา

“เป็นทริปที่ดี และอยู่ในความทรงจำมากครับ ถ้าคุณว่าง หาเวลาทำแบบนี้กันอีก”

ในช่องทาง messenger และการสื่อสารระหว่างเรา นี่เป็นข้อความสุดท้าย

บ่ายวันที่ 6 พฤศจิกายน นกบินหลาตัวนั้นจากไป ลาจากไป-ในอ้อมแขนของคนรัก ลาใน scene และ mission ที่คล้ายเซ็ตสร้างไว้ complete แล้ว ในนามของนักเขียนบทละครผู้หลงใหลการใช้ชีวิต

ครบหนึ่งเดือนพอดี วันนี้ 6 ธันวาคม หนึ่งเดือนในฤดูหนาวที่ว้าเหว่ คิดจะพูดจะคุย เผลอหยิบโทรศัพท์ บางทีเปิดกล่องข้อความก็ใจหาย

จากแรกที่ผมบอกว่าอึดอัด เรื่องจดหมายที่ถัดมาทำให้พ่อพี่เสียใจ ขอให้ถอนชื่อ ไม่นานพวกเราโดนเอาไปแขวนขึ้นปกหนังสือพิมพ์ค่ายหนึ่ง พูดง่ายๆ คือเอาไปด่านั่นแหละ พี่จำได้ใช่ไหม ทำหนังสือมาตั้งมาก ทำสื่อมาแทบทั้งชีวิต ทั้งผมและพี่น่าจะมีโอกาสขึ้นปกหนังสือพิมพ์ครั้งนั้นครั้งเดียว ขึ้นปกในฐานะปีศาจ กบฏ คิดคดต่อบ้านเมือง-สถาบัน

ช่างมัน นั่นเป็นทัศนะคนอื่น ทัศนะคนบางกลุ่มบางพวกที่พิพากษาโดยไม่มาคุยกับเราเลย คิดเอง เออเอง ว่ามีแต่ฝ่ายพวกเขาเท่านั้นที่หวังดีต่อแผ่นดิน

ไม่เป็นไร นั่นความคิดคนอื่น สำหรับผม ด้วยสายตาที่ผมเห็นในระยะประชิด เห็นอย่างต่อเนื่องหลายปี ผมคิดว่าสิ่งที่พี่ทำมาทั้งหมดคือเกียรติยศอันงดงาม เกียรติยศที่นักเขียนไทยคนหนึ่งทุ่มเททำมาด้วยความรักในวิชาชีพและเพื่อนร่วมชาติ

เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับที่ได้ร่วมทางและเรียนรู้จากพี่

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สิ่งที่ได้เรียนรู้ จาก บินหลา สันกาลาคีรี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...