ปี 69 การเมืองร้อน – เลือกตั้งเดือด เดิมพันกลเกมกระดาน ‘อำนาจ’
การเมืองปี 2569 เดิมพันใหญ่ของ “เครือข่ายอำนาจ” โดยผลการเลือกตั้ง 8 ก.พ. จะเป็นตัวชี้วัดทิศทางของ “ประเทศไทย” ว่าประชาชนจะฝากความหวังเอาไว้กับ “พรรคการเมือง” สีใด - ขั้วไหน
หาก “เครือข่ายเก่า” สามารถกุมสภาพเอาไว้ได้ การสร้างโครงข่ายอำนาจ อาจจะเบ่งบานมากกว่าเก่า เพราะหลังปฏิบัติการพลิกขั้ว ด้วยการล้มรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดย “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ถูกเชิดให้มานั่งเก้าอี้ผู้นำ บรรดา “เครือข่าย” วิ่งเข้าสู่ “ใจกลางอำนาจ” ไม่ขาดสาย
ในทางกลับกัน หาก “เครือข่ายเก่า” ไม่สามารถกุมอำนาจเอาไว้ได้ อาจจะต้องเผชิญกับแรงเสียดทานหนักหน่วง เพราะอาจเป็นไฟต์บังคับให้ “หัวขบวนอนุรักษ์” สลับหน้าไพ่ เพื่อประคับประคองสถานะของตัวเอง
ฟากฝั่ง “ขั้วเสรีนิยม” มีเดิมพันใหญ่เช่นเดียวกัน เพราะต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งปี 2566 “เครือข่ายอนุรักษ์” ในเวทีเลือกตั้งค่อนข้างอ่อนแอ ส่งผลให้ “อดีตพรรคก้าวไกล - พรรคเพื่อไทย” ได้เก้าอี้ สส. รวมกันเกือบเกินครึ่ง
โดยส่งผลให้ “หัวขบวนรักษ์” ต้องเปิดดีลกับ “นายใหญ่” ทักษิณ ชินวัตร เปิดทางให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล ก่อนจะโดนโค่นในภายหลัง ไม่ต่างกับ “พรรคประชาชน” จากถือไพ่เหนือ โหวตมอบเก้าอี้นายกฯให้ “อนุทิน” แต่ฉากจบโดนหักหลัง ล้มกระดานแก้รัฐธรรมนูญ ต่อด้วย “ยุบสภา” รีเซ็ตการเมืองกระดานใหม่
ทั้ง “พรรคประชาชน - พรรคเพื่อไทย” โดนปฏิบัติการ “เครือข่ายอนุรักษ์” วางเกมลึกรุมกินโต๊ะ จนกระทบต่อความนิยมทางการเมือง ผนวกรวมกับกระแส “ชาตินิยม” จากสถานการณ์ชายแดน ไทย-กัมพูชา ทำให้ “พรรคอนุรักษ์” กลับมาเข้มแข็ง โดยเฉพาะ “พรรคภูมิใจไทย”
เกมอำนาจจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล
ต้องจับตาหลังปิดหีบเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 เมื่อผลคะแนนออกมา ทิศทางการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล อาจจะสามารถประเมินออกมาได้ โดยมี “3 ก๊ก 3 พรรค” ที่จะเข้ามาอยู่ในสมการ โดยมีแนวโน้มที่การจัดตั้งรัฐบาลอาจต้องลุ้นถึง 3 สูตร
สูตรแรก “พรรคภูมิใจไทย -พรรคเพื่อไทย” อาจเป็นตัวยืน ก่อนจะเลือก “พรรคร่วมรัฐบาล” ที่มีเก้าอี้ สส. ตอบโจทย์จำนวนเสียงของสองพรรคหลัก โดยพุ่งเป้าไปที่ “พรรคกล้าธรรม” และ “พรรคประชาธิปัตย์”
โดยสูตรดังกล่าวมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง เพราะอำนาจยังอยู่ในมือของ “ขั้วเก่า” เพียงแต่เปลี่ยนมือให้ “พรรคภูมิใจไทย” ขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแทน “พรรคเพื่อไทย” เพื่อจำกัดการใช้อำนาจทางการเมืองสไตล์ “ทักษิณ” ซึ่งไม่ตอบโจทย์ “หัวขบวนอนุรักษ์”
สูตรสอง“พรรคภูมิใจไทย - พรรคประชาชน” อาจเป็นตัวยืน แม้ก่อนหน้านี้ “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จะออกมาประกาศไม่ขานชื่อ “อนุทิน” รอบสอง ด้าน “อนุทิน” โชว์จุดยืนไม่ร่วมกับพรรคสนับสนุนการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ม. 112 แต่ทั้ง “อนุทิน - ณัฐพงษ์” ต่างออกมาสงวนท่าทีในภายหลัง
หาก “พรรคภูมิใจไทย” จับมือกับ “พรรคประชาชน” โอกาสที่ “พรรคประชาธิปัตย์” จะได้รับการทาบทามให้ร่วมรัฐบาลมีสูงขึ้นทันที เนื่องจาก “พรรคประชาชน - พรรคประชาธิปัตย์” ต่างก็ประกาศไม่จับมือกับ “พรรคกล้าธรรม”
ทว่า “พรรคภูมิใจไทย” ในฐานะพรรคเบอร์หนึ่ง “ขั้วอนุรักษ์” การมาจับมือกับเบอร์หนึ่ง “เสรีนิยม” มีโอกาสค่อนข้างน้อย ต้องไม่ลืมว่า “หัวขบวนอนุรักษ์” ซึ่งคอนโทรลเกมอยู่ฉากหลัง ไม่ไว้วางใจ “เครือข่ายสีส้ม” ให้เข้ามามีอำนาจ แม้แต่วันเดียว
สูตรสาม“พรรคประชาชน - พรรคเพื่อไทย” อาจจับมือกันจัดตั้งรัฐบาล แม้จะเคยมีอดีตที่ขมขื่น เคยหักเอ็มโอยูกันมาก่อน แต่ความสัมพันธ์ระดับ “ผู้นำจิตวิญญาณ” ยังมีความเชื่อมโยงถึงกัน แต่ข้อจำกัดของ “ค่ายสีแดง” อยู่ที่ “ทักษิณ”
เมื่อ “ทักษิณ” ยังต้องอยู่ในเรือนจำ ที่สำคัญคดีม. 112 แม้จะพ้นผิดในศาลชั้นต้น แต่ “อัยการสูงสุด” มีคำสั่งให้อุทธรณ์คดีดังกล่าว ทำให้ “ทักษิณ” ยังไม่พ้นบ่วง หากเล่นเกมแตกหัก “เครือข่ายอนุรักษ์” จับมือกับ “พรรคประชาชน” อาจจะส่งผลกระทบต่อรูปคดี และผลกระทบอาจขยายวงกว้างไปยังขุมธุรกิจ
ดังนั้นการจับขั้ว เพื่อจัดตั้ง “รัฐบาล” หลังการเลือกตั้ง จึงมีความสำคัญอย่างมาก นอกจากจะเห็นภาพของ “ผู้นำประเทศ” แล้ว ยังสะท้อนถึงสถานะของ “กลุ่มอำนาจ” ที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง หรือคงสถานะเดิมเอาไว้
เดิมพันแก้ไขรัฐธรรมนูญ 60
ขณะเดียวกันวันที่ 8 ก.พ. ยังมีเดิมพัน “รัฐธรรมนูญ 2560” จะไปต่อหรือพอแค่นี้ เนื่องจากจะมีคำถามพ่วงจากการเลือกตั้ง โดยที่ประชุมครม.นัดพิเศษ ได้มีมติให้ทำประชามติสอบถามประชาชนในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยใช้คำถามว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”
โดยการผ่านความเห็นชอบต้องใช้เสียข้างมากของผู้มาออกเสียง และต้องได้เสียงมากกว่าเสียงไม่แสดงความคิดเห็น หากผ่านทั้ง 2 เงื่อนไข ขั้นตอนต่อไป “กกต.” จะส่งผลการออกเสียงประชามติให้กับ “คณะรัฐมนตรีชุดใหม่”
จากนั้น “คณะรัฐมนตรีชุดใหม่” จะส่งให้ที่ประชุม “รัฐสภา” พิจารณา เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 256 เปิดทางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะออกแบบว่าจะใช้วิธีการใด
ทว่าปัญหาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 จะติดเงื่อนล็อกเดิม คือการคงอำนาจ สว. 1 ใน 3 ที่จะต้องใช้เสียงผ่านความเห็นชอบ ซึ่งเคยเป็นเงื่อนไขทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ของ “พรรคประชาชน” ต้องล้มกระดานมาแล้ว
ดังนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 จะเป็นวาระร้อนในสภาฯ ซึ่งมี “เครือข่ายสีน้ำเงิน” คอยคุมเกมเอาไว้ หากได้แก้อาจจะถูกมองว่าเป็น “รัฐธรรมนูญสีน้ำเงินเข้ม” เสียมากกว่า
ม.112 บ่วง “ทักษิณ”
“นายใหญ่” ทักษิณ ชินวัตร ยังต้องเผชิญวิบากกรรมทางการเมือง โดยต้องลุ้นว่าจะออกจากเรือนจำกลางคลองเปรมในวันเวลาใด ภายหลังต้องกลับไปรับโทษจากผลพวง “คดีป่วยทิพย์” รักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2568
ล่าสุด “ทักษิณ” ยังไม่ได้ปรับเลื่อนชั้นเป็นนักโทษชั้นดี จึงไม่เข้าข่ายตามโครงการพักการลงโทษกรณีทั่วไป เมื่อรับโทษครบ 6 เดือน ทำให้ “ทักษิณ” อาจได้รับการพิจารณาพักโทษล่าช้าออกไป
ขณะเดียวกันยังมีบ่วง “คดี ม. 112” แม้ “ศาลชั้นต้น” จะพิพากษายกฟ้อง กรณีให้สัมภาษณ์สำนักข่าวแห่งหนึ่งที่กรุงโซล เกาหลีใต้ เมื่อปี 2558 โดยกล่าวหาว่ามีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
ทว่า “อิทธิพร แก้วทิพย์” อัยการสูงสุด มีความเห็นว่าการกระทำ “ทักษิณ” เป็นความผิดตามฟ้อง จึงเห็นควรที่จะยื่นอุทธรณ์คดีให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณาต่อไป แม้ก่อนหน้านี้คณะกลั่นกรองของคณะกรรมการพิจารณาคดี ม. 112 ของอัยการ มีมติ 8-2 เห็นควรไม่อุทธรณ์ แต่ “อิทธิพร” ใช้อำนาจอัยการสูงสุดมีคำสั่งให้อุทธรณ์คดีได้
หลังจากนี้จึงต้องจับตาว่า “อัยการ” จะมีแนวทางการต่อสู้คดีอย่างไร ฝั่ง “ทนายทักษิณ” จะช่วย “นายใหญ่” ให้พ่วงได้หรือไม่
ชี้ชะตา 44 สส. อดีตก้าวไกล
ด้าน “เครือข่ายสีส้ม” ยังมีบ่วง “44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล” ปมเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ม.112 ติดค้างอยู่ โดยคณะกรรมการไต่สวนป.ป.ช. สรุปสำนวนคดีไปแล้ว โดยมีกระแสข่าวว่ามีมติชี้มูลความผิด 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ทุกคน
อย่างไรก็ตามมี “สส.อดีตพรรคก้าวไกล” ยื่นคำร้องขอความเป็นธรรม ทำให้การชี้มูลของ “ป.ป.ช.ชุดใหญ่” ต้องเลื่อนออกไปก่อน ซึ่งไม่น่าจะเกินช่วงต้นปี 2569 จะได้รู้ผลคำวินิจฉัย
สำหรับสถานะของ 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ที่ถูกกล่าวหาคดีดังกล่าว ปัจจุบันได้รับการเสนอชื่อจาก “พรรคประชาชน” ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. จำนวน 14 คน แบ่งเป็น สส.บัญชีรายชื่อ 12 คน ได้แก่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ในฐานะหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ นิติพล ผิวเหมาะ ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล รังสิมันต์ โรม วาโย อัศวรุ่งเรือง วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ณัฐวุฒิ บัวประทุม วรภพ วิริยะโรจน์ คำพอง เทพาคำ ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ (เดิมเป็น สส.กทม.)
โดยมี 2 คนถูกส่งลง สส.เขตเช่นเดิมคือ ธีรัจชัย พันธุมาศ สมัคร สส.กทม. และจรัส คุ้มไข่น้ำ สมัคร สส.ชลบุรี
เมื่อไล่ดูชื่อ “ขุนพลสีส้ม” ที่สุ่มเสี่ยงจะโดน ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด จัดอยู่ในระดับหัวแถว ซึ่งมีผลงานในสภา และเป็นคนร่วมกำหนดทิศทางของพรรค ปชน. หากทั้ง 14 คน ต้องพ้นจาก สส. และอาจจะโดนโทษแบนทางการเมือง ผลกระทบจะเกิดขึ้นกับ “พรรคประชาชน” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งหมด คือเดิมพันทางการเมืองปี 2569 ปี จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง หรืออีกปีที่ “เครือข่ายอำนาจ” ยังคงอยู่กับ “กลุ่มเดิม-ขั้วเดิม” เริ่มต้นปี 8 ก.พ. 2569 “ประชาชน” มีคำตอบ