“โกลด์แมน แซคส์” ครองอันดับหนึ่งที่ปรึกษาดีล M&A โลก มูลค่ารวม 1.48 ล้านล้านดอลลาร์
โกลด์แมน แซคส์ รั้งอันดับหนึ่งในตารางที่ปรึกษาด้านควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ระดับโลกปี 2025 จากมูลค่าดีลรวมสูงถึง 1.48 ล้านล้านดอลลาร์ รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของเมกะดีล
วันที่ 7 มกราคม 2569 เวลา 08.51 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ยังคงครองอันดับหนึ่งในตารางจัดอันดับที่ปรึกษาด้านการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ระดับโลกในปี 2568 หลังสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดและรักษาตำแหน่งผู้นำได้อีกครั้ง ในปีที่บรรยากาศการเมืองทั่วโลกตึงเครียดและข้อตกลงควบรวมมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่าปีที่ผ่านมาเกิดดีลมูลค่าเกิน 10,000 ล้านดอลลาร์ถึง 68 ดีล รวมมูลค่าราว 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้โกลด์แมน แซคส์คว้าอันดับหนึ่ง โดยบริษัทเป็นที่ปรึกษาในดีลดังกล่าวถึง 38 ดีล มากกว่าธนาคารเพื่อการลงทุนรายอื่น และมีมูลค่าดีลรวมที่ให้คำปรึกษาสูงถึง 1.48 ล้านล้านดอลลาร์ นับเป็นช่วงเวลาที่ดีลขนาดใหญ่เกิดขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ LSEG เริ่มเก็บข้อมูลในปี 1980
สเตฟาน เฟลด์กอยส์ หัวหน้าฝ่าย M&A ระดับโลกของโกลด์แมน แซคส์ ระบุในรายงานแนวโน้ม M&A ปี 2569 ว่าปี 2568 เป็นปีแห่ง M&A ที่โดดเด่นเป็นพิเศษ โดยขับเคลื่อนจากสภาพคล่องของเงินทุนที่มีอยู่ทั่วทุกที่ ส่งผลให้กิจกรรมการควบรวมคึกคักอย่างไม่เคยมีมาก่อน
โกลด์แมน แซคส์ รั้งอันดับหนึ่งทั้งในด้านรายได้ค่าธรรมเนียม M&A และมูลค่าดีลรวมที่ให้คำปรึกษา โดยได้รับค่าธรรมเนียม M&A สูงถึง 4.6 พันล้านดอลลาร์ ตามมาด้วย JPMorgan ที่ 3.1 พันล้านดอลลาร์, Morgan Stanley 3 พันล้านดอลลาร์, Citi 2 พันล้านดอลลาร์ และ Evercore 1.7 พันล้านดอลลาร์
หากพิจารณาปริมาณดีล โกลด์แมน แซคส์, JPMorgan และ Morgan Stanley ครองอันดับหนึ่งถึงสาม ตามลำดับ ขณะที่ Bank of America และ Citi ตามมาเป็นอันดับถัดไป ส่วนดีลที่เกี่ยวข้องกับยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา (EMEA) โกลด์แมนมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 44.7% ในปี 2568 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นอันดับสองนับตั้งแต่ปี 1999
ภาคเทคโนโลยียังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของดีลในปีที่ผ่านมา ขณะที่ผู้ทำดีลระบุว่า การผ่อนคลายการกำกับดูแลด้านการแข่งขัน โดยเฉพาะในสหรัฐ ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ช่วยเปิดทางให้ดีลที่เคยถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้ สามารถเกิดขึ้นได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ระบบราง สินค้าอุปโภคบริโภค สื่อ ไปจนถึงเทคโนโลยี
แม้โกลด์แมนจะครองตลาดด้วยส่วนแบ่งราว 32% แต่ไม่ได้มีบทบาทในสองดีล M&A ที่ใหญ่ที่สุดของปี ได้แก่ การเข้าซื้อ Norfolk Southern มูลค่า 88.2 พันล้านดอลลาร์ของ Union Pacific และการแข่งขันประมูล Warner Bros Discovery ซึ่งเปิดโอกาสให้ Bank of America, Barclays, Wells Fargo และธนาคารเฉพาะทางหลายแห่งเข้ามามีส่วนร่วม
ด้าน JPMorgan เป็นที่ปรึกษาหลักในดีลของ Warner Bros และช่วยนำทาง Kimberly-Clark ในการเข้าซื้อ Kenvue มูลค่า 5.06 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสองดีลใหญ่ที่สุดของธนาคารในปีนี้ และเมื่อรวมรายได้จากตลาดทุนหุ้นและตราสารหนี้ JPMorgan สามารถแซงโกลด์แมนขึ้นเป็นธนาคารเพื่อการลงทุนที่มีรายได้รวมสูงสุด ด้วยค่าธรรมเนียมรวม 10.1 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับโกลด์แมนที่ 8.9 พันล้านดอลลาร์
การแข่งขันประมูล Warner Bros ระหว่าง Paramount Skydance และ Netflix ซึ่งมีมูลค่ารวมรวมภาระหนี้สูงถึง 1.08 แสนล้านดอลลาร์ และ 9.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ตามลำดับ ยังช่วยผลักดันให้ Wells Fargo, Moelis, Allen & Co รวมถึงสำนักงานกฎหมาย Latham & Watkins ไต่อันดับขึ้นอย่างโดดเด่น โดย Wells Fargo กระโดดขึ้นมาอยู่อันดับ 9 หลังให้คำปรึกษาดีลมูลค่าเกิน 10,000 ล้านดอลลาร์ถึง 10 ดีล
ผู้เชี่ยวชาญจาก Latham & Watkins ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของดีลขนาดใหญ่เกิดจากการขยายขนาดโดยธรรมชาติของตลาด หลังดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวขึ้นแรงในปีที่ผ่านมา ทำให้มูลค่าดีลสูงขึ้นตาม พร้อมมองว่าแนวโน้มการควบรวมยังคงสดใส เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเริ่มลดลง เงินสดในงบดุลบริษัทสหรัฐยังอยู่ในระดับสูง และตลาด IPO ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ M&A กลายเป็นช่องทางสำคัญในการออกจากการลงทุน
อ้างอิง : reuters.com