“ตลาดหุ้นเอเชีย” เปิดบวก ตามดาวโจนส์พุ่ง 400 จุด นักลงทุนเก็งเฟดลดดอกเบี้ยสัปดาห์หน้า
"ตลาดหุ้นเอเชีย" เปิดบวก ตามดาวโจนส์พุ่ง 400 จุด นักลงทุนเก็งเฟดลดดอกเบี้ยสัปดาห์หน้า ขณะเดียวกันกระแสคาดการณ์เควิน แฮสเซตต์ มีลุ้นขึ้นแทนพาวเวล หนุนมุมมองผ่อนคลายมากขึ้น
วันที่ 4 ธันวาคม 2568 ตลาดหุ้นเอเชีย เปิดบวกเป็นส่วนใหญ่ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม โดยได้รับแรงหนุนจากทิศทางบวกของตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนที่ผ่านมา หลังดัชนีดาวโจนส์ดีดตัวขึ้นกว่า 400 จุด ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ใหม่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า หลังข้อมูลตลาดแรงงานบ่งชี้ความอ่อนแอที่มากกว่าคาด ทำให้นักลงทุนเริ่มประเมินว่าวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงินอาจมาถึงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม
ตลาดหุ้นสำคัญในเอเชียเคลื่อนไหวในแดนบวก โดยดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นเปิดที่ 49,942.94 จุด เพิ่มขึ้น 78.26 จุด หรือ 0.16% สะท้อนแรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นส่งออกที่ได้อานิสงส์จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง ขณะที่ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงปรับขึ้น 43.28 จุด หรือ 0.17% แตะระดับ 25,804.01 จุด ท่ามกลางแรงซื้อหุ้นอสังหาริมทรัพย์และการเงิน ส่วนดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตของจีนขยับขึ้นเล็กน้อย 1.74 จุด หรือ 0.04% ท่ามกลางความระมัดระวังของนักลงทุนต่อสัญญาณฟื้นตัวที่ยังเปราะบางของเศรษฐกิจจีน
อย่างไรก็ตาม บางตลาดเคลื่อนไหวสวนทาง ภาวะการซื้อขายในเกาหลีใต้ยังอ่อนแรง โดยดัชนี KOSPI ลดลง 0.45% ตามแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและความวิตกต่อสภาพการส่งออก ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นออสเตรเลียปรับตัวลง 0.24% หลังหุ้นเหมืองแร่และพลังงานอ่อนตัวตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกคือรายงานการจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐฯ โดยออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า การจ้างงานเดือนพฤศจิกายนลดลงถึง 32,000 ตำแหน่ง ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 40,000 ตำแหน่ง ทำให้ตลาดเริ่มมองว่าแรงกดดันด้านแรงงานที่คลายตัวจะเปิดทางให้เฟดเร่งลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ธุรกิจขนาดเล็กยังเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด สะท้อนถึงการชะลอตัวที่เริ่มกระจายตัวในวงกว้างมากขึ้นในเศรษฐกิจสหรัฐ
ข้อมูลดังกล่าวทำให้เครื่องมือ FedWatch ของ CME Group ชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักสูงถึง 89% ต่อความเป็นไปได้ที่เฟดจะลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 9–10 ธันวาคม ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 87% ก่อนหน้าการเปิดเผยรายงานจ้างงานครั้งนี้
ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังติดตามกระบวนการสรรหาประธานเฟดคนใหม่อย่างใกล้ชิด หลังมีรายงานว่าทีมบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยกเลิกการสัมภาษณ์ผู้เข้ารอบสุดท้าย ทำให้ตลาดคาดว่า เควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติและที่ปรึกษาคนใกล้ชิดของทรัมป์ มีโอกาสสูงที่จะเข้ามารับตำแหน่งต่อจากเจอโรม พาวเวล ซึ่งจะหมดวาระเดือนพฤษภาคมปีหน้า โดยจุดยืนสนับสนุนการลดดอกเบี้ยเชิงรุกของแฮสเซตต์ยิ่งตอกย้ำมุมมองตลาดว่าทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐกำลังเข้าสู่ช่วงผ่อนคลายมากขึ้น
ในระยะสั้น ตลาดทั่วโลกยังรอคอยการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญมากที่สุด โดยตัวเลขเดือนกันยายนซึ่งจะประกาศในวันศุกร์นี้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่บ่งชี้ว่าแรงกดดันเงินเฟ้อกำลังลดลงเพียงพอหรือไม่สำหรับการเริ่มลดดอกเบี้ยอย่างจริงจังในปีหน้า ทั้งนี้ PCE ยังเป็นมาตรวัดที่สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคได้ดีกว่า CPI เนื่องจากครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างกว่า