เรื่องราวของ 'หนู' และ 'รู' ที่โด่งดัง (แห่งชิคาโก)
ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ
“ชิคาโก” เมืองแห่งวายุแห่งอุษาแลนด์ (USA) คือหนึ่งในมหานครที่ขึ้นชื่อลือชามากที่สุดในเรื่อง “หนู” จากรายงานของบริษัทกำจัดสัตว์น่ารำคาญ ออร์กิน (Orkin) ที่จัดอันดับเมืองหนูชุมมาเป็นเวลาหลายปี ชิคาโกคือเบอร์หนึ่งที่ครองตำแหน่งอยู่ในอันดับท็อปของลิสต์ติดต่อกันมานานนับทศวรรษ
ดังนั้น คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หนึ่งในจุดเช็กอินของเมืองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้คนให้หลั่งไหลมาเยี่ยมชม ถ่ายเซลฟี่ จัดปาร์ตี้ ขอแต่งงาน หรือวางเหรียญอธิษฐานขอโชคลาภ จะเป็นอะไรที่เกี่ยวกับ “หนู”
ที่จริงแล้ว จุดไวรัลนี้เป็นแค่ “พื้นทางเท้าธรรมดา” ที่มีรอยบุ๋มลงไปในเนื้อคอนกรีตเป็นรูปหนูเท่านั้น รอยประทับคล้ายฟอสซิลรูปหนูนี้ น่าจะเกิดจากเจ้าหนูตัวหนึ่งที่โชคร้ายพลัดตกลงไปในปูน ตอนที่ยังไม่แห้งดี
แผ่นทางเท้าดังกล่าวอยู่ในหมู่บ้านรอสโค (Roscoe) จากคำบอกเล่าของคนในพื้นที่ รอยนี้มีอยู่มาเนิ่นนานแล้วนับสิบปีอาจจะถึงสามสิบปีด้วยซ้ำโดยไม่มีใครสนใจ
จนกระทั่งวันที่ 6 มกราคม 2024 แผ่นคอนกรีตรูปหนูนี้ ก็กลายเป็นกระแสโด่งดังขึ้นมาในชั่วข้ามคืน
เมื่อนักเขียนและศิลปินตลกชื่อดัง วินสโลว์ ดูเมน (Winslow Dumaine) โพสต์ภาพรอยนี้ลงไปบนแพลตฟอร์ม X พร้อมแคปชั่นแบบกวนๆ ว่า “มาสักการะรูหนูแห่งชิคาโก (Chicago Rat Hole)”
ชัดเจนว่ารอยประทับรูปหนูที่เด่นชัด แบบหัวเป็นหัว นิ้วเป็นนิ้ว หางเป็นหาง และถ้อยคำประชดประชันของเขา โดนใจผู้คนจากโลกออนไลน์อย่างแรง
ภาพนั้นถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็ว และในเวลาไม่นาน“รูหนูแห่งชิคาโก” ก็กลายเป็นแหล่งแสวงบุญทางอินเตอร์เน็ต
และนั่นทำให้ผู้คนมากมายทั้งจากชิคาโกเองและจากเมืองอื่นๆ ก็เริ่มหลั่งไหลเข้ามาเยี่ยมชมรูหนูแห่งนี้อย่างล้นหลาม
และเมื่อกระแสนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะแบบพุ่งกระฉูด ภาครัฐและธุรกิจในพื้นที่ก็เริ่มตื่นเต้นและพยายามเกาะกระเส ถึงขนาดที่ว่าผู้แทนของเขต 11 ของรัฐอิลลินอยส์ แอนน์ วิลเลียมส์ (Ann Williams) เอารูหนูแห่งนี้ ไปช่วยโพสต์โปรโมตพร้อมทั้งขนานนามจุดเช็กอินแห่งใหม่นี้ว่าเป็น “อัญมณีของเขต 11”
ในขณะเดียวกัน หอการค้าท้องถิ่นก็ไม่น้อยหน้า จัดตั้งรางวัลประกวดตั้งชื่อใหม่ให้ “รูหนู” แห่งนี้ และนั่นทำให้รูหนูแห่งนี้ได้ชื่อเล่นมาอีกมากมาย ทั้ง “ลิล สตักกี้ (Lil Stucky)” “สแปลต (Splat)” “รอสโค โรดเดนต์ (Roscoe Road-dent)” และ “ดิบส์ (Dibs)” …
แต่สุดท้าย ชื่อที่คว้าใจกรรมการไปครองจริงๆ ก็ คือ “สแปลตตาตูย (Splatatouille)” ซึ่งล้อเลียนมาจากภาพยนต์การ์ตูนแอนิเมชั่นชื่อดังของดิสนีย์ “ราตาตูย (Ratatouille)”
แน่นอนว่าเมื่อโด่งดัง ก็ต้องมีประเด็นดราม่า และ “รูหนูแห่งชิคาโก” ก็ไม่รอดพ้นชะตานั้นเช่นกัน
ในวันที่ 19 มกราคม 2024 มีมือดีไม่ทราบชื่อได้ไปแอบเทปูนลงไปถมรูหนูจนแทบหายไป ทำให้ผู้คนในละแวกนั้นทั้งตกใจและเกรี้ยวโกรธกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
มีอาสาสมัครหลายคนรวมตัวกันพยายามช่วยขุดเอาปูนขึ้นมาเพื่อ “กู้ชีพ” รูหนูให้กลับมาใหม่
และในท้ายที่สุด รูหนูก็ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่จนอยู่ในสภาพแทบจะสมบูรณ์
เพื่อเรียกขวัญและกำลังใจแห่ง “รูสแปลตตาตูย” กลับมาใหม่ กิจกรรมต่างๆ รอบๆ รูหนูก็คึกคักและเริ่มเอ็กซ์ตรีมมากขึ้น
ในช่วงเวลาอันสั้น พื้นถนนธรรมดาตรงจุดที่มีรูหนูนั้นก็กลายเป็นที่ประกอบพิธีกรรมต่างๆ มากมาย ตั้งแต่ไว้อาลัยให้หนูโชคร้าย ไปจนถึงงานหมั้น และงานแต่งของคู่สมรสที่มีรสนิยมพิสดารที่อยากให้ซากหนูมาเป็นสักขีพยานแห่งความรัก
ความนิยมของรูหนูยิ่งเพิ่มมากขึ้น ทั้งของสักการะ ของที่ระลึก ของไว้อาลัยก็มากขึ้น บางส่วนก็เน่าเสีย บางส่วนก็กลายเป็นขยะที่กองสุมกีดขวางทางเท้า
ทั้งยังมีมลภาวะทางเสียงจากนักท่องเที่ยวและผู้คนที่แวะเวียนมาไม่ขาดสายที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนนั้นไม่สงบสุขเหมือนดังเดิมอีก
ผู้คนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง“รูหนู” เริ่มเดือดร้อน
จากที่นิยมชมชอบในช่วงแรก ก็เริ่มมีคำร้องเรียนไปที่เมืองชิคาโก และในท้ายที่สุด เพียงแค่สามเดือน หลังจากที่รูหนูแห่งชิคาโกกลายเป็นไวรัลฮือฮาในโลกออนไลน์ ทางเมืองก็ตัดสินใจรื้อทางเท้าส่วนนั้นออก และเทปูนทำทางเท้าแผ่นใหม่ที่สวยงามสะอาดเรียบร้อยให้กับชุมชน
อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ไม่ได้ทุบทำลายรูหนูเจ้าปัญหานั้นทิ้งไป แต่ค่อยๆ บรรจงตัดคอนกรีตที่มีรอยหนูแผ่นนั้นออกมาอย่างระมัดระวัง ยกออกและย้ายเอาไปเก็บรักษาไว้ชั่วคราวที่กรมการขนส่งของเมืองชิคาโก (Chicago Department of Transportation)
… รอการตัดสินใจว่ารูหนูนี้จะมีชะตากรรมเช่นไรต่อไป
แม้เรื่องราวของ “รูหนูแห่งชิคาโก” จะดูเหมือนแคมเปญท่องเที่ยวสุดสร้างสรรค์ที่ช่วยเพิ่มสีสันให้เมือง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในมุมสาธารณสุข “หนู” คือหนึ่งในปัญหาที่น่ากังวลที่สุดของเมืองใหญ่
พวกมันปรับตัวอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้อย่างแนบเนียน
และที่สำคัญ ยังเป็นพาหะของโรคอันตรายมากมาย ไม่เพียงแต่กาฬโรคในอดีต แต่รวมถึงโรคติดเชื้ออื่นๆ ที่อาจแพร่ระบาดสร้างปัญหาได้ในอนาคต
พูดถึงตรงนี้ ผมนึกถึงคลิปหนึ่งที่เพิ่งผ่านตาผมไปใน YouTube คลิปนี้มาจากทีมวิจัยสถาบันวิจัยวิวัฒนาการและความหลากหลายทางชีวภาพไลบ์นิซ (Leibniz Institute for Evolution and Biodiversity Science) ในกรุงเบอร์ลิน
เป็นคลิปประกอบงานวิจัยชื่อ “การล่าเชิงรุกของหนูสีน้ำตาลต่อค้างคาว ณ แหล่งจำศีลขนาดใหญ่ในเขตเมือง ทางตอนเหนือของเยอรมนี : นัยต่อการอนุรักษ์และแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว (Active Predation by Brown Rats on Bats at Urban Mass Hibernacula in Northern Germany : Conservation and One Health Implications)” ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Global Ecology and Conservation
ภาพจากกล้องอินฟราเรดในคลิปนั้นเผยให้เห็นอย่างชัดเจน ภาพของหนูสีน้ำตาลตัวเขื่องที่กระโจนเข้าตะครุบค้างคาวที่กำลังบินอยู่กลางอากาศ ก่อนลากลงมากัดกินอย่างสบายใจยังคงติดตาผมอยู่
นี่เป็นอะไรที่เซอไพรส์ผมมาก เพราะไม่เคยคิดว่าหนูจะล่าค้างคาวได้ โดยเฉพาะในขณะที่กำลังบินอยู่
พฤติกรรมที่ทั้งน่าทึ่งและน่าสะพรึงไปพร้อมกันนี้เล่นเอาผมแทบสตั๊นต์ เรียกได้ว่าเปิดมุมมองใหม่ให้กับผมมากในเรื่องความสามารถในการล่าของหนู
และสะท้อนให้เห็นว่าหนู ไม่ได้เป็นเพียงผู้อยู่อาศัยร่วมกับเราเท่านั้น
แต่ยังอาจกลายเป็น “นักล่า” ที่เปลี่ยนสมดุลของระบบนิเวศได้อย่างน่าทึ่ง
จากการประเมินของทีมวิจัยไลบ์นิซ พบว่า หนูเพียงสิบกว่าตัวก็สามารถล่าค้างคาวได้มากกว่าสองพันตัวภายในฤดูอพยพเดียว หากมองในมุมระบบนิเวศอาจถือเป็นการล่าตามธรรมชาติ
แต่ในมุมของสาธารณสุข นี่คือสัญญาณเตือนที่น่ากังวล
เพราะค้างคาวเป็นแหล่งรังโรคของไวรัสหลายชนิดที่อาจก่อให้เกิดโรคอุบัติใหม่ในมนุษย์
การที่หนู ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับสังคมเมืองและมนุษย์มากกว่า สามารถล่าค้างคาวและกินเป็นอาหารได้ในระดับนี้
หมายความว่าหนูอาจกลายเป็น “พาหะต่อเชื้อ” จากค้างคาวสู่สิ่งแวดล้อมเมืองได้เช่นกัน
“แต่สำหรับรูหนูแห่งชิคาโก … บางทีสตอรี่อาจจะพลิก เพราะที่เชื่อกันว่าเป็นรอยหนู แท้จริงแล้วอาจจะไม่ใช่ก็ได้” ไมเคิล กรานาโตสกี (Michael Granatosky) ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยาและชีววิทยาวิวัฒนาการจากมหาวิทยาลัยเทนเนสซีที่นอกซ์วิลล์ (The University of Tennessee, Knoxville) ตั้งข้อสังเกต ด้วยความดังของสแปลตตาตูย ทำให้เขาและทีมเริ่มสนใจรูหนูแห่งชิคาโกอย่างจริงจัง
ไมเคิลใช้เทคนิคการวิเคราะห์แบบเดียวกับที่นักบรรพชีวินวิทยาใช้ศึกษาซากฟอสซิล นำข้อมูลที่ได้มาเปรียบเทียบกับสัณฐานของสัตว์ฟันแทะทุกชนิดที่พบได้ในรัฐอิลลินอยส์ (รวมถึงหนูท่อเมืองชิคาโกด้วย) ก่อนจะพบข้อสรุปที่น่าประหลาดใจว่า ร่องรอยบนพื้นปูนที่ดูละม้ายคล้ายหนูในครั้งแรกนั้น จากหลักฐานทางกายวิภาคและสัดส่วนของลำตัวแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่เจ้าของรอยนี้จะเป็น “หนู” จริงๆ
พวกเขามั่นใจถึง 98.67 เปอร์เซ็นต์ ว่ารอยประทับนี้ ไม่ใช่รอยของหนู แต่เป็น รอยของกระรอก
“จากลักษณะทางกายวิภาคที่เราวิเคราะห์ทั้งหมด สรุปได้ว่ารอยนี้น่าจะเป็นของกระรอกมากกว่า” ไมเคิลกล่าว “กระรอกมักมีนิ้วเท้าที่เรียวยาวและเห็นได้ชัดกว่า เพราะมันใช้ปีนป่ายต้นไม้ ส่วนหางที่ดูคล้ายหางหนูนั้น อาจเป็นเพราะขนหางฟูฟ่องของกระรอกบางเบาเกินกว่าจะทิ้งร่องรอยอะไรที่ชัดเจนลงบนพื้นปูนในขณะที่มันตกลงไป”
นอกจากนี้ ไมเคิลยังชี้ให้เห็นอีกว่าโดยปกติแล้ว พวกคนงานก่อสร้างมักจะทำงานกันในเวลากลางวัน หากรอยนี้เกิดขึ้นจริงในช่วงที่เพิ่งเทปูนเสร็จใหม่ๆ ในขณะที่ปูนยังคงเปียกและนิ่มพอจะทิ้งรอยได้ การประทับรอยก็น่าที่จะเกิดในช่วงเวลากลางวันเท่านั้น
ขณะที่หนูส่วนใหญ่เป็นสัตว์หากินกลางคืน จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่หนูจะหล่นลงไปในเวลานั้น
และเมื่อสอบถามผู้คนที่อาศัยอยู่ในย่านนั้น ก็ได้รับคำยืนยันว่า บริเวณดังกล่าวเคยมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่จริง น่าจะเป็นต้นโอ๊ก ซึ่งยิ่งสนับสนุนสมมุติฐานว่ารอยปริศนานี้น่าจะเป็นของกระรอกที่พลัดตกลงมาในปูนเปียกมากกว่าที่จะเป็นหนู
เพื่อให้ข้อเท็จจริงกระจ่างสู่สังคม ทีมของไมเคิลจึงส่งผลการศึกษานี้ไปตีพิมพ์ในวารสาร Biology Letters และเมื่อบทความเผยแพร่ออกมา ก็กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ในทันที
เพราะ “รูหนูแห่งชิคาโก” ที่โด่งดังไปทั่วโลก อาจไม่ใช่ “รูหนู” อย่างที่ใครเข้าใจกันมาตลอด
อย่างไรก็ตาม มันไม่สำคัญหรอกว่ารอยนี้จะเป็นรอยของ “หนู” หรือ “กระรอก” เพราะในท้ายที่สุด ชิคาโกก็ยังคงครองแชมป์เมืองหนูชุมอยู่ดี
และนั่นหมายความว่า ปัญหาด้านสาธารณสุขจากหนูในเมืองยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งในมิติของโรคติดต่อ สุขอนามัยของชุมชน และแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียวที่เชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน
เพราะสุขภาพของคนจะดีได้อย่างแท้จริง สุขภาพของสัตว์ และสิ่งแวดล้อมทั้งหมดต้องดีด้วยเสมอ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เรื่องราวของ ‘หนู’ และ ‘รู’ ที่โด่งดัง (แห่งชิคาโก)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly