โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องราวของ 'หนู' และ 'รู' ที่โด่งดัง (แห่งชิคาโก)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 07 พ.ย. 2568 เวลา 11.17 น. • เผยแพร่ 06 พ.ย. 2568 เวลา 02.00 น.

ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ

“ชิคาโก” เมืองแห่งวายุแห่งอุษาแลนด์ (USA) คือหนึ่งในมหานครที่ขึ้นชื่อลือชามากที่สุดในเรื่อง “หนู” จากรายงานของบริษัทกำจัดสัตว์น่ารำคาญ ออร์กิน (Orkin) ที่จัดอันดับเมืองหนูชุมมาเป็นเวลาหลายปี ชิคาโกคือเบอร์หนึ่งที่ครองตำแหน่งอยู่ในอันดับท็อปของลิสต์ติดต่อกันมานานนับทศวรรษ

ดังนั้น คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หนึ่งในจุดเช็กอินของเมืองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้คนให้หลั่งไหลมาเยี่ยมชม ถ่ายเซลฟี่ จัดปาร์ตี้ ขอแต่งงาน หรือวางเหรียญอธิษฐานขอโชคลาภ จะเป็นอะไรที่เกี่ยวกับ “หนู”

ที่จริงแล้ว จุดไวรัลนี้เป็นแค่ “พื้นทางเท้าธรรมดา” ที่มีรอยบุ๋มลงไปในเนื้อคอนกรีตเป็นรูปหนูเท่านั้น รอยประทับคล้ายฟอสซิลรูปหนูนี้ น่าจะเกิดจากเจ้าหนูตัวหนึ่งที่โชคร้ายพลัดตกลงไปในปูน ตอนที่ยังไม่แห้งดี

แผ่นทางเท้าดังกล่าวอยู่ในหมู่บ้านรอสโค (Roscoe) จากคำบอกเล่าของคนในพื้นที่ รอยนี้มีอยู่มาเนิ่นนานแล้วนับสิบปีอาจจะถึงสามสิบปีด้วยซ้ำโดยไม่มีใครสนใจ

จนกระทั่งวันที่ 6 มกราคม 2024 แผ่นคอนกรีตรูปหนูนี้ ก็กลายเป็นกระแสโด่งดังขึ้นมาในชั่วข้ามคืน

เมื่อนักเขียนและศิลปินตลกชื่อดัง วินสโลว์ ดูเมน (Winslow Dumaine) โพสต์ภาพรอยนี้ลงไปบนแพลตฟอร์ม X พร้อมแคปชั่นแบบกวนๆ ว่า “มาสักการะรูหนูแห่งชิคาโก (Chicago Rat Hole)”

ภาพรูหนูแห่งชิคาโกของวินสโลว์ ดูเมน เครดิต : X Winslow Dumaine

ชัดเจนว่ารอยประทับรูปหนูที่เด่นชัด แบบหัวเป็นหัว นิ้วเป็นนิ้ว หางเป็นหาง และถ้อยคำประชดประชันของเขา โดนใจผู้คนจากโลกออนไลน์อย่างแรง

ภาพนั้นถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็ว และในเวลาไม่นาน“รูหนูแห่งชิคาโก” ก็กลายเป็นแหล่งแสวงบุญทางอินเตอร์เน็ต

และนั่นทำให้ผู้คนมากมายทั้งจากชิคาโกเองและจากเมืองอื่นๆ ก็เริ่มหลั่งไหลเข้ามาเยี่ยมชมรูหนูแห่งนี้อย่างล้นหลาม

และเมื่อกระแสนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะแบบพุ่งกระฉูด ภาครัฐและธุรกิจในพื้นที่ก็เริ่มตื่นเต้นและพยายามเกาะกระเส ถึงขนาดที่ว่าผู้แทนของเขต 11 ของรัฐอิลลินอยส์ แอนน์ วิลเลียมส์ (Ann Williams) เอารูหนูแห่งนี้ ไปช่วยโพสต์โปรโมตพร้อมทั้งขนานนามจุดเช็กอินแห่งใหม่นี้ว่าเป็น “อัญมณีของเขต 11”

ในขณะเดียวกัน หอการค้าท้องถิ่นก็ไม่น้อยหน้า จัดตั้งรางวัลประกวดตั้งชื่อใหม่ให้ “รูหนู” แห่งนี้ และนั่นทำให้รูหนูแห่งนี้ได้ชื่อเล่นมาอีกมากมาย ทั้ง “ลิล สตักกี้ (Lil Stucky)” “สแปลต (Splat)” “รอสโค โรดเดนต์ (Roscoe Road-dent)” และ “ดิบส์ (Dibs)” …

แต่สุดท้าย ชื่อที่คว้าใจกรรมการไปครองจริงๆ ก็ คือ “สแปลตตาตูย (Splatatouille)” ซึ่งล้อเลียนมาจากภาพยนต์การ์ตูนแอนิเมชั่นชื่อดังของดิสนีย์ “ราตาตูย (Ratatouille)”

เหรียญและซองยาแอสโตรเจน บูชาหนูสแปลตตาตูย เครดิต : JunLpermode via Wikipedia

แน่นอนว่าเมื่อโด่งดัง ก็ต้องมีประเด็นดราม่า และ “รูหนูแห่งชิคาโก” ก็ไม่รอดพ้นชะตานั้นเช่นกัน

ในวันที่ 19 มกราคม 2024 มีมือดีไม่ทราบชื่อได้ไปแอบเทปูนลงไปถมรูหนูจนแทบหายไป ทำให้ผู้คนในละแวกนั้นทั้งตกใจและเกรี้ยวโกรธกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

มีอาสาสมัครหลายคนรวมตัวกันพยายามช่วยขุดเอาปูนขึ้นมาเพื่อ “กู้ชีพ” รูหนูให้กลับมาใหม่

และในท้ายที่สุด รูหนูก็ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่จนอยู่ในสภาพแทบจะสมบูรณ์

เพื่อเรียกขวัญและกำลังใจแห่ง “รูสแปลตตาตูย” กลับมาใหม่ กิจกรรมต่างๆ รอบๆ รูหนูก็คึกคักและเริ่มเอ็กซ์ตรีมมากขึ้น

ในช่วงเวลาอันสั้น พื้นถนนธรรมดาตรงจุดที่มีรูหนูนั้นก็กลายเป็นที่ประกอบพิธีกรรมต่างๆ มากมาย ตั้งแต่ไว้อาลัยให้หนูโชคร้าย ไปจนถึงงานหมั้น และงานแต่งของคู่สมรสที่มีรสนิยมพิสดารที่อยากให้ซากหนูมาเป็นสักขีพยานแห่งความรัก

ความนิยมของรูหนูยิ่งเพิ่มมากขึ้น ทั้งของสักการะ ของที่ระลึก ของไว้อาลัยก็มากขึ้น บางส่วนก็เน่าเสีย บางส่วนก็กลายเป็นขยะที่กองสุมกีดขวางทางเท้า

ทั้งยังมีมลภาวะทางเสียงจากนักท่องเที่ยวและผู้คนที่แวะเวียนมาไม่ขาดสายที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนนั้นไม่สงบสุขเหมือนดังเดิมอีก

ผู้คนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง“รูหนู” เริ่มเดือดร้อน

จากที่นิยมชมชอบในช่วงแรก ก็เริ่มมีคำร้องเรียนไปที่เมืองชิคาโก และในท้ายที่สุด เพียงแค่สามเดือน หลังจากที่รูหนูแห่งชิคาโกกลายเป็นไวรัลฮือฮาในโลกออนไลน์ ทางเมืองก็ตัดสินใจรื้อทางเท้าส่วนนั้นออก และเทปูนทำทางเท้าแผ่นใหม่ที่สวยงามสะอาดเรียบร้อยให้กับชุมชน

อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ไม่ได้ทุบทำลายรูหนูเจ้าปัญหานั้นทิ้งไป แต่ค่อยๆ บรรจงตัดคอนกรีตที่มีรอยหนูแผ่นนั้นออกมาอย่างระมัดระวัง ยกออกและย้ายเอาไปเก็บรักษาไว้ชั่วคราวที่กรมการขนส่งของเมืองชิคาโก (Chicago Department of Transportation)

… รอการตัดสินใจว่ารูหนูนี้จะมีชะตากรรมเช่นไรต่อไป

เหรียญ ยาแอสโตรเจน และสิ่งของเพื่อการรำลึกถึงอื่นๆ เครดิต : Piemadd via Wikipedia

แม้เรื่องราวของ “รูหนูแห่งชิคาโก” จะดูเหมือนแคมเปญท่องเที่ยวสุดสร้างสรรค์ที่ช่วยเพิ่มสีสันให้เมือง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในมุมสาธารณสุข “หนู” คือหนึ่งในปัญหาที่น่ากังวลที่สุดของเมืองใหญ่

พวกมันปรับตัวอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้อย่างแนบเนียน

และที่สำคัญ ยังเป็นพาหะของโรคอันตรายมากมาย ไม่เพียงแต่กาฬโรคในอดีต แต่รวมถึงโรคติดเชื้ออื่นๆ ที่อาจแพร่ระบาดสร้างปัญหาได้ในอนาคต

พูดถึงตรงนี้ ผมนึกถึงคลิปหนึ่งที่เพิ่งผ่านตาผมไปใน YouTube คลิปนี้มาจากทีมวิจัยสถาบันวิจัยวิวัฒนาการและความหลากหลายทางชีวภาพไลบ์นิซ (Leibniz Institute for Evolution and Biodiversity Science) ในกรุงเบอร์ลิน

เป็นคลิปประกอบงานวิจัยชื่อ “การล่าเชิงรุกของหนูสีน้ำตาลต่อค้างคาว ณ แหล่งจำศีลขนาดใหญ่ในเขตเมือง ทางตอนเหนือของเยอรมนี : นัยต่อการอนุรักษ์และแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว (Active Predation by Brown Rats on Bats at Urban Mass Hibernacula in Northern Germany : Conservation and One Health Implications)” ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Global Ecology and Conservation

ภาพจากกล้องอินฟราเรดในคลิปนั้นเผยให้เห็นอย่างชัดเจน ภาพของหนูสีน้ำตาลตัวเขื่องที่กระโจนเข้าตะครุบค้างคาวที่กำลังบินอยู่กลางอากาศ ก่อนลากลงมากัดกินอย่างสบายใจยังคงติดตาผมอยู่

นี่เป็นอะไรที่เซอไพรส์ผมมาก เพราะไม่เคยคิดว่าหนูจะล่าค้างคาวได้ โดยเฉพาะในขณะที่กำลังบินอยู่

พฤติกรรมที่ทั้งน่าทึ่งและน่าสะพรึงไปพร้อมกันนี้เล่นเอาผมแทบสตั๊นต์ เรียกได้ว่าเปิดมุมมองใหม่ให้กับผมมากในเรื่องความสามารถในการล่าของหนู

และสะท้อนให้เห็นว่าหนู ไม่ได้เป็นเพียงผู้อยู่อาศัยร่วมกับเราเท่านั้น

แต่ยังอาจกลายเป็น “นักล่า” ที่เปลี่ยนสมดุลของระบบนิเวศได้อย่างน่าทึ่ง

ภาพตอนขนย้ายรูหนูแห่งชิคาโกไปเก็บที่ขนส่ง เครดิต : Kevie0508 via Wikipedia

จากการประเมินของทีมวิจัยไลบ์นิซ พบว่า หนูเพียงสิบกว่าตัวก็สามารถล่าค้างคาวได้มากกว่าสองพันตัวภายในฤดูอพยพเดียว หากมองในมุมระบบนิเวศอาจถือเป็นการล่าตามธรรมชาติ

แต่ในมุมของสาธารณสุข นี่คือสัญญาณเตือนที่น่ากังวล

เพราะค้างคาวเป็นแหล่งรังโรคของไวรัสหลายชนิดที่อาจก่อให้เกิดโรคอุบัติใหม่ในมนุษย์

การที่หนู ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับสังคมเมืองและมนุษย์มากกว่า สามารถล่าค้างคาวและกินเป็นอาหารได้ในระดับนี้

หมายความว่าหนูอาจกลายเป็น “พาหะต่อเชื้อ” จากค้างคาวสู่สิ่งแวดล้อมเมืองได้เช่นกัน

“แต่สำหรับรูหนูแห่งชิคาโก … บางทีสตอรี่อาจจะพลิก เพราะที่เชื่อกันว่าเป็นรอยหนู แท้จริงแล้วอาจจะไม่ใช่ก็ได้” ไมเคิล กรานาโตสกี (Michael Granatosky) ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยาและชีววิทยาวิวัฒนาการจากมหาวิทยาลัยเทนเนสซีที่นอกซ์วิลล์ (The University of Tennessee, Knoxville) ตั้งข้อสังเกต ด้วยความดังของสแปลตตาตูย ทำให้เขาและทีมเริ่มสนใจรูหนูแห่งชิคาโกอย่างจริงจัง

ไมเคิลใช้เทคนิคการวิเคราะห์แบบเดียวกับที่นักบรรพชีวินวิทยาใช้ศึกษาซากฟอสซิล นำข้อมูลที่ได้มาเปรียบเทียบกับสัณฐานของสัตว์ฟันแทะทุกชนิดที่พบได้ในรัฐอิลลินอยส์ (รวมถึงหนูท่อเมืองชิคาโกด้วย) ก่อนจะพบข้อสรุปที่น่าประหลาดใจว่า ร่องรอยบนพื้นปูนที่ดูละม้ายคล้ายหนูในครั้งแรกนั้น จากหลักฐานทางกายวิภาคและสัดส่วนของลำตัวแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่เจ้าของรอยนี้จะเป็น “หนู” จริงๆ

พวกเขามั่นใจถึง 98.67 เปอร์เซ็นต์ ว่ารอยประทับนี้ ไม่ใช่รอยของหนู แต่เป็น รอยของกระรอก

ภาพวิดีโออินฟราเรดบันทึกพฤติกรรมการล่าของหนูสีน้ำตาลในบริเวณทางเข้าถ้ำเซเกอบวร์ก คัลก์เบิร์ก (Segeberg Kalkberg) ในประเทศเยอรมนี เครดิต : Global Ecology and Conservation (2025) DOI : 10.1016/j.gecco.2025.e03894

“จากลักษณะทางกายวิภาคที่เราวิเคราะห์ทั้งหมด สรุปได้ว่ารอยนี้น่าจะเป็นของกระรอกมากกว่า” ไมเคิลกล่าว “กระรอกมักมีนิ้วเท้าที่เรียวยาวและเห็นได้ชัดกว่า เพราะมันใช้ปีนป่ายต้นไม้ ส่วนหางที่ดูคล้ายหางหนูนั้น อาจเป็นเพราะขนหางฟูฟ่องของกระรอกบางเบาเกินกว่าจะทิ้งร่องรอยอะไรที่ชัดเจนลงบนพื้นปูนในขณะที่มันตกลงไป”

นอกจากนี้ ไมเคิลยังชี้ให้เห็นอีกว่าโดยปกติแล้ว พวกคนงานก่อสร้างมักจะทำงานกันในเวลากลางวัน หากรอยนี้เกิดขึ้นจริงในช่วงที่เพิ่งเทปูนเสร็จใหม่ๆ ในขณะที่ปูนยังคงเปียกและนิ่มพอจะทิ้งรอยได้ การประทับรอยก็น่าที่จะเกิดในช่วงเวลากลางวันเท่านั้น

ขณะที่หนูส่วนใหญ่เป็นสัตว์หากินกลางคืน จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่หนูจะหล่นลงไปในเวลานั้น

และเมื่อสอบถามผู้คนที่อาศัยอยู่ในย่านนั้น ก็ได้รับคำยืนยันว่า บริเวณดังกล่าวเคยมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่จริง น่าจะเป็นต้นโอ๊ก ซึ่งยิ่งสนับสนุนสมมุติฐานว่ารอยปริศนานี้น่าจะเป็นของกระรอกที่พลัดตกลงมาในปูนเปียกมากกว่าที่จะเป็นหนู

เพื่อให้ข้อเท็จจริงกระจ่างสู่สังคม ทีมของไมเคิลจึงส่งผลการศึกษานี้ไปตีพิมพ์ในวารสาร Biology Letters และเมื่อบทความเผยแพร่ออกมา ก็กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ในทันที

เพราะ “รูหนูแห่งชิคาโก” ที่โด่งดังไปทั่วโลก อาจไม่ใช่ “รูหนู” อย่างที่ใครเข้าใจกันมาตลอด

อย่างไรก็ตาม มันไม่สำคัญหรอกว่ารอยนี้จะเป็นรอยของ “หนู” หรือ “กระรอก” เพราะในท้ายที่สุด ชิคาโกก็ยังคงครองแชมป์เมืองหนูชุมอยู่ดี

และนั่นหมายความว่า ปัญหาด้านสาธารณสุขจากหนูในเมืองยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งในมิติของโรคติดต่อ สุขอนามัยของชุมชน และแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียวที่เชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน

เพราะสุขภาพของคนจะดีได้อย่างแท้จริง สุขภาพของสัตว์ และสิ่งแวดล้อมทั้งหมดต้องดีด้วยเสมอ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เรื่องราวของ ‘หนู’ และ ‘รู’ ที่โด่งดัง (แห่งชิคาโก)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...