โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

หนังคนละม้วน! เพจดังชี้คำแถลง 'ทรัมป์' อาจทำไทยเสียเปรียบ

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 13 ธ.ค. 2568 เวลา 04.42 น.

หนังคนละม้วน! เพจดังชี้คำแถลง 'ทรัมป์' อาจทำไทยเสียเปรียบ เตือนเล่าเรื่องปะปนทุ่นระเบิด–ป้องกันตนเอง เสี่ยงถูกมองตอบโต้เกินเหตุบนเวทีโลก

วันที่ 13 ธ.ค. 2568 เพจ Take A Walk, Talk International Law ท่องโลกกว้างด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "หนังคนละะม้วน! ใครบางคนกำลังเล่าเรื่องไม่ครบถ้วน แต่ที่แน่ ๆ ไทย (อาจ) กำลังจะเสียเปรียบ
สรุปประเด็นที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ (13 ธ.ค. 2568)
- ผมได้มีการสนทนาที่ดีมากในเช้าวันนี้กับนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา นายฮุน มาเนต เกี่ยวกับการกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งอย่างน่าเสียดายของสงครามที่ยืดเยื้อมายาวนานของทั้งสองประเทศ
- ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงที่จะหยุดยิงทุกประเภทโดยมีผลตั้งแต่เย็นวันนี้ และกลับไปยึดข้อตกลงสันติภาพฉบับเดิมที่ได้จัดทำขึ้นร่วมกับผมและทั้งสองฝ่าย โดยมีความช่วยเหลือจากนายกรัฐมนตรีมาเลเซียผู้ยิ่งใหญ่ นายอันวาร์ อิบราฮิม
- เหตุระเบิดทางถนน (สหรัฐฯ เลือกใช้คำนี้ แต่น่าจะหมายถึงเหตุทุ่นระเบิด) ที่เป็นสาเหตุให้ทหารไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากในตอนแรกนั้น “เป็นอุบัติเหตุ” แต่ถึงกระนั้นประเทศไทยก็ได้ตอบโต้กลับอย่างรุนแรง
- ทั้งสองประเทศพร้อมสำหรับสันติภาพ และการค้าขายอย่างต่อเนื่องกับสหรัฐอเมริกา
- เป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับผมที่ได้ทำงานร่วมกับนายอนุทินและนายฮุน ในการแก้ไขปัญหาที่อาจพัฒนาไปสู่สงครามครั้งใหญ่ระหว่างสองประเทศที่โดยปกติแล้วมีความยอดเยี่ยมและรุ่งเรือง
- ผมขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นายอันวาร์ อิบราฮิม สำหรับความช่วยเหลือของเขาในเรื่องสำคัญอย่างยิ่งนี้ด้วย

#ความเห็นของแอดมิน
- หนังคนละม้วนเมื่อเทียบกับสาระที่นายกฯ ไทยแถลงเมื่อวานนี้ โดยเฉพาะการจัดวางเหตุและผลของเหตุการณ์และกรอบการเล่าเรื่องต่อสาธารณะ
- ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการระบุว่า #ตกลงหยุดยิงมีผลเย็นวันนี้ เพราะในขณะนี้ ยังไม่ปรากฏถ้อยแถลงยืนยันอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลไทย หากข้อเท็จจริงไม่เป็นเช่นนั้น ไทยจำเป็นต้องรีบชี้แจงต่อสาธารณะ เพื่อป้องกันความสับสนและผลกระทบต่อความเชื่อมั่น
- ด้วยความเคารพ ในทางหลักการ #การหยุดยิงเป็นข้อตกลงร่วมของคู่กรณี จึงควรมีการประกาศร่วม/ยืนยันร่วมอย่างชัดเจนจากทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่การสื่อสารฝ่ายเดียวจากบุคคลภายนอกพื้นที่ข้อพิพาท
- เมื่อโลกได้รับข้อมูลว่าจะมีการหยุดยิงแล้ว จะเกิดความคาดหวังต่อพฤติกรรมของไทยและกัมพูชา และอาจถูกตีความว่า หากทั้งสองชาติยังคงโจมตีกันต่อ จะถูกมองว่า ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในอนาคตได้ ทั้งที่ไทย (และอาจจะรวมถึงกัมพูชา) ไม่เคยรับรอง
- อีกประเด็นที่ต้องชี้แจงเชิงข้อเท็จจริงคือการกล่าวว่า #เหตุทุ่นระเบิดเป็นอุบัติเหตุ จริง ๆเรื่องนี้ก็น่าคิด เพราะว่า จริง ๆ คำที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้ คือ เหตุระเบิดทางถนน เป็นคำที่แปลก ๆ แทนที่จะใช้คำว่า ทุ่นระเบิดโดยตรง แต่ #ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องใครเหยียบ แต่ยังรวมถึง #ข้อกล่าวหาเรื่องการวางทุ่นระเบิดใหม่และการรุกล้ำอธิปไตย ซึ่งควรอธิบายให้ชัดด้วยพยานหลักฐานและกระบวนการที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เนื่องจากสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นสมาชิกของอนุสัญญาออตตาวา ดังนั้น เราอาจจะส่งคลิปไปให้สหรัฐฯ อีกทางดีไหม?
- ข้อเท็จจริงอีกส่วนที่ควรแยกให้ชัด คือ ที่ผ่านมา #ไทยตอบโต้เรื่องทุ่นระเบิดผ่านช่องทางการทูตและเอกสาร #ขณะที่การใช้สิทธิป้องกันตนเองเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่ง คือ กรณีที่กัมพูชายิงเข้ามาในดินแดนของไทยเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2568 เวลา 14.15 น. จึงไม่ควรถูกเล่าปนกันจนทำให้ไทยดูตอบโต้เกินเหตุ
- การผูกสันติภาพเข้ากับการค้ากับสหรัฐฯ ในถ้อยแถลงเดียวกัน อาจทำให้เกิดภาพว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจถูกนำมาประกอบการเมืองความมั่นคง ซึ่งไทยควรประเมินผลกระทบด้านการสื่อสารอย่างรอบคอบ
- โดยสรุป ไทยควรเตรียมท่าทีชี้แจงอย่างมีชั้นเชิง ยืนยันหลักการสันติภาพและความยับยั้งชั่งใจ แต่ในขณะเดียวกันต้องยืนยันว่า การหยุดยิงต้องเป็นข้อตกลงทางการที่ยืนยันร่วมกัน และไทยยังคงสงวนสิทธิในการป้องกันตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ เมื่อมีการรุกรานหรือใช้กำลังต่อไทย"

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...