สหรัฐฯ จ่อบังคับใช้ภาษีนำเข้า 500% กดดันกลุ่มปท.ซื้อน้ำมันรัสเซีย ยุติแหล่งเงินทุนสงคราม
วุฒิสภาสหรัฐฯ เตรียมเสนอทางเลือกสุดท้าย ‘Sanctioning Russia Act 2025’ บีบประเทศคู่ค้าพลังงานรัสเซีย เปิดอำนาจประธานาธิบดีทรัมป์ รีดภาษีสินค้าจาก จีน-อินเดีย-บราซิล ในอัตรา 500% หากยังไม่หยุดนำเข้าปิโตรเลียม มาตรการเชิงรุกหวังตัดวงจรเศรษฐกิจเครมลิน หลังพบตลาดระยะไกลยังเป็นแหล่งเงินทุนหลักในการขับเคลื่อนกองทัพ
10 มกราคม 2568 –นายลินด์ซีย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ เปิดเผยความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศและมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ โดยระบุว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ให้ความเห็นชอบต่อร่างกฎหมายคว่ำบาตรรัสเซียฉบับปี 2025 (Sanctioning Russia Act 2025) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต เพื่อยกระดับการกดดันให้สหพันธรัฐรัสเซียยุติการดำเนินจารีตสงครามในยูเครน
สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ มุ่งเน้นไปที่การมอบอำนาจให้ประธานาธิบดีสามารถดำเนินมาตรการตอบโต้ทางการค้าขั้นรุนแรงต่อประเทศที่ยังคงทำธุรกรรมซื้อขายน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม หรือยูเรเนียมจากรัสเซีย โดยกำหนดให้มีการเรียกเก็บภาษีศุลกากร (Tariff) ในอัตราสูงถึง 500% ต่อสินค้าที่นำเข้าจากประเทศเหล่านั้นเข้าสู่สหรัฐฯ เพื่อเป็นการจูงใจและบังคับทางอ้อมให้ยุติการส่งเสริมรายได้แก่รัสเซีย
นายเกรแฮม ระบุว่ามาตรการดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ อาทิ จีน อินเดีย และบราซิล ซึ่งยังคงอาศัยช่องว่างจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงของรัสเซียในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งเม็ดเงินจากการซื้อขายดังกล่าวถูกมองว่าเป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่ช่วยพยุงระบบงบประมาณทางการทหารของประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูติน
"ร่างกฎหมายนี้จะเปิดทางให้ประธานาธิบดีทรัมป์ลงโทษประเทศที่ซื้อน้ำมันราคาถูกจากรัสเซีย ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงให้กับเครื่องจักรสงครามของปูติน และกฎหมายฉบับนี้จะมอบอำนาจอย่างมหาศาลให้แก่ประธานาธิบดีทรัมป์ต่อประเทศจีน อินเดีย และบราซิล เพื่อจูงใจให้พวกเขาหยุดซื้อน้ำมันราคาถูก" — นายลินด์ซีย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ
การผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้มีขึ้นในช่วงเวลาที่ฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ มองว่าเป็นจังหวะที่เหมาะสม เนื่องจากยูเครนเริ่มแสดงท่าทีเปิดรับกระบวนการสันติภาพมากขึ้น ขณะที่ฝ่ายรัสเซียยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นรูปธรรม การพุ่งเป้าไปที่ "โครงสร้างรายได้" ผ่านมาตรการภาษีจึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการตัดขาดรัสเซียออกจากระบบเศรษฐกิจโลกอย่างสมบูรณ์
นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังครอบคลุมถึงการตรวจสอบประเทศที่ยังคงทำการค้ากับรัสเซียในมิติอื่นๆ ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนเงินทุนทางอ้อม โดยวุฒิสมาชิกเกรแฮมระบุว่าเขาทำงานร่วมกับวุฒิสมาชิกบลูเมนธาลมาเป็นเวลานาน เพื่อให้ร่างกฎหมายนี้ครอบคลุมมิติการลงโทษทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านที่สุด
สำหรับการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว คาดว่าจะมีการลงมติอย่างเร็วที่สุดภายในสัปดาห์หน้า โดยแกนนำวุฒิสภาเชื่อมั่นว่าจะได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์จากทั้งสองพรรคการเมืองใหญ่ เพื่อแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวของสหรัฐฯ ต่อคู่ค้าที่ยังคงดำเนินนโยบายขัดแย้งกับทิศทางความมั่นคงระหว่างประเทศ
"นี่เป็นเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากยูเครนกำลังยอมอ่อนข้อเพื่อสันติภาพ ในขณะที่ปูตินยังคงใช้แต่คำพูด และเดินหน้าสังหารผู้บริสุทธิ์ต่อไป" — นายลินด์ซีย์ เกรแฮม ย้ำถึงเหตุผลความจำเป็นของกฎหมาย