โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ดีเดย์ 12 ม.ค.! เปิด 4 ขั้นตอนสแกนหน้าใช้บัตรทอง ‘7 หน่วยนวัตกรรม’ ใกล้บ้าน

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สปสช. ได้ยกระดับการให้บริการสิทธิบัตรทอง ในหน่วยนวัตกรรม 30 บาทรักษาทุกที่ ที่ร้านยาและคลินิกเอกชน เพื่อเป็น “ทางเลือกเสริม” ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ง่าย สะดวก และใกล้บ้าน

โดยตั้งแต่วันที่ 12 มกราคมนี้ ประชาชนเข้าไปรับบริการในหน่วยนวัตกรรม 7 ประเภท ที่มีสัญลักษณ์ “30 บาทรักษาทุกที่” ได้แก่ ร้านยาคุณภาพ คลินิกเวชกรรม คลินิกทันตกรรม คลินิกแพทย์แผนไทย คลินิกพยาบาล คลินิกกายภาพบำบัด และ คลินิกเทคนิคการแพทย์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

‘30 บาทรักษาทุกที่’ สปสช.ปรับระบบใหม่ คุมเข้มเบิกจ่าย

'นอนกรน-นอนหลับมากเกินไป' เสี่ยงภาวะซึมเศร้ามากกว่าคนปกติ 40%

สามารถเข้ารับบริการด้วยขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

1.แจ้งความประสงค์เข้ารับบริการด้วยสิทธิบัตรทอง โดยใช้บัตรประชาชน หรือเลขบัตรประชาชน 13 หลัก หรือแอปฯ ThaiD

2.หน่วยบริการตรวจสอบสิทธิและโควตา หากยังมีโควตาเข้ารับบริการต่อไป

3.ผู้รับบริการยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้า เพื่อความปลอดภัยและป้องกันการถูกสวมสิทธิ์

4.เข้ารับบริการตามประเภทที่เลือก

5.ระบบบันทึกสิทธิอัตโนมัติด้วยการให้บริการแบบโควตา

นอกจากนั้นยังเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชนเปิดให้ลงทะเบียนจองสิทธิล่วงหน้า ผ่าน LINE OA สปสช. (ไลน์ไอดี @nhso) ซึ่งจะทราบทันทีว่าในสัปดาห์นั้นมีโควตาให้บริการหรือไม่ หากมีก็ดำเนินการจองสิทธิได้ โดยหลังจากเพิ่มเพื่อนไลน์ OA สปสช. แล้ว ให้เข้าไปที่เมนู 30 บาทรักษาทุกที่ ใช้บริการนวัตกรรม เลือกประชาชน และดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป เมื่อได้รับ QR Code ก็นำไปแสดงที่ร้านยาหรือคลินิกเอกชนที่เข้าร่วม และสามารถเช็กประวัติการรักษาย้อนหลังของตนเองได้ด้วย

นอกจากนั้นยังเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชนเปิดให้ลงทะเบียนจองสิทธิล่วงหน้า ผ่าน LINE OA สปสช. (ไลน์ไอดี @nhso) ซึ่งจะทราบทันทีว่าในสัปดาห์นั้นมีโควตาให้บริการหรือไม่ หากมีก็ดำเนินการจองสิทธิได้ โดยหลังจากเพิ่มเพื่อนไลน์ OA สปสช. แล้ว ให้เข้าไปที่เมนู 30 บาทรักษาทุกที่ ใช้บริการนวัตกรรม เลือกประชาชน และดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป เมื่อได้รับ QR Code ก็นำไปแสดงที่ร้านยาหรือคลินิกเอกชนที่เข้าร่วม และสามารถเช็กประวัติการรักษาย้อนหลังของตนเองได้ด้วย

ทั้งนี้ กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่ไม่สามารถยืนยันตัวตนด้วยระบบสแกนใบหน้าได้นั้น สปสช. อนุญาตให้ยืนยันตัวตนผ่านไลน์ OA สปสช. โดยให้สมาชิกในครอบครัวสแกน QR Code ที่หน่วยบริการ แอปพลิเคชันจะแจ้งให้เลือกว่าจะใช้สิทธิสำหรับ “ตัวเอง” หรือ “สมาชิกในครอบครัว” เมื่อเลือกสมาชิก ระบบจะดึงข้อมูลและตรวจสอบสิทธิของบุคคลนั้นๆแทน ก่อนเข้ารับบริการตามขั้นตอนต่อไป
ทพ.อรรถพร กล่าวต่อว่า สำหรับการใช้สิทธิในหน่วยนวัตกรรมแต่ละประเภท ประชาชนสามารถใช้บริการตามความจำเป็น ภายใต้โควตารายสัปดาห์ เช่น เจ็บป่วยเล็กน้อย สามารถรับบริการได้ที่ร้านยา คลินิกเวชกรรม คลินิกพยาบาล หรืออุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูน รับบริการได้ที่คลินิกทันตกรรม เป็นต้น
“การปรับหน่วยนวัตกรรมรูปแบบใหม่ ยืนยันไม่มีการตัดสิทธิบัตรทอง มีแต่พัฒนาระบบให้ดีขึ้น เมื่อประชาชนใช้บริการ “ทางเลือกเสริมบัตรทอง” ในหน่วยนวัตกรรมครบสิทธิแล้ว หรือหากสัปดาห์นั้นโควต้าหมด ยัง สามารถใช้สิทธิบัตรทองที่หน่วยบริการประจำของตนเองได้เหมือนเดิมหรือ” ทพ.อรรถพร กล่าว

ทพ.อรรถพร กล่าวว่า ขณะนี้ยังมี สภาการพยาบาล สภาเทคนิคการแพทย์ และสภาการแพทย์แผนไทย ที่อยู่ระหว่างการเชื่อมข้อมูลกับ สปสช. จึงทำให้ คลินิกการพยาบาล, คลินิกเทคนิคการแพทย์ และคลินิกการแพทย์แผนไทย ยังไม่สามารถให้บริการได้ในวันที่ 12 มกราคม 2569 ที่จะเป็นวันเริ่มต้นระบบใหม่ อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเชื่อมข้อมูลแล้ว จะสามารถให้บริการตามแนวทางใหม่ได้

สำหรับคลินิกพยาบาลแม้ว่าจะยังไม่สามารถอัปเดตข้อมูลได้ แต่พบว่ายังคงมีผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับบริการล้างแผลอย่างต่อเนื่อง สปสช. จึงเปิดให้คลินิกการพยาบาลที่เข้าร่วมสามารถให้บริการล้างแผล โดยต้องเป็นผู้ป่วยเก่าที่เคยได้รับบริการแล้ว ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2568 หากจำเป็นต้องรับบริการล้างแผลต่อเนื่อง ยังสามารถให้บริการได้ โดยคลินิกการพยาบาลบันทึกข้อมูลตามปกติในระบบ e-claim และดำเนินการยืนยันตัวตนผู้ป่วยเหมือนเดิม ทั้งนี้สามารถให้บริการได้จนกว่าสภาการพยาบาลจะเชื่อมข้อมูลกับ สปสช.

ทั้งนี้ การเชื่อมข้อมูลกับสภาวิชาชีพมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของบุคลากรแต่ละวิชาชีพที่บันทึกข้อมูล เมื่อเชื่อมต่อสำเร็จแล้ว หน่วยบริการในกลุ่มดังกล่าวจึงจะสามารถดำเนินการ Reactivate ได้ โดย สภาการพยาบาล คาดว่าจะเชื่อมข้อมูลได้ ภายในต้นเดือนกุมภาพันธ์ ส่วน สภาเทคนิคการแพทย์ และ สภาการแพทย์แผนไทย คาดว่าจะเชื่อมข้อมูลได้สำเร็จ ภายในสัปดาห์หน้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...