โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

รู้แล้วสาเหตุ! พายุปีนี้ไม่ธรรมดา หลัง คัลแมกี ส่งลมฝนถล่มไทยไม่หยุด

สยามนิวส์

เผยแพร่ 07 พ.ย. 2568 เวลา 03.55 น. • ทีมข่าวสยามนิวส์
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เว็บไซต์สื่อต่างประเทศ AP รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญเตือนภูมิภาคเอเชียตะวันออกกำลังกลายเป็น จุดศูนย์กลางของไต้ฝุ่น หลังอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกอุ่นขึ้นต่อเนื่อง ทำให้เกิดพายุถี่และรุนแรงมากที่สุดในโลกในขณะนี้

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เว็บไซต์สื่อต่างประเทศ AP รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญเตือนภูมิภาคเอเชียตะวันออกกำลังกลายเป็น จุดศูนย์กลางของไต้ฝุ่น หลังอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกอุ่นขึ้นต่อเนื่อง ทำให้เกิดพายุถี่และรุนแรงมากที่สุดในโลกในขณะนี้

รายงานระบุว่า ไต้ฝุ่นคัลแมกี ได้สร้างความเสียหายหนักในฟิลิปปินส์ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 140 คน และมีผู้สูญหายอีกจำนวนมาก ก่อนจะเคลื่อนขึ้นฝั่งเวียดนาม ขณะที่ ไต้ฝุ่นฟงวอง กำลังก่อตัวขึ้นและมุ่งหน้าทางฟิลิปปินส์ โดยคาดว่าจะทวีกำลังแรงขึ้นจนเป็นพายุระดับรุนแรงในช่วงวันอาทิตย์นี้ ส่งผลให้หลายฝ่ายจับตาว่าเหตุใดปีนี้พายุจึงเกิดบ่อยและมีความรุนแรงต่อเนื่อง

นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า ไต้ฝุ่นในแปซิฟิกตะวันตกมีลักษณะเหมือนกับเฮอร์ริเคนและไซโคลน ซึ่งทั้งหมดจัดอยู่ในกลุ่ม พายุหมุนเขตร้อน เพียงแต่เรียกต่างกันตามภูมิภาค ได้แก่ เฮอร์ริเคนในแอตแลนติก ไซโคลนในมหาสมุทรอินเดีย และไต้ฝุ่นในแปซิฟิกตะวันตก

พายุจะได้รับการตั้งชื่อเมื่อความเร็วลมแตะ 63 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และจะถูกจัดเป็นไต้ฝุ่นหรือเฮอร์ริเคนเมื่อความเร็วลมเกิน 119 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยแบ่งระดับความรุนแรงออกเป็น 5 ระดับ ซึ่งระดับสูงสุดคือระดับ 5 หรือมีความเร็วลมมากกว่า 249 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยไต้ฝุ่นคัลแมกีถือเป็นหนึ่งในพายุรุนแรงที่สุดของปีนี้

ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยโคโลราโดสเตตระบุว่า โดยเฉลี่ยในแต่ละปี มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกจะมีพายุที่ได้รับการตั้งชื่อประมาณ 27 ลูก และราว 14 ลูกจะทวีกำลังเป็นไต้ฝุ่นเต็มรูปแบบ สำหรับปีนี้ ไต้ฝุ่นคัลแมกีและฟงวองถือเป็นพายุลูกที่ 26 และ 27 แล้ว แม้จำนวนจะมากกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าฤดูกาลนี้ยังถือว่ารุนแรงน้อยกว่าปกติ คิดเป็นเพียงร้อยละ 62 ของค่ามาตรฐานเฉลี่ยในแต่ละปี

ศาสตราจารย์ คริสเตน คอร์โบซีเอโร จากมหาวิทยาลัยอัลบานี อธิบายว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้ภูมิภาคนี้เกิดพายุบ่อย เนื่องจากมีน้ำทะเลอุ่นตลอดทั้งปี และมีกระแสลมชั้นบนที่อ่อน ทำให้พายุสามารถก่อตัวและทวีความแรงได้ง่าย

นอกจากนี้ยังมีปรากฏการณ์ การสั่นของบรรยากาศมัดเดน จูเลียน หรือ MJO ซึ่งเป็นคลื่นความปั่นป่วนของสภาพอากาศที่หมุนเวียนรอบโลกทุก 30-60 วัน เมื่อเคลื่อนผ่านภูมิภาคใด มักจะกระตุ้นให้เกิดฝนและพายุเพิ่มขึ้นในพื้นที่นั้น โดยในช่วงนี้ MJO ที่มีความแรงเพิ่งผ่านเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ส่งผลให้เกิดการก่อตัวของไต้ฝุ่นคัลแมกีและฟงวองเกือบพร้อมกัน

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน จะไม่เพียงทำให้พายุเกิดบ่อยขึ้นเท่านั้น แต่ยังเพิ่มโอกาสที่ไต้ฝุ่นจะมีความรุนแรงมากขึ้นด้วย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เริ่มชัดเจนในภูมิภาคเอเชีย

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...