โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'ดอกบัวผุด' บานที่ป่าจะนะ เปิดเข้าชมวันละ 2 รอบ

IGreen

เผยแพร่ 08 ก.พ. 2565 เวลา 05.31 น. • iGreen

"ดอกบัวผุด" บานที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาเหรง บ้านควนยาง ต.นาหว้า อ.จะนะ จ.สงขลา ทางเขตห้ามล่าฯ จึงเปิดบริการให้นักท่องเที่ยวเข้าชมความงาม "ดอกบัวผุด" ได้ตั้งแต่วันที่ 8 - 11 ก.พ. 2565 นี้เท่านั้น วันละ 2 รอบ เวลา 09.30 น. และ 13.30 น. ระยะทางเดินขึ้นเขาไปกลับประมาณ 2.5 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

ผู้ที่สนใจชมดอกไม้ที่สวยและลึกลับ 1 ปีมีครั้ง และบานให้ชมแค่ 1 อาทิตย์ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เพจ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาเหรงครับ https://www.facebook.com/Khaoreng/

สำหรับดอกบัวผุด (Rafflesia kerrii) เป็นพืชอยู่ในวงศ์ Rafflesiaceae สีม่วงแดง มีขนาดเฉลี่ย 50 – 80 เซนติเมตร น้ำหนัก 6 – 8 กิโลกรัม เป็นดอกที่แยกเพศผู้และเพศเมียที่แยกออกจากกัน ดอกบานมีลักษณะเด่นที่กลีบดอก, กำบังดอก จานดอก และหนาม จะบานเต็มที่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 

บัวผุดเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ที่แปลกมาก เพราะไม่มีลำต้น ใบ และราก เป็นพืชเฉพาะถิ่นที่พบการกระจายพันธุ์เฉพาะในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย เช่น ที่อุทยานแห่งชาติเขาสก จ.สุราษฎร์ธานี ทางจังหวัดจึงนำมาเป็นดอกไม้ประจำจังหวัด ถือเป็นดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย 

บัวผุดที่พบในประเทศไทยได้รับการตั้งชื่อเป็นสปีชีส์ของโลกเมื่อ 2527 โดย วิลเลิม เมเยอร์ (Willem Meijer) นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์จากมหาวิทยาลัยเคนทักกี สหรัฐอเมริกา ตั้งชื่อพฤกษศาสตร์สากลเพื่อเป็นเกียรติแก่ อาร์เธอร์ ฟรานซิส จอร์จ เคอร์ (Arthur Francis George Kerr) นายแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวไอริช ผู้สำรวจพันธุ์ไม้ชนิดนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2472 ที่ จ.กระบี่

ธรรมชาติของบัวผุดจะบานเพียง 5 – 7 วัน และจะเหี่ยวเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ และเน่าเปื่อย ดอกที่บานแล้วจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ภายนอกสุดเรียกว่า กลีบดอก มีลักษณะอวบน้ำเป็นสีแดงคล้ำจำนวน 5 กลีบ ถัดมาคือกำบังดอกสีแดง เป็นส่วนที่ล้อมรอบใจกลางดอก และส่วนสุดท้ายคือ จานกลางดอกและหนาม มีแผ่นแบนคล้ายจานสีแดงสด มีปุ่มคล้ายหนามขึ้นอยู่ตรงกลาง 

หนามทำหน้าที่กระจายความร้อนและส่งกลิ่นเหม็นออกมา โดยมีกำบังดอกช่วยทำให้กลิ่นเหม็นเน่าภายใน ไม่ฟุ้งกระจายไปไกล เพื่อล่อแมลงชนิดต่าง ๆ 

นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่า การแพร่พันธุ์ของดอกบัวผุดน่าจะต้องอาศัยปัจจัยหลายประการคือ ดอกตัวผู้ ตัวเมีย ต้องอาศัยอยู่ใกล้กัน และบานพร้อมกัน เพื่อทำให้แมลงวันที่จะพาละอองเรณูของดอกเกสรตัวผู้ไปหาดอกเกสรตัวเมียมีโอกาสสูงขึ้น ก่อนจะเหี่ยวเฉาไปภายในไม่ถึงอาทิตย์

หลังจากนั้นสัตว์ขนาดเล็ก อาทิ กระแต ต้องมากินผลบัวผุดที่แก่จัด และเมล็ดของบัวผุดอาจจะติดเล็บของมัน และกระแตต้องไปตะกุยบนผิวลำต้นของเถาวัลย์วงศ์องุ่น จนเมล็ดบัวผุดฝังเข้าไปในท่อน้ำเลี้ยงได้ จึงเกิดการเจริญงอกงามของดอกบัวผุดจนกลายเป็นปรสิต

บัวผุดจึงเป็นพืชเปราะบางเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มาก เพราะกระจายพันธุ์ได้ยาก และต้องอาศัยเป็นกาฝากของอยู่ในป่าดิบชื้นเท่านั้น มิหนำซ้ำ ชาวบ้านนิยมนำดอกตูมมาต้มน้ำดื่ม ด้วยความเชื่อว่า ช่วยทำให้หญิงมีครรภ์คลอดง่าย มดลูกเข้าอู่เร็ว

ในความงดงามและความลึกลับของดอกไม้ชนิดนี้ เบื้องหลังคือเป็นพืชเบียน (Parasitic Plant) ปรสิต หรือกาฝากนั่นเอง

อ้างอิง: 

https://www.facebook.com/Khaoreng/

https://readthecloud.co/meijer/

chrome-extension://efaidnbmnnnibpcajpcglclefindmkaj/viewer.html?pdfurl=https%3A%2F%2Fwww.thaiscience.info%2FJournals%2FArticle%2FTJOF%2F10470703.pdf&clen=3310798&chunk=true

เครดิตภาพ: เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาเหรง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...