โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ข้าผู้นี้อยู่ข้างกำแพง (มี ebook ค่ะ)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 13 ก.ย 2566 เวลา 06.55 น. • เผยแพร่ 13 ก.ย 2566 เวลา 06.55 น. • ไพรินสีมุก
นางใช้ชีวิตเกาะกำแพงฟังข่าวลือมากมายไม่เคยยุ่งเรื่องของใครแม้แต่เรื่องครอบครัว กระทั่งสูญเสียทุกอย่างรวมถึงชีวิตจึงตระหนักว่าเป็นชีวิตจริง เพราะได้ช่วยแมวตัวหนึ่งจึงมีโอกาสย้อนเวลาแต่ไม่ได้ง่ายเลย

ข้อมูลเบื้องต้น

นางใช้ชีวิตเกาะกำแพงฟังข่าวลือมากมายไม่เคยยุ่งเรื่องของใครแม้แต่เรื่องครอบครัว กระทั่งสูญเสียทุกอย่างรวมถึงชีวิตจึงตระหนักว่าเป็นชีวิตจริง เพราะได้ช่วยแมวตัวหนึ่งจึงมีโอกาสย้อนเวลาแต่ไม่ได้ง่ายเลย

ฉากที่ 1.

ตระกูลเซี่ยเป็นตระกูลที่มีญาติพี่น้องเป็นทั้งขุนนางบุ๋นบู๊ แต่นายท่านเซี่ยสามหรือเซี่ยจื่อโจวไม่สามารถสอบผ่านเขารับราชการเหมือนพี่ชายทั้งสอง เขาพยายามอยู่หลายปีก็ยังไม่สำเร็จสุดท้ายไม่อยากเสียเวลา จึงหันเหเปลี่ยนมาจับเส้นทางการค้ามุมานะบากบั่น แม้จะได้รับสายตาดูถูกดูแคลนจากคนรอบข้าง แม้การปกครองของโอรสสวรรค์องค์ปัจจุบันส่งเสริมให้ความสำคัญกับทุกอาชีพ ทุกคน กระนั้นบิดามารดาของเซี่ยจื่อโจวก็ร้องขอให้เขาแยกบ้านออกไป

เขากัดฟันผ่านความยากลำบากคว้าโอกาสมากมายจนกลายเป็นหนึ่งในคหบดีคนสำคัญในเมืองหลวง มีทรัพย์สินร่ำรวยยิ่งกว่าพี่น้องร่วมสกุลทั้งหลาย ส่งผลให้นายท่านกับนายหญิงผู้เฒ่าเซี่ยที่อาศัยในจวนสายหลักเปลี่ยนท่าทีต่อบุตรชายคนที่สามที่ตัวเองเคยเร่งเร้าให้แยกบ้านแยกตระกูลนักหนา ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจลดทอนความห่างเหินต่อกันได้

กระนั้นสิ่งนี้ก็เสมือนปมในใจที่แก้ไม่หาย เมื่อหลินยี่ผู้เป็นภรรยารักเพียงหนึ่งเดียวตั้งครรภ์ เขาก็เฝ้าประคบประหงมไม่ห่าง ลูกจะเป็นเพศไหนเขาก็จะรักจะดูแล ทว่าในใจอดไม่ได้ที่จะคาดหวังให้ลูกคนแรกเป็นบุตรชาย ซึ่งก็สมกับความคาดหวัง บุตรคนแรกของเซี่ยจื่อโจวเป็นบุตรชายที่แข็งแรง คู่สามีภรรยาจึงทุ่มเทความรัก ความใส่ใจแก่บุตรคนแรกทั้งหมด พอคุณชายใหญ่อายุครบห้าขวบ หลินยี่ก็ได้ตั้งครรภ์อีกครั้ง คราวนี้ทั้งสองไม่ได้คาดหวังนักจะเป็นชายหรือหญิงก็ได้ทั้งนั้น

ครั้นคลอดออกมาเป็นบุตรีเลี้ยงง่ายคนหนึ่งก็เบาใจ อุ้มชูเลี้ยงดูได้เพียงปีกว่าก็ต้องเปลี่ยนความสนใจไปที่บุตรีคนที่สอง ซึ่งกำเนิดมาอายุห่างกันเพียงหัวปีท้ายปี เนื่องจากบุตรคนที่สามคนนี้มีร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยง่ายกว่าจะแข็งแรงพอก็เล่นเอาใจหายใจคว่ำกันทั้งเรือน ส่วนคุณหนูใหญ่ยกให้แม่นมที่จ้างมาช่วยดูแลแทน เมื่อคุณชายใหญ่อายุเก้าขวบ คุณหนูใหญ่ห้าขวบ คุณหนูรองอายุสี่ขวบ หลินยี่ก็ตั้งครรภ์อีกครั้งคราวนี้ที่เกิดมาเป็นคุณชายน้อย ท่ามกลางเอ็นดูของทุกคนในจวน

สถานการณ์ในเรือนของนายท่านเซี่ยจื่อโจวเรียกได้ว่า อบอุ่น พูนสุข และเป็นที่น่าอิจฉาของตระกูลคหบดีด้วยกัน คุณชายใหญ่สามารถสานต่อความหวังให้แก่คนเป็นบิดา ขยันการเล่าเรียนและได้รับคำชื่นชมจากอาจารย์ อีกทั้งยังสามารถเข้าเรียนที่สำนักศึกษากลางแห่งเมืองหลวงได้ คุณหนูรองก็ได้รับการอบรมฝึกฝนจากอาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ศิลป์ของสตรี มีความสามารถ ความเชี่ยวชาญไม่แพ้คุณหนูจากขุนนางจวนใหญ่ คุณชายเล็กเปี่ยมด้วยความร่าเริงสนใจในศิลปะการต่อสู้ ว่ากันว่าในวันเลือกของของเขา เด็กชายพุ่งหยิบดาบไม้ขึ้นมาทันควันไม่สนใจสิ่งอื่น

ทว่ามีคนหนึ่งที่มักทำตัวแปลกแยกเมินเฉยต่อทุกอย่าง มีแม่นมชั่วคราวคอยเลี้ยงดูฟูมฟักเป็นคุณหนูใหญ่ นางขึ้นชื่อเรื่องความเกียจคร้านชอบทำอะไรแบบให้ผ่านๆ ไป แม้ไม่ปฏิเสธการเข้าชั้นเรียกอบรมกับน้องสาว ถึงกระนั้นก็ไม่ได้เอาจริงเอาจังแค่ปฏิบัติเพื่อไม่ให้โดนบิดามารดาตำหนิ ฝึกฝนเพียงผ่านมาตรฐานจากอาจารย์ที่ทำหน้าที่สอนสั่ง

ทุกคนจึงสามารถเปรียบเทียบความแตกต่างของพี่สาวน้องสาวที่อายุห่างกันหนึ่งปีได้ชัดเจน คนหนึ่งตรงกับทัศนคติของสตรีชนชั้นสูงมากกว่า ทั้งความสดใสร่าเริงก็รวมอยู่ในตัวของนาง ประหนึ่งเป็นความสามารถของตัวเอกในนิยาย ส่งผลให้ตาชั่งในใจของบุพการีทั้งสองมักเอียงไปทางคุณหนูรองของเรือนเสมอ

หากเป็นเด็กหญิงทั่วไปก็คงเกิดความน้อยใจ ตัดพ้อ รวมถึงพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจ เพราะตัวเองไม่ได้รับความใส่ใจจากบิดามารดาเท่าน้องสาว แต่คุณหนูใหญ่คนนี้ไม่ใช่เด็กทั่วไป ตั้งแต่เกิดมาก็มีความทรงจำเมื่อชาติที่แล้วติดตัวมาด้วย ไม่รู้เกิดความผิดพลาดตรงไหนชีวิตใหม่ถึงได้ไม่เหมือนเด็กแรกเกิด ทำให้นางกลายเป็นเด็กรู้ความไม่เคยงอแง

ต่อให้มารดาละเลยตัวเองทุ่มเทความใส่ใจให้น้องสาวที่ป่วยบ่อย บิดาที่กังวลหลายเรื่องหลงลืมบุตรีคนโต สุดท้ายพอมีบุตรชายคนเล็กขึ้นมา ก็แทบไม่เคยได้อุ้มชูคุณหนูใหญ่ นางก็ทำใจยอมรับได้อย่างคนเข้าอกเข้าใจอยู่ในที่ของตัวเอง บางครั้งยังโดนบางคนนินทาว่าไม่ค่อยเต็ม เพราะมีสาวใช้ทั่วไปเห็นคุณหนูใหญ่มักนั่งเหม่อลอย แววตาเหม่อมองท้องฟ้าไม่รับรู้เรื่องราวรอบตัวบ่อยๆ

ผ่านไปหลายปีการปฏิบัติตัวของทุกคนยังเสมอต้นเสมอปลายทุกอย่างไม่เคยเปลี่ยนแปลง รวมถึงคุณหนูใหญ่ของคหบดีตระกูลเซี่ยที่โดนนินทาทั่วเมืองหลวงว่าเป็นจอมเกียจคร้าน ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ถ้าบิดามารดาไม่ได้เรียกไปบ่นก็ไม่คิดจะโผล่หน้าออกไปพบใคร ช่วยให้คนอื่นไม่ต้องรู้สึกหนักใจนัก ยกเว้นยามต้องฝืนใจไปเข้าร่วมงานเลี้ยงที่ได้รับเทียบเชิญพร้อมครอบครัว หากไม่มีผลพลอยได้อย่างการได้ฟังข่าวลือ การซุบซิบของผู้คน นางคงยอมโดนโทษกักบริเวณมากกว่าไปนั่งหลังตรง สวมหน้ากากยิ้มให้บางคนที่ชอบพูดจาภาษาดอกไม้ แต่มือถือมีดซ่อนไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะเสียงร่ำลือเกี่ยวกับคู่หมาย หรือการจับคู่ระหว่างชายหญิง

ร่างที่สวมชุดเรียบง่ายเน้นเคลื่อนไหวง่าย กำลังเอนตัวนอนบนเก้าอี้โยก ซึ่งตั้งใต้ต้นไม้ใบหน้าใกล้กำแพงคฤหาสน์ เงี่ยหูฟังบรรดาคนรับใช้สนทนากันเองระหว่างเดินไปตามตรอกเล็กอ้อมไปยังประตูหลัง ซึ่งไม่ใช่แค่คนรับใช้ของตระกูลเดียว ยังมีข้ารับใช้ของชนชั้นสูงหรือตระกูลร่ำรวยที่อาศัยสัญจรผ่านเป็นทางลัดไปยังถนนอีกเส้น ทำให้บางครั้งก็ได้รับฟังเรื่องราวน่าสนใจแบบไม่ตั้งใจ และคนที่ค้นพบสิ่งนี้แบบบังเอิญได้ร้องขอย้ายมาพักในเรือนที่ซ่อนอยู่หลังสวนขนาดใหญ่ของคฤหาสน์

“เฮ้อ เมื่อไรข้าจะตื่นจากความฝันเสียที ชักฝันยาวนานเกินไปหรือเปล่าน่า” เซี่ยลู่จิวหรือคุณหนูใหญ่ของคฤหาสน์คหบดีเซี่ยพึมพำกับตัวเอง ดวงตาเหม่อมองท้องฟ้าสดใสที่มีก้อนเมฆสีขาวดูอ่อนนุ่มลอยเอื่อยเฉื่อย เสมือนชีวิตประจำวันที่ผ่านไปวันแล้ววันเล่า จนต้องหากิจกรรมฆ่าเวลาอย่างการทำตัวเป็นสตรีกินเมล็ดแตง ฟังคำนินทาจากปากผู้คนในเมืองหลวงราวกับการติดตามข่าวสารที่ยังไม่กรอง เพื่อไม่ให้ตัวเองทนอาการเบื่อหน่ายไม่ไหว

“คุณหนูพูดอะไรหรือเจ้าคะ อยากได้อะไรเพิ่มบอกข้าน้อยได้เลย ของหวานที่ได้มาพวกนี้น้อยเกินไปจริงๆ” สาวใช้ข้างตัวพูดน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจ พลางรินน้ำชาเพิ่มให้เจ้านายที่มีศักดิ์เป็นถึงคุณหนูใหญ่ แต่กลับถูกปฏิบัติแตกต่างจากเจ้านายเรือนอื่น กับเรือนใหญ่ เรือนคุณชายใหญ่ หรือเรือนคุณชายเล็กอาจไม่เท่าไร แต่กับเรือนของคุณหนูรองนางมีข้อให้เปรียบเทียบชัดๆ

เซี่ยลู่จิวขยับเปลี่ยนมานั่งหลังตรง เอื้อมมาหยิบถ้วยน้ำชามาเป่าเบาๆ แล้วจิบชิมรสชาติที่ไม่เคยคุ้นชินสักที หากความทรงจำที่ปะปนอยู่ไม่โกหกนางก็จำได้ว่า ชอบชาที่ปรุงแต่งรสชาติ กลิ่นด้วยนม ผลไม้ และมีวัตถุดิบประกอบหลากหลาย กว่ายุคหรือมิติที่แยกออกมาจากประวัติศาสตร์ที่รู้จักแห่งนี้ จึงอดย่นหัวคิ้วกับรสชาติขมและหวานติดปลายลิ้นยามกลืน

“ข้าก็พูดคนเดียวบ่อยๆ เจ้ายังไม่ชินอีกเหรอ แล้วขนมน่ะข้าเคยบอกเจ้ามิใช่รึว่าไม่ต้องเน้นจำนวน แต่ให้เน้นเอามาครบทุกอย่างถึงจะดีเข้าใจไหม”

“อ๋อ ข้าน้อยเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูอยากทานขนมหลากหลายมากกว่านี้เอง” เสี่ยวหมี่พยักหน้าหงึกหงัก แม้ใครจะบอกว่านางโชคไม่ดีที่ได้มาติดตามเจ้านายที่แทบจะไร้ตัวตน และแปลกประหลาด แต่ตัวนางกลับคิดว่าตัวเองโชคดีมากกว่า เพราะคุณหนูใหญ่ไม่ได้เข้มงวด อารมณ์ร้าย จนต้องระมัดระวังทุกการกระทำ โดยไม่รู้วันใดวันหนึ่งจะมีโทษหนักโยนลงบนศีรษะ

“ดีมาก ว่าแต่วันนี้พวกเราออกไปกินข้าวข้างนอกดีกว่า ข้ารู้สึกเบื่ออาหารในบ้าน แล้วก็อยากเดินเล่นด้วย เผื่อมีอะไรน่าซื้อจะได้ใช้เงินบ้าง” เซี่ยลู่จิวนึกถึงกล่องเก็บเงินส่วนตัวที่ได้รับมาทุกเดือน จำนวนที่สะสมไว้ไม่น้อยเลยเพราะไม่ค่อยมีโอกาสได้จับจ่าย เมื่อเทียบกับน้องสาวผู้เพียบพร้อมที่มักมีสหายชักชวนไปเที่ยว รวมถึงได้รับเทียบเชิญงานเลี้ยงมากมาย นับตั้งแต่พ้นวัยปักปิ่นไม่เหมือนนางที่ไร้วี่แววงานมงคลใดๆ

“ข้าน้อยจะรีบไปแจ้งพ่อบ้านไว้ก่อน จะได้เตรียมรถม้ามารอรับคุณหนูใหญ่ที่หน้าประตูใหญ่นะเจ้าคะ” เสี่ยวหมี่กระตือรือร้นอย่างมาก คุณหนูของนางงามไม่แพ้คุณหนูรองเพียงนี้ แต่กลับมีชื่อเสียงด้อยกว่าราวกับไม่ใช่พี่น้องร่วมสายเลือด โดนกดจนแทบไม่เหลือเปรียบเสมือนดอกไม้ปักแจกันประดับ หากไม่ออกไปแสดงตัวบ้างโอกาสจะได้แต่งงานกับบุรุษดีๆ คงเป็นไปได้ยาก

“อืมไปเถอะ ข้าอยากไปนั่งเล่นแถวๆ สะพานข้ามคลองด้วย ได้ยินว่าที่นั่นมักมีงิ้วให้ชมอย่างวีรบุรุษช่วยสาวงาม คุณหนูอ่อนโยนดั่งดอกบัวขาวโดนรังแก” หญิงสาวลุกขึ้นยืนไม่วายหยิบขนมชิ้นหนึ่งมาใส่ปากเคี้ยว ดวงตาทอประกายวิบวับอย่างนึกสนุก ท่าทางเอื่อยเฉื่อยลดลงเล็กน้อย

“โธ่ คุณหนูพูดอะไรเช่นนั้นเล่าเจ้าคะ ถ้าคนอื่นได้ยินก็เอาไปพูดลับหลังสนุกปาก ข้าน้อยล่ะเจ็บใจนัก” เสี่ยวหมี่กำมือทุบบนหน้าขาของตัวเอง ก่อนจะรีบย่อตัวให้เจ้านายหมุนตัวไปแจ้งพ่อบ้าน เหลือเพียงคุณหนูใหญ่เซี่ยที่หยิบขนมใส่ปากเพิ่ม ก่อนกลับเข้าเรือนหยิบถุงเงินกับดูความเรียบร้อยของตัวเอง

บรรยากาศบนถนนย่านการค้าในเมืองหลวงยามบ่าย ไม่ได้ลดความครึกครื้นลงเลย แผงขายของกับร้านค้าบางร้านก็เพิ่งเปิดประตูรับลูกค้า ยิ่งเข้าใกล้สะพานข้ามคลองที่สองฟากฝั่งมีต้นหลิวเรียงรายเป็นจุดเด่น ผู้คนก็ยิ่งคึกคักมีจุดมุ่งหมายจะไปชมการแสดงความสามารถของเหล่าบัณฑิตหนุ่ม ที่มักชุมนุมกันแถวร้านค้าริมคลองใหญ่ รวมถึงคุณหนูที่ต้องการโดดเด่นบางครั้งก็เข้าร่วมวิพากษ์วิจารณ์ศาสตร์ศิลป์

“เหตุใดคุณหนูไม่ไปนั่งแถวโน้นใกล้ๆ กับคุณหนูคนอื่นเล่าเจ้าคะ จะได้ชื่นชมแบบไม่ต้องชะเง้อให้เหนื่อย” เสี่ยวหมี่แนะนำเสียงเบา แม้รอบข้างในร้านแผงลอยข้างทางแห่งนี้จะมีลูกค้าบางเบา เพราะตั้งอยู่ท้ายๆ ของเขตสะพานต้นหลิว จึงไม่ได้รับความนิยมเท่าร้านที่ตั้งอยู่ใกล้กว่า

“ข้าก็แค่ออกมาเปลี่ยนทิวทัศน์บ้าง อีกอย่างตรงนี้ก็เห็นแล้วก็ได้ยินทุกอย่าง ไม่จำเป็นต้องเบียดเสียดแย่งที่กับใครหรอก แค่ข้าคิดก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว” เซี่ยลู่จิวถอหายใจแผ่วเบา มือหยิบขนมชิ้นเล็กแม้ประณีตแต่รสชาติอร่อยถูกปาก ถึงจะไม่ได้เท่าในความทรงจำชีวิตก่อนของนางก็เถอะ

“เจ้าค่ะคุณหนู” เสี่ยวหมี่มองตามสายตาของคุณหนูใหญ่ ก็พยักหน้าเออออรู้สึกว่าชีวิตของตัวช่างรักความสบายยิ่งนัก ไม่ต้องพยายามไปจองที่โต๊ะที่ดีเพื่อทำตามความต้องการของเจ้านาย หากทำไม่ได้ก็เสี่ยงกับการโดนด่าทอ และลงโทษสถานเบาอย่างการเฆี่ยนตี แต่นางที่รับใช้คุณหนูใหญ่ผู้มีชื่อเสียงไม่ดีมาหลายปีกลับไม่เคยโดนเลยสักครั้ง

เซี่ยลู่จิวเงี่ยหูฟังคุณหนูที่กล่าวคำชมต่อบัณฑิตหนุ่มทั้งหลาย สลับกับการยกยอความสามารถของตัวเองกับมิตรสหาย ได้ยินเสียงหัวเราะสดใสประสานกันแว่วมาเป็นระยะ รวมถึงเหล่าคุณชายที่แวะเวียนมาเปิดหูเปิดตา บางครั้งยังถกหัวข้อปัญหาต่างๆ กับกลุ่มบัณฑิต ในเวลาเดียวกันนั้นเองก็ได้ยินเสียงตูมของน้ำในคลองแตกกระจาย ตามมาเสียงหวีดร้องของบรรดาหญิงสาวที่มองเห็นเหตุการณ์

“แมวตกน้ำเหรอ ใครก็ได้ช่วยมันที”

“แมวแค่ตัวเดียวจะมีใครสละตัวลงไปเล่า”

“แต่มันน่าสงสารดูท่าตะเกียกตะกายของมันสิ”

“ช่วยมันทีเถิด ใครว่ายน้ำเป็นบ้าง” หลากหลายประโยคพูดกันไปมาจนยากจะจับว่าใครเป็นคนกล่าว แล้วกล่าวว่าอะไรกันบ้าง ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครกระโดดลงไปช่วยเจ้าสัตว์หน้าขนตัวน้อยสักคน

ร่างเพรียวระหงในชุดสีเข้มเรียบง่ายดึงถุงเงิน เครื่องประดับที่อาจหลุด และถอดเสื้อคลุมฝากไว้กับสาวใช้ข้างกาย ก่อนจะกระโดดลงคลองน้ำอย่างไม่ลังเล ท่ามกลางสายตาคาดไม่ถึงของคนอื่น นางแหวกว่ายด้วยท่าทางคล่องแคล่วแล้วใช้แขนข้างหนึ่งโอบร่างของแมวขนสามสี แล้วมองหาท่าน้ำใกล้ที่สุดเพื่อพาทั้งตัวเองกับสิ่งมีชีวิตในอ้อมแขนขึ้นจากน้ำเย็นเสียที

“คุณหนูเจ้าคะ” เสี่ยวหมี่วิ่งเข้ามากางเสื้อคลุมรับเจ้านาย แล้วถลึงตาดุใส่แมวสามสีขนลีบเพราะเปียกน้ำ มันเยื้องย่างเชิดหน้าพลางสะบัดขนไล่น้ำ ไม่สนใจว่าจะกระเด็นโดนใครบ้าง ก่อนจะวิ่งกระโจนหายลับไปในซอยด้านหลัง “เจ้าแมวตัวนี้ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณที่คุณหนูลงไปช่วยมันเลยเจ้าค่ะ”

“ข้าไม่เป็นไรหรอก เหมือนเจ้าเหมียวก็คงแค่ตกใจ ตอนนี้พวกเรากลับกันดีกว่า ข้าชักจะเริ่มหนาวไม่มีอารมณ์อยากสนุกแล้ว” เซี่ยลู่จิวกระชับเสื้อคลุมบนตัว ไม่ได้ใส่ใจสายตาสนอกสนใจของใคร นางต้องรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะจับไข้ เพราะลงไปว่ายน้ำทั้งที่อากาศเย็นเล็กน้อย

ฉากที่ 2.

เซี่ยลู่จิวลอบกลอกตามองบนตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวเท้าข้ามธรณีประตูหน้าคฤหาสน์ดี ยิ่งเห็นพ่อบ้านใหญ่มายืนประสานมือดักรอ สีหน้าของนางก็ยิ่งแสดงออกมาเหนื่อยหน่าย ไม่รู้คนคาบข่าวมาบอกเป็นใครถึงได้วิ่งเร็วกว่ารถม้าที่นางขึ้นมาเสียอีก ร่างเพรียวระหงกะพริบตาปริบๆ มองท่าทางขึงขัง แต่ก็ยังนอบน้อมของชายวัยกลางคนตรงหน้า

“นายท่านเรียกคุณหนูใหญ่ให้ไปพบที่โถงใหญ่ขอรับ” พ่อบ้านใหญ่เหลือบมองอากัปกิริยาของคนที่ยืนทำสีหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว

“อ่อ ข้าจะกลับไปเปลี่ยนชุดก่อน เดี๋ยวจะไปพบท่านพ่อที่นั่นเอง” หญิงสาวกระชับเสื้อคลุมตัวนอกของตัวเอง เริ่มรู้สึกหนาวบ้างเมื่อมีลมพัดผ่านร่างกายที่ยังเปียกชื้นทั้งตัวเช่นนี้

“ขะ ขอรับ ข้าน้อยจะเรียนนายท่านทุกคำของคุณหนูไม่ให้ตกหล่น” พ่อบ้านใหญ่ก้มศีรษะน้อยๆ ก่อนหมุนตัวเดินจากไป เหลือเพียงเซี่ยลู่จิวกับเสี่ยวหมี่ซึ่งคนมีศักดิ์เป็นเจ้านายก็ไม่ได้ใส่ใจสิ่งอื่น

นางเดินนำมุ่งหน้าไปยังเรือนพักของตัวเองที่ต้องผ่านสวนขนาดใหญ่ และบังเอิญพบน้องสาวที่อายุห่างจากตัวเองเพียงปีเดียว ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่ได้มีเวลาหยุดทักทาย ไม่อย่างนั้นอาจไปหาบิดาช้ากว่าเดิม ทว่าทุกอย่างไม่ค่อยเป็นใจทำให้คุณหนูรองสังเกตเห็นคนเป็นพี่สาว

“พี่หญิงใหญ่ไปเที่ยวข้างนอกมาหรือเจ้าคะ” เซี่ยเหว่ยถิงลุกขึ้นจากเก้าอี้ในศาลา สาวเท้าด้วยจังหวะเร็วกว่าปกติเพื่อมาหยุดยืนตรงหน้าหญิงสาวอีกคน

“ข้าเบื่อๆ น่ะ ก็เลยออกไปหาอาหารอร่อยๆ กินข้างนอก” เซี่ยลู่จิวพูดเสียงกลั้วหัวเราะ แม้ตัวนางจะห่างเหินจากพี่น้องคนอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้มีความรู้สึกไม่ดีต่อพวกเขา นอกจากเหตุผลที่โดนละเลยจากบิดามารดา ก็เป็นเพราะตัวนางเองที่เลือกปลีกตัวแยกจากทุกคนรอบตัว

“ดียิ่งเจ้าค่ะ ข้าเห็นว่าพี่หญิงใหญ่ไม่ค่อยชอบออกไปไหน รู้เช่นนี้ก็เบาใจ…ครั้งหน้าข้าจะได้กล้าชวนพี่ออกเดินเที่ยวกับสหายคนอื่นด้วยกันเจ้าค่ะ” เซี่ยเหว่ยถิงมีท่าทางยินดีมาก ในบรรดาพี่น้องก็มีเพียงพี่หญิงใหญ่ที่น่าจะพูดคุยเรื่องสตรีด้วยกันได้ หากไม่ใช่ด้วยนิสัยรักสันโดษ (จอมเกียจคร้านที่หลายคนแอบนินทา) ของพี่สาวคนนี้ นางก็อยากสนิทสนมกับอีกคนให้มากกว่านี้

“อย่าเลย ข้านิสัยลมเพลมพัด นึกขยันก็ออกไปเดินเล่นเอาแต่ใจตัวเอง ถ้าขี้เกียจนักถึงเจ้ามาชวนข้าก็ต้องปฏิเสธ จะทำให้เจ้าต้องเสียเวลาเดินไกลเสียเปล่า” เซี่ยลู่จิวโบกมือไปมาอย่างเชื่องช้าคล้ายไม่ค่อยใส่ใจนัก ซึ่งเป็นท่าทางตามปกติของนาง

“ไม่เลยเจ้าค่ะ ข้าจะให้คนไปถามทุกครั้งไม่คิดว่าเป็นการกระทำที่เสียเวลาเด็ดขาดเจ้าค่ะ” เซี่ยเหว่ยถิงไม่ต้องการให้พี่สาวเก็บเอาคำนินทามากดตัวเอง แม้จะมีความจริงปะปนอยู่สองถึงสามส่วน ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องอ้าแขนยอมรับเอาไว้

“…เช่นนั้นก็รบกวนเจ้าแล้ว ข้าขอตัวไปเปลี่ยนชุดเปียกๆ นี้ก่อน…ประเดี๋ยวต้องไปพบท่านพ่อ” เซี่ยลู่จิวครุ่นคิดครู่เดียวก็ยอมพยักหน้า

“ข้าไม่ทันสังเกตและไม่รู้มาก่อน เชิญพี่หญิงใหญ่เถิดเจ้าค่ะ” คนเป็นน้องสาวแสดงสีหน้าตกใจเล็กน้อย แล้วรีบหลีกทางให้พี่สาวเพราะเกรงจะเกิดอาการจับไข้ล้มป่วย

“อืม เจ้าน่าจะไม่ต้องถามข้าว่าเหตุใดข้าจึงตัวเปียกเช่นนี้ อีกเดี๋ยวคงมีคนบอกเจ้าเองอย่างละเอียดเชียวล่ะ” พูดจบก็ชำเลืองมองไปทางด้านหลังของน้องสาว เป็นสาวใช้ข้างตัวของเซี่ยเหว่ยถิงที่หลบสายตาของนาง แต่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำให้วุ่นวายรบกวนการนั่งฟังข่าวซุบซิบของตัวเอง นางจึงปล่อยผ่านแล้วเร่งฝีเท้ากลับไปที่เรือนของตน

เซี่ยเหว่ยถิงเห็นท่าทางของคนเป็นพี่สาวก็ลอบถอนหายใจ นางโตพอจะเข้าใจเรื่องราวต่างๆ และสังเกตมาหลายครั้งว่าเซี่ยลู่จิวมักทำตัวจืดจาง เสมือนตัวเองไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ รอบตัว ขนาดนั่งทานอาหารร่วมโต๊ะกับครอบครัว สายตาที่ทอดมองทุกการกระทำของคนอื่นก็ยังออกจะเฉื่อยชา ไม่แม้จะมีความน้อยเนื้อต่ำใจที่บิดามารดาใส่ใจพี่ชาย น้องสาว น้องชายมากกว่า ราวกับพร้อมจะหายตัวไปจากที่คฤหาสน์ที่เกิดและเติบโตได้ตลอดเวลา ความรู้สึกแปลกๆ นี้ไม่รู้คนอื่นในครอบครัวจะรับรู้บ้างหรือไม่

“เจ้ารู้ใช่ไหมว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับพี่หญิงใหญ่”

“ขออภัยเจ้าค่ะคุณหนูรอง ข้าน้อยได้ยินมาจากข้ารับใช้ชายที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูใหญ่เจ้าค่ะ” เสี่ยวเหมยสารภาพเสียงสั่นน้อยๆ กลัวว่าคุณหนูของนางจะโกรธที่ไม่ได้รับรายงานเรื่องที่คุณหนูใหญ่สร้างไว้ข้างนอก

“เจ้าเล่ามาว่ารู้อะไรมาบ้าง เหตุใดพี่หญิงใหญ่ตัวเปียก และโดนท่านพ่อเรียกพบในเวลาเช่นนี้” เซี่ยเหว่ยถิงหมุนตัวกลับไปนั่งในศาลาตามเดิม เพื่อฟังคำบอกเล่าจากสาวรับใช้คนสนิท ซึ่งได้ยินได้ฟังมาจากคนอื่นอีกทอด

เซี่ยจื่อโจวขมวดคิ้วแน่นตั้งแต่ได้รับรายงานจากพ่อบ้านใหญ่ บุตรสาวคนโตที่โดนเสียงนินทาว่าเป็นคนสันหลังยาวตัวเป็นขน ไม่นิยมไปร่วมงานเลี้ยงชอบเก็บตัวเงียบๆ ในเรือนส่วนตัวที่เกือบติดกำแพงคฤหาสน์ ไม่คาดคิดเลยพอได้ออกไปข้างนอกสักครั้งจะก่อเรื่องให้คนเล่าลือไปทั่ว จนชื่อเสียงที่ไม่ค่อยจะมีและไม่ค่อยดีอยู่แล้วแทบไม่เหลือเป็นชิ้นเป็นอัน ส่งผลให้เก้าอี้ของเขาร้อนผ่าวนั่งไม่ติด

เวลาผ่านไปสักพักคนที่อดทนรอก็จวนเจียนจะรอไม่ไหว เกือบสั่งให้พ่อบ้านใหญ่ไปตามอีกรอบ พลันด้านหน้าห้องโถงมีเสียงสาวใช้รายงานการมาถึงของคุณหนูใหญ่ นายท่านใหญ่พยักหน้าด้วยท่าทีหงุดหงิด พ่อบ้านใหญ่จึงไม่กล้าชักช้ารีบเดินไปเชิญหญิงสาวที่ยืนยิ้ม พลางกวาดสายตามองสำรวจความหรูหราทั้งการก่อสร้างและตกแต่งของสถานที่อันเป็นหน้าตาของคฤหาสน์คหบดีตระกูลเซี่ย

“ข้านึกว่าเจ้าจะปล่อยให้รอไปจนถึงมื้อเย็นเสียอีก” นายท่านสามหรือคหบดีเซี่ยจ้องเขม็งไปยังร่างเพรียวระหง ใบหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวนี้เห็นยามไหนเขาก็อดรู้สึกระอาใจไม่ได้

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบุตรีคนนี้รับส่วนดีจากทั้งเขาผู้เป็นบิดากับภรรยาผู้เป็นมารดาของนางไปอย่างพอเหมาะพอเจาะ มีเพียงดวงตาที่ไม่รู้สืบทอดจากใครในสายเลือดถึงได้แปลกแตกต่างจากทุกคนในครอบครัว

“ข้าขออภัยเจ้าค่ะ เพราะชุดของข้าเปียกโชกแล้วไม่อยากเป็นหวัด ก็เลยต้องกลับไปที่เปลี่ยนเสื้อผ้าที่เรือนก่อน ไม่ใช่ว่าพ่อบ้านใหญ่บอกท่านพ่อแล้วหรือเจ้าคะ” เซี่ยลู่จิวยืนตรงหน้าคนได้ชื่อว่าบิดาของร่างกายนี้ แม้จะคิดมาตลอดว่าชีวิตนี้ไม่ใช่ของตัวเอง สักวันก็จะตื่นจากฝันอันยาวนาน แต่ทุกวันนี้ก็เป็นนางที่ยังคงใช้ชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน ไม่มีหนทางจะหวนกลับไปในโลกที่อยู่ในส่วนหนึ่งของความทรงจำ

“…ช่างเถอะ ข้าเรียกเจ้ามาพบก็เพราะสิ่งที่เจ้าทำนอกบ้านวันนี้ คิดอย่างไรจึงกระโดดลงน้ำไปช่วยแมวแค่ตัวหนึ่ง คุณหนูบ้านไหนทำตัวแบบเจ้าบ้าง” เซี่ยจื่อโจวไม่อยากลงไปตีฝีปากกับบุตรสาว จึงเปลี่ยนมาเข้าเรื่องที่ตั้งใจเรียกหญิงสาวมาพบเพื่อตำหนิ

“สัตว์ตัวหนึ่ง? ข้าขอถามท่านพ่อแมวตัวนั้นไม่ได้มีชีวิตหรือเจ้าคะ ข้าไม่ได้ทำตัวเสียหายเลยก็แค่หยิบยื่นความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ให้ผู้ที่กำลังต้องการ ไม่ว่าจะสัตว์หรือคนล้วนเป็นสิ่งมีชีวิต ถ้าไม่ได้ชั่วช้าเลวทรามย่อมสมควรได้รับความช่วยเหลือไม่ใช่หรือเจ้าคะ” เซี่ยลู่จิวยังคงยืนสงบ เมื่อยังไม่ได้รับอนุญาตให้นั่งจากบิดา

“มันก็เป็นแค่แมวจะเทียบกับชีวิต ชื่อเสียงของเจ้าที่เป็นคุณหนูตระกูลเซี่ยได้อย่างไร เจ้ายังจะเถียงข้างๆ คูๆ อย่าให้ข้าเหนื่อยใจไปกว่านี้เลย สามวันต่อจากนี้เจ้าจงสำนึกผิดอยู่แต่ในเรือน ห้ามออกไปข้างนอกสร้างเรื่องเพิ่ม” เซี่ยจื่อโจวไม่ต้องการลงโทษบุตรสาวคนโตรุนแรงเกินไป

“ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด เหตุใดท่านพ่อต้องกักบริเวณข้าด้วยเจ้าคะ การช่วยชีวิตแมวน่ะเป็นการสร้างกุศล ไม่ได้สร้างเรื่องเสียหาย พอมีเรื่องใหม่ให้พูดถึงเดี๋ยวก็ลืมเองเจ้าค่ะ” เซี่ยลู่จิวไม่สามารถจำใจยอมรับโทษที่ตัวเองไม่ได้มองว่าผิดได้ จากที่มีท่าทางเอื่อยเฉื่อยก็เปลี่ยนเป็นแข็งขืนเล็กน้อย

“เพราะข้าเข้าใจลมปากของผู้คนจึงลงโทษกักบริเวณเจ้าเพียงเท่านี้ ถ้าเป็นเรื่องใหญ่กว่านี้ข้าคงหาผู้ชายให้เจ้าแต่งออกนอกเมืองหลวงไปทันที ผ่านการปักปิ่นมาแล้วก็ยังไม่มีแม่สื่อคนไหนมาขอพูดคุยเรื่องเจ้าสักที เจ้าก็หัดทำตัวให้น่าภาคภูมิใจเหมือนถิงเอ๋อร์บ้าง ข้ากับแม่ของเจ้าคงวางใจกว่านี้” เซี่ยจื่อโจวขึงตาดุใส่บุตรสาวที่แสดงกิริยาไม่ยินยอมรับโทษจากเขา

“ข้าชื่อเซี่ยลู่จิวไม่ใช่เซี่ยเหว่ยถิงเจ้าค่ะ” หญิงสาวอาจไม่เคยเรียกร้องความรักความสนใจจากบิดามารดา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะชอบให้โดนนำไปเปรียบเทียบกับใคร

“…” เซี่ยจื่อโจวเผลอสะอึกเล็กน้อย เมื่อเห็นแววตาไม่พอใจจากบุตรสาว ก่อนจะขมวดคิ้วรู้สึกเหมือนโดนท้าทายอำนาจของตัวเอง ขยับปากจะตวาดตำหนิบุตรสาวคนโตที่นอกจากไม่เข้าใจความผิดของตัวเอง ยังกล้าถามหาความชอบธรรมจากการตัดสินใจของบิดาอย่างเขา

“ถ้าท่านพ่อเห็นว่า ข้าสมควรโดนทำโทษกักบริเวณสามวัน ข้าก็จะทำตามแม้จะไม่เห็นด้วยนัก แต่ท่านพ่ออย่าได้โกรธข้าที่มารยาทไม่ดีงามเท่าน้องสาวจนเสียสุขภาพเลยเจ้าค่ะ” เซี่ยลู่จิวกลับมาอยู่ในอารมณ์ปกติ นึกได้ว่าไม่ควรทำให้บิดาจดจ้องมาที่ตัวเอง ฉะนั้นไม่ว่าจะรู้สึกอยุติธรรมแค่ไหน นางก็จำต้องเออออไหลตามน้ำ ชีวิตนี้ก็จะไม่มีอะไรมารบกวนความสงบสุข เพราะคนรอบข้างเห็นแต่ความเรื่อยเปื่อยไร้ความโดดเด่นจากคุณหนูใหญ่คนนี้

“เซี่ยลู่จิว…เจ้ากลับไปเรือนส่วนตัวได้แล้ว จนกว่าจะครบสามวันอย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก” เซี่ยจื่อโจวกดโทสะของตัวเองลง กระนั้นน้ำเสียงก็ยังแข็งกระด้างแฝงความโกรธอยู่บางเบา ซึ่งคนเป็นบุตรสาวก็ไม่ได้มีอากัปกิริยาต่อต้านแต่อย่างใด นางเพียงค้อมกายรับก่อนหมุนตัวเดินออกไปจากห้องโถงด้วยสีหน้ายิ้มน้อยๆ ราวกับไม่ได้เพิ่งรับโทษจากบิดา

พ่อบ้านใหญ่สังเกตเห็นสีหน้ามืดครึ้มของนายท่าน จึงเข้ามารินน้ำชาอุ่นให้เจ้านาย เผื่อจะช่วยให้อารมณ์ขุ่นเคืองคลายลงบ้าง แล้วก็ได้ยินเสียงทอดถอนหายใจยาวเหยียดจากผู้เป็นนาย

“ข้าคงต้องรีบหาผู้ชายสักคนให้นางแต่งออกไป ถึงจะไม่ใช่คุณชายตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง ขอเพียงไม่มีญาติพี่น้องหรือผู้อาวุโสคอยกดข่มก็พอ นางเหมือนไม่คิดมากใช้ชีวิตเรื่อยเฉื่อย แต่เพราะแบบนี้จึงไม่ควรมีชีวิตครอบครัวที่ต้องคอยมองสีหน้าคนอื่นนอกจากสามี” เซี่ยจื่อโจวยกถ้วยชามาเป่าไล่ไอร้อนเบาๆ ในใจอยากนำเรื่องที่คิดไปหารือกับภรรยาสักรอบ พ่อบ้านใหญ่เงียบปากไม่ได้แสดงความคิดเห็น เนื่องจากเข้าใจว่าเจ้านายเพียงพูดระบายให้ฟังแต่ไม่ต้องการคำแนะนำจากตน จึงทำเพียงก้มหน้าคอยยืนรับใช้สนองคำสั่งอย่างเต็มที่

เรื่องที่คุณหนูใหญ่โดนโทษกักบริเวณถึงสามวัน ไม่ว่าเจ้านายหรือข้ารับใช้ต่างรู้กันทั่วคฤหาสน์ คราแรกฮูหยินหลินยี่ต้องการเอ่ยปากช่วยบุตรสาวคนโต แต่คนเป็นสามีเป็นฝ่ายบอกให้นางเข้าใจว่า พฤติกรรมของเซี่ยลู่จิวกำลังทำให้ตัวนางเองลำบาก ต่อให้นางเป็นบุตรสาวจากตระกูลคหบดีร่ำรวย ก็ไม่ได้ความว่าจะใช้ชีวิตในเรือนหลังของตระกูลอื่นได้

แม้หลายปีมานี้ฮ่องเต้จะปรับเปลี่ยนความเชื่อเก่าแก่ที่ถูกปลูกฝังมานาน แต่ก็ยังหลงเหลือความเชื่อที่ว่าสตรีมีหน้าที่แค่ดูแลบ้านเรือน เลี้ยงดูบุตร เชื่อฟังสามี ฉะนั้นเพื่อไม่ให้บุตรสาวคนโตที่มีนิสัยแปลกแยกไม่สมเป็นสตรี จำต้องกล้ำกลืนอดทนไร้ความสุขกับการครองคู่ ก็เป็นหน้าที่ของบิดามารดาอย่างพวกเขาที่ต้องช่วยในส่วนที่ช่วยได้ ครั้นเห็นมารดานิ่งเฉยไม่ใส่ใจโทษกักบริเวณของเซี่ยลู่จิว เหล่าพี่น้องอีกสามคนก็ไม่กล้าพูดอะไรให้มากความ

แต่ใครจะไปคาดคิดว่า วันถัดมาคนจากจวนรองแม่ทัพน้อยก็มาเยือนถึงคฤหาสน์ตระกูลเซี่ย มอบของขวัญจำนวนหนึ่งแก่คุณหนูใหญ่เซี่ยลู่จิว เนื่องจากเมื่อวันก่อนหญิงสาวได้ช่วยชีวิตแมวตัวหนึ่ง มันเป็นสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของพระชายาจวิ้นอ๋อง ถือว่าคุณหนูจากคฤหาสน์ตระกูลเซี่ยสร้างความดีความชอบแบบที่หลายคนลอบอิจฉา

คนที่เพิ่งโดนกักบริเวณจึงได้ออกมาพบแขกที่โถงด้านหน้า ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าแมวที่ทำท่าเชิดหน้าวิ่งหนีไป จะมีสถานะไม่ธรรมดาแถมยังได้รับเทียบเชิญไปงานเลี้ยงฉลองของพระชายาจวิ้นอ๋อง ทำให้โทษที่ควรติดต่อไปอีกสองวันถูกยกเลิก

ฉากที่ 3.

ก่อนถึงกำหนดวันงานของจวนจวิ้งอ๋อง เสียงนินทาเชิงขบขันเหยียดหยันเปลี่ยนเป็นชื่นชมยกย่องภายในวันเดียว เนื่องจากข่าวที่คนของรองแม่ทัพน้อยตัวแทนจากพระชายาจวิ้นอ๋อง ขนของขวัญมาขอบคุณในน้ำใจอันกว้างใหญ่เปี่ยมด้วยความเมตตาต่อชีวิตเล็กๆ แพร่ออกไปกลบทำเอาหลายคนหน้าหงาย หน้าจืดจางเร่งเก็บปากคำสงบไปหลายวัน ส่งผลให้ทั้งนายทั้งบ่าวของคฤหาสน์ตระกูลเซี่ยยืดอดเชิดหน้าออกจากบ้านได้สง่าผ่าเผย

ส่วนเซี่ยลู่จิวไม่ได้เคยสนใจรับผลกระทบใดๆ ถึงอย่างนั้นนางจำต้องลากร่างกายอันขี้เกียจไปที่โถงกลาง เพื่อไปเลือกผ้ากับเครื่องประดับสำหรับสวมเข้าร่วมงานเลี้ยงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ หากไม่อยากโดนบิดาหรือมารดาเรียกไปลงโทษอีก ซึ่งที่นั่นเซี่ยเหว่ยถิงกำลังเลือกสารพันสิ่งอยู่ก่อนแล้ว

“คุณหนูใหญ่” เหล่าสาวใช้ค้อมศีรษะให้หญิงสาวที่เพิ่งมาถึง

“ยินดีที่ได้พบคุณหนูใหญ่เซี่ยเจ้าค่ะ/ขอรับ” หลงจู๊จากร้านขายผ้าที่ใหญ่ที่สุด และร้านขายเครื่องประดับก็กล่าวต้อนรับด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น พลางลอบมองใบหน้างามที่มองมุมไหนก็ไม่แพ้คนน้อง กิริยาท่าทางก็ไม่เหมือนข่าวลือที่เข้าหูสักนิด หนำซ้ำพอมองดีๆ คล้ายจะมีดวงตาซ่อนประกายที่โดดเด่นกว่า

“พี่หญิงใหญ่มาพอดีเลยเจ้าค่ะ หลงจู๊ทั้งสองเลือกแต่ของสวยๆ งามๆ ทั้งนั้น ข้ายังเลือกไม่ถูกเลย ถูกใจไปเสียทุกอย่างเจ้าค่ะ” เซี่ยเหว่ยถิงเอ่ยเสียงใสกระจ่างสอดคล้องกับแววตาที่พร่างพราว ก่อนให้เกิดความรู้สึกเอ็นดู

“ข้าตาไม่ค่อยถึงเรื่องพวกนี้เท่าไร ก็เห็นว่าผ้าทุกผืน เครื่องประดับทุกชิ้นงามจริง เพื่อไม่ให้ทำขายหน้าเอาเยี่ยงนี้แล้วกัน” เซี่ยลู่จิวผงกศีรษะเห็นด้วยกับน้องสาว นางก้าวเดินเอื่อยเฉื่อยแต่ยังคงความสง่าไว้ หลีกเลี่ยงไม่ให้โดนเรียกไปตำหนิที่ทำกิริยาไม่สมกับการได้รับอบรมสั่งสอนเข้มงวด

“หลงจู๊ทั้งสองมีประสบการณ์มากมาย ข้าจึงอยากรบกวนถามความเห็นจากพวกเจ้าว่าพอมีคำแนะนำผ้ากับเครื่องประดับที่เหมาะกับข้าหรือไม่ มิต้องงดงามโดดเด่นขอเพียงสมเกียรติของเจ้าภาพก็เพียงพอ” พูดจบก็หย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้ไม่ไกลจากคนเป็นน้องสาว พยักหน้าให้เสี่ยวหมี่ที่หิ้วตะกร้ามาจัดการตั้งโต๊ะน้ำชากับขนมชุดเล็กๆ ของนางโดยเฉพาะ

สาวใช้เปิดผ้าสีขาวที่คลุมปากตะกร้าออก แล้วยกกาน้ำชา ถ้วยชา และจานขนมออกมาวางเรียง แม้ไม่ใช่ของหรูหราแต่ก็ดูพอเหมาะเรียบง่าย ยิ่งตอนเห็นสีชาแปลกตาที่กำลังไหลรินจากปากกาน้ำชาสู่ถ้วยน้ำชา ก็ทำให้เซี่ยเหว่ยถิงละสายตาจากผ้าและเครื่องประดับไป หันไปมองการกระทำของสาวใช้ข้างกายพี่สาวอย่างฉงนแทน

“ข้าน้อยยินดียิ่งเจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่มีสีที่ชื่นชอบเป็นพิเศษหรือไม่เจ้าค่ะ” เป็นหลงจู๊ร้านขายผ้าและเย็บปักที่เอ่ยขึ้นก่อน เซี่ยลู่จิวกวาดสายตามองพับผ้ามากมาย ที่ส่วนใหญ่ไปตั้งอยู่เบื้องหน้าคนเป็นน้องสาว แน่นอนว่านางไม่คิดเล็กคิดน้อย เพราะนางมาถึงโถงกลางช้ากว่าอีกคนเอง ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่สิทธิของการเลือกสินค้าจะเป็นของคนที่มาก่อน

หญิงสาวครุ่นคิดหลายอึดใจก็ส่ายหน้าน้อยๆ “ข้าไม่มีสีใดในใจหรอก”

“เช่นนั้นข้าน้อยบังอาจแนะนำให้เลือกสีสดใส เหมาะสมจะสวมใส่ในงานเลี้ยงฉลอง แต่ก็ต้องสีไม่สดจนเกินไป ผิวของคุณหนูใหญ่ผุดผาดการเลือกสีที่ส่งเสริมจึงไม่ยากเจ้าค่ะ” หลงจู๊เอ่ยพลางเลือกพับผ้าวางตรงหน้าลูกค้าอย่างคล่องแคล่ว พอเซี่ยลู่จิวเห็นสีที่อีกฝ่ายนำมาให้ก็ยิ้มพอใจ เอื้อมมือไปหยิบพับผ้าที่เข้าตาที่สุด

“ข้าชอบสีเขียวใบไผ่มาก เพียงแต่มีแค่สีอ่อนคงไม่ดี เช่นนั้นเจ้าช่วยตัดชุดที่มีสีอ่อน สีเข้มสลับกันแบบกลมกลืนให้ข้า”

“เอ่อ ข้าน้อยจะแจ้งความต้องการของคุณหนูใหญ่แก่ช่างออกแบบตัดเย็บเจ้าค่ะ” คราแรกหลงจู๊ร้านขายผ้าและเย็บปักคิดว่าต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ แต่หญิงสาวตรงหน้าสามารถตัดสินใจได้รวดเร็วเกินคาด ครั้นได้สีผ้าและรูปแบบคร่าวๆ แล้วก็มาถึงร้านเครื่องประดับ

“ข้าน้อยเห็นสีชุดของคุณหนูใหญ่ จึงขอแนะนำเครื่องประดับชุดนี้ขอรับ” หลงจู๊ประคองถาดเครื่องประดับที่มีทั้งปิ่น สร้อย กำไล ต่างหู บรรจงยื่นให้ลูกค้าที่มาถึงทีหลังแต่มีความต้องการชัดเจน

เซี่ยลู่จิวตื่นตาตื่นใจกับเครื่องประดับที่ทำด้วยเงินและหยกขาว แม้จะไม่ได้หยกเนื้อดีหายากราคาแพง แต่ฝีมือของช่างที่รังสรรค์ขึ้นมานับว่าดีเยี่ยม ทั้งลวดลายละเอียดลออ และความเข้าใจใช้หยกสีขาวที่ไม่ได้มีสีโดดเด่น ถึงอย่างนั้นก็มีความแวววาวกลมกลึงดูลงตัว

“ข้าถูกใจมาก เช่นนั้นก็ตกลงตามที่เจ้าแนะนำ สมเป็นหลงจู๊จากร้านที่มีชื่อเสียง ช่วยให้ข้าไม่ต้องหนักใจเลือกเองจนตาลาย” มือเรียวจับถ้วยน้ำชาขึ้นจิบ รับกลิ่นหอมของดอกท้อ และรสชาติที่มีความหวานแทรกอยู่ด้วยสีหน้าผ่อนคลาย

“ขอบพระคุณคุณหนูใหญ่เซี่ยเป็นหน้าที่ของข้าน้อยเจ้าค่ะ/ขอรับ” ใครบ้างได้รับคำชมจากใจจริงจะไม่ยินดี ไหนจะถุงเงินเล็กๆ ที่เสี่ยวหมี่หยิบยื่นให้บอกว่าเป็นค่าตอบแทนน้ำใจที่ทั้งสองคนปวดหัว ยุ่งยากแทนเจ้านายของนาง

“พี่หญิงใหญ่เจ้าคะ ข้าใคร่อยากรู้นักว่า น้ำชาชนิดใดจึงมีสีสันงามเช่นนั้น ซ้ำยังได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้บางอย่าง ข้ามิเคยพบเห็นมาก่อนเลยเจ้าค่ะ” เซี่ยเหว่ยถิงอดรนทนเก็บความสงสัยไว้ไม่ไหว จึงเอ่ยถามด้วยกิริยาเขินอาย เสริมให้ใบหน้าอ่อนหวานละมุนละไมของนางน่ามองกว่าเดิม

“อ่อ ชาในกานี้เป็นชาดอกท้อที่ข้าทำขึ้นดื่มเอง ชาที่คนนิยมดื่มขมเกินไปสำหรับลิ้นข้าน่ะ ข้าก็เลยบ่นกับเสี่ยวหมี่ว่าดอกท้อสีสวย กลิ่นหอม ถ้าเอามาทำชาน่าจะอร่อยกว่าชาทั่วไป ไปๆ มาๆ จึงหาอะไรทำแก้เบื่อจนออกมาเป็นชาดอกท้อ เสียดายที่ข้าแค่ลองทำจึงยังมีจำนวนไม่มาก เจ้าอยากลองชิมหรือไม่ เสี่ยวหมี่เตรียมมาไม่น้อยข้าดื่มคนเดียวไม่หมดหรอก” เซี่ยลู่จิวพูดยาวกว่าทุกครั้งก็รู้สึกคอแห้งเล็กน้อย จึงยกถ้วยชาขึ้นจิบอึกใหญ่

“ข้าอยากลองชิมเจ้าค่ะ แต่ไม่เป็นการเบียดเบียนพี่หญิงใหญ่แน่ๆ ใช่ไหมเจ้าคะ” เซี่ยเหว่ยถิงพยักหน้าตอบรับอย่างรวดเร็ว ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ากว่าพี่สาวจะทำออกมาได้น่าจะยากลำบาก ทั้งยังมีจำนวนจำกัดนางจะกล้าทำหน้าหนาปันมาชิมได้อย่างไร

“เบียดเบียนอันใด ข้าบอกเองว่าเต็มใจแบ่งให้เจ้าชิม ถือว่าข้าหาคนช่วยติชมรสชาติก็ได้ ข้าทำเองดื่มเองก็ไม่กระไร ถึงให้เสี่ยวหมี่ออกความเห็นก็มีแต่ยกยอข้านั่นแหละ” เซี่ยลู่จิวโคลงศีรษะ สีหน้าเอื่อยเฉื่อย แล้วสั่งให้สาวใช้ข้างกายรินชาดอกท้อให้กับน้องสาว รวมถึงหลงจู๊ทั้งสองคน คราแรกสองคนหลังจะปฏิเสธแต่หญิงสาวอ้างว่าหลายคำติชมย่อมดีกว่า เป็นอันว่ามีถ้วยชาเพิ่มมาอีกสามใบ

ครั้นทั้งสามคนได้ลองจิบชิมรสชาติ ล้วนมีความเห็นไปในทิศทางที่ดี และกล่าวว่าคุณหนูใหญ่เซี่ยเป็นคนมีความคิดนอกกรอบ ช่างสร้างสรรค์ความแปลกใหม่ที่น่าทึ่ง เจ้าตัวคนได้รับคำชมเช่นนี้ก็หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก แค่ชาดอกท้อถ้วยเล็กๆ พวกเขาก็ยังขยันหาคำชมพวกนี้มาได้

เวลาเดียวกันนั้นเองที่คุณชายใหญ่เซี่ยจินเซิน คุณชายเล็กเซี่ยเจียมู่เดินเข้ามาสมทบ พอเห็นว่าจากการเลือกผ้า เลือกเครื่องประดับมาเป็นการลิ้มรสน้ำชาฝีมือของเซี่ยลู่จิว บุรุษต่างวัยทั้งสองก็ไม่รอช้าเรียกร้องอยากเข้าร่วมด้วย ดังนั้นเจ้าของชาดอกท้อจึงสั่งให้เสี่ยวหมี่รินน้ำชาเพิ่มอีกสองถ้วย

“น้องรองช่างคิดจริงๆ ” แม้เซี่ยจินเซินจะไม่ชมชอบรสชาติหวาน แต่ชาดอกท้อนี้ไม่ได้หวานแหลม เพียงแค่หวานติดปลายลิ้นเท่านั้น

“ถ้าพี่หญิงใหญ่ทำได้เยอะเมื่อใด ข้าขอจับจองบ้างได้หรือไม่ขอรับ ข้าก็คิดๆ อยู่ว่าชาทั่วไปขมไม่ถูกใจสักนิด” เซี่ยเจียมู่ส่งสายตาอ้อนวอนไปยังพี่สาวคนโต แม้คนอื่นจะมองว่าในบรรดาสี่พี่น้อง คุณหนูใหญ่ห่างเหินจากพี่น้องที่สุด กระนั้นก็มีข้อยกเว้นอยู่คนหนึ่งนั้นคือคุณชายเล็ก ที่มักหลบความวุ่นวายไปนอนพักที่เรือนของพี่สาวคนนี้เสมอ เพราะเป็นสถานที่ที่เงียบสงบที่สุดในคฤหาสน์นี้

“ถ้าข้าทำออกมาได้เยอะจะให้เสี่ยวหมี่ปันไปให้เจ้าก็แล้วกัน” เซี่ยลู่จิวรับปากอย่างง่ายดาย และได้รับรอยยิ้มกว้างแห่งความยินดีจากน้องชายทันที

จากนั้นทุกคนก็กลับมายังเรื่องงานเลี้ยงฉลองแห่งจวนจวิ้นอ๋อง เทียบเชิญที่ส่งให้นางเป็นการเฉพาะ ส่งผลให้ตระกูลคหบดีอย่างตระกูลเซี่ยโดนจับจ้องจากสายตาหลายคู่ บิดามารดาจึงไม่อาจแสดงตัวโจ่งแจ้งได้ ไม่เช่นนั้นจะเป็นการก้าวไปยืนบนเส้นด้ายของการต่อสู้ทางการเมือง ที่หาสาระไม่ได้ในสายตาของเซี่ยลู่จิวผู้มีความทรงจำในอดีตชาติ ผู้มีอำนาจแก่งแย่งชิงอำนาจมาเป็นของตน คนที่เดือดร้อนก็มีแค่ประชาชนตาดำๆ

แม้จวิ้นอ๋องจะประกาศจุดยืนชัดเจนว่าไม่สนใจบัลลังก์มังกร เจตนารมณ์เดียวคือปกป้องแคว้น ทำงานให้แผ่นดินร่มเย็นเป็นสุข หรือต่อให้เซี่ยจื่อโจวสนับสนุนให้บุตรชายรับราชการ ก็ยังไม่ถึงเวลาที่จะเลือกฟักเลือกฝ่าย ยามนี้ต้องทำตัวเป็นกลางส่งเพียงบุตรชายหญิงไปงานเลี้ยงจวนจวิ้นอ๋อง บ่งบอกว่าเป็นให้เกียรติเทียบเชิญ และหวังให้รุ่นเยาว์ได้เปิดหูเปิดตา พบปะสหาย ไม่มีการแฝงเร้นของความคิดอ่านของผู้ใหญ่

เซี่ยลู่จิวยังคงเอนหลังบนเก้าอี้โยก ทำกิจวัตรเดิมๆ ซ้ำๆ ฟังเสียงซุบซิบนินทาที่มักลอยผ่านกำแพงมาเข้าหู ที่เพิ่มเข้ามาคือต้องแบ่งเวลาไปทำชาดอกท้อให้ได้จำนวนเยอะๆ กระทั่งถึงเวลาไปงานเลี้ยงฉลองจวนจวิ้นอ๋อง หญิงสาวถูกอกถูกใจชุดของตัวเองทีเดียว ยิ่งพอได้แต่งองค์ทรงเครื่องแล้วก็อดยอมรับไม่ได้ว่าตัวเองก็นับเป็นหญิงงามคนหนึ่ง

ทว่างานเลี้ยงฉลองที่ควรอบอวลด้วยเสียงอวยพร กลับกลายเป็นเสียงกรีดร้อง และกลิ่นคาวเลือด พระชายาจวิ้นอ๋องโดนวางยาพิษส่งผลให้เสียบุตรในครรภ์ไป เป็นครั้งแรกที่เซี่ยลู่จิวได้เห็นความสูญเสียกับตานับตั้งแต่ลืมตาบนโลกใบนี้ บรรยากาศครืนเคร้งเหลือเพียงความอึมครึมหม่นหมอง

ผู้คนบอกเล่าว่าพระชายารอดชีวิตมาได้ด้วยการสละบุตรที่เฝ้ารอมานาน ถึงอย่างนั้นสุขภาพของพระนางก็อ่อนแอลง แม้แต่หมอหลวงก็ยังส่ายหน้าจนปัญหา จวิ้นอ๋องผู้เป็นพระสวามีลงทุนคุกเข่าของพระราชทานสมุนไพรสูงค่าจากฮ่องเต้ก็ยื้อลมหายใจของพระชายาได้เพียงหนึ่งเดือน ไม่รู้ว่าเท็จจริงเพียงใด ทว่าการที่จวนจวิ้นอ๋องประกาศตามหาหมอมากความสามารถมารักษาพระชายานั้นเป็นเรื่องจริง

รองแม่ทัพน้อยจำหักใจเข้าร่วมกองทัพออกศึกปกป้องชายแดน ไม่สามารถอยู่เคียงข้างพี่สาวได้ ว่ากันว่าน้องชายพระชายาจวิ้นอ๋องสู้รบดุดันเอาชัยเหนือข้าศึกภายในเวลาอันสั้น แล้วเร่งควบม้าเปลี่ยนม้าไม่พักผ่อนเพื่อกลับมาเมืองหลวงให้ทันดูใจพี่สาว ทว่าไม่ทันกาลจวนจวิ้นอ๋องมีเพียงเสียงร่ำไห้ของข้ารับใช้ดังระงม ชายหนุ่มที่อ่อนเพลียทั่วร่างมอมแมมด้วยฝุ่นและเลือดของศัตรูทำได้เพียงคุกเข่าโขกศีรษะหน้าร่างไร้วิญญาณ ครั้นผ่านพิธีศพของพระชายา จวิ้นอ๋องก็ตรอมตรมร่างกายผ่ายผอม จึงได้มอบอำนาจฝากฝังทุกอย่างไว้บนบ่าของน้องภรรยา คนที่เขาเห็นเป็นน้องชายแท้ๆ คนหนึ่ง

การล้มลงของจวนจวิ้นอ๋องทำให้เกิดคลื่นใต้น้ำ กระทบถึงงบประมาณสนับสนุนต่อกองทัพที่รองแม่ทัพน้อยสังกัดอยู่ รวมถึงกองทัพอื่นที่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ เมื่อมีข้าศึกฉวยโอกาสเข้าประชิดชายแดน รองแม่ทัพน้อยก็ควบม้านำกองทัพออกไปสู้รบ ทว่าความพะวักพะวนทำให้เสียท่าได้รับบาดเจ็บสาหัสแม้จะได้รับชัยชนะก็ตาม ครั้นกลับมาเมืองหลวงก็ยังต้องดูแลทั้งจวนตัวเอง และจวนพี่เขยที่เจ้าของจวนป่วยเพราะตรอมใจ

สถานการณ์ของรองแม่ทัพน้อยที่เคยมีอนาคตสดใสรุ่งเรืองรออยู่ กลับกลายเป็นมืดมนจนหลายคนบ่ายหน้าหนี ข่าวคราวที่ว่าชายหนุ่มอาจพิการไม่สามารถกลับมาแข็งแรงดั้งเดิม ทำให้ตระกูลตงแสร้งไม่รู้ไม่ชี้ถึงสัญญาปากเปล่าการเป็นคู่หมายระหว่างคุณหนูตงฟางเซียนกับรองแม่ทัพน้อย ซึ่งชายหนุ่มก็เข้าใจพยักหน้ายอมรับโดยง่าย เขาทุ่มเทประคับประคองหลายอย่างเต็มกำลังความสามารถจวบจนจวิ้นอ๋องได้จากไป ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่เหลืออยู่ให้อยู่ในความดูแลของรองแม่ทัพน้อย พยายามเป็นต้นไม้ใหญ่ต้านทานลมฝนให้ผู้ใต้บังคับบัญชา โดยมีแมวหนึ่งตัวคอยคลอเคลียปลอบใจอยู่ใกล้ๆ เสมอ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...