โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สารพัดปัจจัยเสี่ยง สภาพัฒน์รื้อโมเดลเศรษฐกิจประเทศ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 ก.ย 2566 เวลา 09.38 น. • เผยแพร่ 20 ก.ย 2566 เวลา 09.38 น.
ดนุชา พิชยนันท์

แม้จะผ่านการเลือกตั้ง มีรัฐบาลใหม่เข้ามาแล้ว แต่มองไปข้างหน้าโจทย์ของประเทศไทย “ไม่ง่าย” ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องคงต้องช่วยกันคิดและหาทางออกร่วมกัน ล่าสุดสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ จัดการประชุมประจำปี 2566 หัวข้อ “Transitioning Thailand : Coping with the Future” เพื่อระดมสมองผู้ที่มีองค์ความรู้ในการหาทางรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ไทยเผชิญหลากหลายปัจจัยเสี่ยง

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า ประเทศไทยเผชิญความไม่ปกติมาตลอดตั้งแต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และในอนาคตข้างหน้าก็ยังคงต้องเจอกับความไม่ปกติแบบนี้อยู่ และยังไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่ หลายอย่างคาดการณ์ได้และหลายอย่างก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้ จึงเป็นความเสี่ยงที่ต้องเจอในอนาคต

ทั้งเรื่องความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ภัยธรรมชาติที่เกิดมากขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (climate change) ก็เกิดถี่และรุนแรงมากขึ้น ซึ่งเข้ามากระทบความหลากหลายทางชีวภาพ และส่งผลกระทบต่อการผลิตภาคเกษตร หรือความมั่นคงทางอาหาร (food security)

ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ก็ยังเป็นปัญหาสำคัญ รวมถึงเรื่องของสังคมแบ่งขั้วก็เป็นปัญหาที่เกิดจากความก้าวหน้าของโซเชียลมีเดีย ที่ทำให้ผู้คนรับข่าวสารได้แตกต่างกัน จนเกิดเป็นความขัดแย้ง

ส่วนในช่วง 10 ปีข้างหน้า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ก็ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามและเฝ้าระวัง ตลอดจนเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ (cyber security) หรือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นทั้งผลในเชิงบวกและลบ จึงต้องคิดต่อว่าจะบริหารจัดการอย่างไรให้การทำงาน ทั้งภาคธุรกิจและรัฐบาลเดินต่อไปได้ รวมถึงเรื่องของการย้ายถิ่นแบบไม่สมัครใจ

จากปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว มองความเสี่ยงออกได้เป็น 5 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.ระบบเศรษฐกิจผันผวน 2.สังคมเปราะบางไม่เท่าเทียม ขาดความสามารถในการฟื้นตัว 3.ทรัพยากรขาดแคลน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เชื้อเพลิง ต้นทุนวัตถุดิบ 4.ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สร้างความขัดแย้ง สงครามเศรษฐกิจ รวมถึงการก่อการร้าย และ 5.เทคโนโลยีก้าวหน้า แต่จารกรรมข้อมูลง่ายขึ้น

“ในอนาคตประเทศไทยควรจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร โมเดลการพัฒนาที่เหมาะสมของประเทศไทยควรจะเป็นแบบไหน เราควรให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ได้ตัวเลขสูง ๆ หรือเติบโตแบบตัวเลขไม่สูงนัก แต่มีภูมิคุ้มกันที่เพียงพอกับสถานการณ์ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต และยังคงโตต่อไปได้เรื่อย ๆ”

ถึงเวลาเปลี่ยนผ่านประเทศไทย

เลขาธิการ สศช.กล่าวว่า แนวคิดในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทย โดยสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวมี 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ความท้าทายในการเผชิญความเสี่ยงของโลก 2.แนวคิดการเติบโตสีเขียว (green growth) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ 3.แนวคิดการเติบโตอย่างมีส่วนรวม (inclusive growth) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

“การจะก้าวต่อไปเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่โมเดลเศรษฐกิจ inclusive green growth มีโจทย์ต่าง ๆ ที่ต้องช่วยกันคิด ได้แก่ 1.บนโลกที่มีหลายขั้วอำนาจ ไทยควรสร้างโอกาสหรือลดความเสี่ยงอย่างไร 2.เศรษฐกิจไทยจะเติบโตอย่างยั่งยืนอย่างไร ภายใต้บริบทที่ผันผวน ซับซ้อน และคาดการณ์ได้ยาก 3.โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ทุกคนได้รับโอกาสอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมควรเป็นเช่นไร 4.จะใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกในการเปลี่ยนประเทศไปสู่โมเดลการพัฒนาใหม่อย่างไร”

5 ประเด็นท้าทายต้องจัดการ

ขณะที่ ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในการเสวนาหัวข้อเรื่อง “Inclusive Green Growth Transition” ว่า ภายใต้ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) และการรับมือภายใต้ trade war และ tech war จะเป็นโอกาสกับประเทศไทยได้ โดยไทยต้องทำภายในให้ดี และรับความเสี่ยงจากภายในให้ได้ หากไทยต้องการเปลี่ยนแปลงจะต้องจัดการกับความท้าทายที่มีอยู่ 4-5 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.ผลิตภาพ ซึ่งเป็นปัญหาที่ไทยไม่สามารถก้าวข้ามได้ โดยเฉพาะภาคเกษตรที่ผลิตภาพต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง

2.โครงสร้างระบบรัฐและรัฐวิสาหกิจ เป็นโครงสร้างที่เขียนอยู่ในโลกแบบเดิม ไม่ได้ตอบโจทย์สมัยใหม่ 3.ระบบนิติรัฐและปัญหาคอร์รัปชั่น โดยในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สถานะของไทยไม่ได้ดีขึ้น มีหลายเหตุการณ์ที่ทำให้คลางแคลงใจในนิติรัฐ ซึ่งทำลายการแข่งขัน

4.สังคมสูงอายุ ซึ่งไทยไม่มีความพร้อมในการรองรับการเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งสวัสดิการ และตลาดแรงงานที่เล็กลง และ 5.การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยคนจะมองถึงเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจก แต่ไทยยังขาดการวางแผน การปรับตัว และรับมือ

“การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ แม้จะเป็นเรื่องที่พยายามทำให้เกิดขึ้น แต่ไม่ได้เกิดขึ้น แม้ว่าจะมีการแก้ร่างกฎหมายแล้วก็ตาม เพื่อลดการแทรกแซงของการเมือง แต่ในท้ายที่สุดก็ไปไม่สุดซอย แต่มีรัฐวิสาหกิจที่ปรับตัวเร็ว คือการบินไทย แต่เพราะเขาหลุดจากรัฐวิสาหกิจแล้วจึงทำสำเร็จ”

ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจยึด 4 แกน

ดร.วิรไทกล่าวด้วยว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในอนาคต ต้องมี 4 แกนหลัก คือ 1.productivity ไทยจะต้องแข่งขันด้วยคุณภาพไม่ใช่ปริมาณ 2.inclusivity การไม่แบ่งแยก และกระจายผลประโยชน์ เพื่อความเหลื่อมล้ำ 3.immunity ภูมิคุ้มกัน โดยจำเป็นต้องดูเสถียรภาพการเงินและการคลัง รวมถึงหนี้ครัวเรือน และ 4.adaptivity การปรับตัว

“ภาครัฐหากไม่มีประสิทธิภาพจะกระทบต่อผลิตภาพเศรษฐกิจลดลง หรือแม้แต่รัฐวิสาหกิจจะเป็นต้นทุนของเราทุกคน เพราะการขออนุญาตที่มีความยุ่งยาก จะเป็นต้นตอกระทบต่อผลิตภาพ เพราะผู้ประกอบการไม่สามารถทำอะไรได้ กฎหมายไม่เท่าทัน ไม่ก่อให้เกิดการลงทุนใหม่ ดังนั้น การปฏิรูปภาครัฐเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนเรื่องพัฒนาผลิตภาพจะต้องทำแบบเฉพาะกลุ่ม ไม่ได้เหวี่ยงแหแบบ quick win”

เตือนไทยระวัง “ตกขบวน-ตกราง”

ดร.สันติธาร เสถียรไทย อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท Sea Group กล่าวว่า ประเทศไทยสามารถ green เพื่อ growth ได้ เช่น การท่องเที่ยวที่มีสัดส่วนประมาณ 20% ของ GDP ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลัก จากเดิมจะเน้นปริมาณ ทำให้เกิดการกระจุกตัวเพียงใน 5-10 จังหวัด จึงเป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม แต่หลังจากนี้จะเห็นว่าเทรนด์ของโลกเปลี่ยนไป เน้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมากขึ้น ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้ และลดการกระจุกตัวของจังหวัดท่องเที่ยว และที่สำคัญผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจะน้อยลง

สิ่งที่ไทยทำได้ดีคือ เกี่ยวกับความยั่งยืน แต่จะต้องหาตลาดใหม่ ๆ และจะต้องมี 3 อย่างคือ 1.โครงสร้างพื้นฐาน มีระบบหลังบ้านที่พร้อม 2.ธรรมาภิบาล เพราะการใช้เทคโนโลยีจะต้องมีความรับผิดชอบ และ 3.คน ซึ่งจะต้องสอนให้คนได้รู้จักถึงเทคโนโลยีและการใช้

“หากไม่สามารถทำได้ 3 อย่างที่กล่าว เราจะตกขบวน ตกราง โดยตกขบวนก็คือ เราใช้ไม่เป็น หรือ system data ไม่พร้อม ประเทศเพื่อนบ้านอาจแซงหน้าเราไป หรือเสี่ยงตกรางคือ เช่น อยู่ ๆ กระโดดเข้าไปโดยไม่เช็กข้อมูล เราอาจจะก่อปัญหาความรุนแรงได้เช่นกัน ดังนั้น หากเราไม่มีโปรดักต์ที่เข้าใจง่าย คนก็ไม่ใช้”

คว้าโอกาสท่ามกลาง Tech War

ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ภายใต้วิกฤตจะประกอบด้วย 2 คำคือ อันตราย และโอกาส ซึ่งไทยจะเลือกไปกับจีน หรือสหรัฐ หรือจะเลือกอยู่ตรงกลาง เพราะไทยเองอยู่ในฐานะจุดเชื่อมตลาดอาเซียนกับประเทศอื่น โดยที่ผ่านมาจาก trade war ยกระดับมาเป็น tech war ทำให้โจทย์ในการพัฒนาโมเดลกลับไปสู่จุดเดิม back to basic คือผลิตภาพ จะนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยธุรกิจได้อย่างไร เพราะโจทย์ไม่เหมือนเดิม

“การแข่งขัน ทำให้เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็ว เพราะทั้ง 2 ฝ่ายจะทุ่มกำลังในการพัฒนา และสงครามจะทำให้ของมีราคาแพงขึ้น เช่น ชิปจะมีราคาแพงขึ้น แต่ในระยะยาวที่จีนพยายามแข่งขันด้วยต้นทุนที่ถูกลง จึงเป็นโอกาสจาก tech war ที่ไทยจะต้องรับมือ ซึ่งเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยเรา transform economy ได้”

ดึงเทคโนโลยีต่อยอดธุรกิจใหม่

ด้าน นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ภายใต้ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ มีมุมมอง 2 ด้านคือ ภาพการแข่งขันคงไม่ได้แตกต่างจากเดิมมากนัก โดยทุกคนพยายามหาซัพพลาย เช่น จากเดิมแอปเปิลที่มีอยู่ในจีนค่อนข้างมาก ปัจจุบันได้ย้ายไปอยู่ในอินเดีย หรือแม้แต่บริษัท software ที่อยู่ในจีน ปัจจุบันก็อยู่ในไทย ดังนั้น ในภาคของธุรกิจอาจไม่ได้แตกต่าง และไทยยังมีโอกาส แต่จะเตรียมตัวให้พร้อมอย่างไร ซึ่งไทยอยู่ในตำแหน่งที่ดีมาตลอด

“ประเทศไทยมีความรู้ความสามารถในหลากหลายเรื่อง และนี่คือโอกาสที่เราจะเอาเทคโนโลยีมาต่อยอด บริการ และสร้างธุรกิจใหม่ ๆ โดยไทยมีโอกาสระหว่างที่เขาสู้กันอยู่ โอกาสที่เราจะ adopt ในการสร้าง ไม่ใช่แค่นำมาใช้อย่างเดียว”

เหล่านี้เป็นมุมมองต่อการ “เปลี่ยนแปลง” ประเทศไทย เพื่อ “รับมือกับอนาคต” ซึ่งการจะประสบความสำเร็จได้ คงต้องอาศัยการออกแรงจากหลาย ๆ ฝ่าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...