ย้อนเวลาไปผูกด้ายแดง ในยุค 70's (มี E-book)
นิยาย Dek-D
อัพเดต 04 ม.ค. 2567 เวลา 05.00 น. • เผยแพร่ 04 ม.ค. 2567 เวลา 05.00 น. • คุณหนูใหญ่สกุลจางข้อมูลเบื้องต้น
คำโปรย
เกิดเป็นจางอี้หนิง ชีวิตเจอแต่รักเฮงซวย ไม่มีทั้งลูก ทั้งผัว
ตั้งใจจะใช้ชีวิตโสด สวย และรวยมากอยู่ดีๆ
แต่ดันได้รับภารกิจ (แบบมัดมือชก)
ให้ย้อนเวลากลับมาเชื่อมบุพเพให้พ่อแม่ตัวเอง
เอาฟะ ทำก็ทำ
แต่ทำมั๊ย ทำไม…ต้องกลับไปตอน 5 ขวบเนี่ย!!!
งานนี้ฉันเลือกอะไรได้ไหม ฮือออ
…………………….
มาร่วมลุ้นไปกับนางเอกของเรากันนะคะ
ภารกิจจะโหด มันส์ ฮา แค่ไหน
จะโดนระบบกวน + แกง รึเปล่า
เอาใจช่วยจางอี้หนิงให้ทำภารกิจสำเร็จด้วยนะคะ
…………………………..
ไรท์จะลงอาทิตย์ละสามตอนนะคะ
(ทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์)
อาทิตย์หน้า( 25/12/65) จะมีเปิดตอนให้อ่านล่วงหน้าแบบติดเหรียญ
ใครสายฟรีไม่ต้องกังวลนะคะ เปิดให้อ่านฟรีจนจบแน่นอนค่ะ
(จะมีแจ้งวันที่เปิดให้ฟรีหลังชื่อตอน)
……………………………….
++คำเตือน++
นิยายเรื่องนี้ดำเนินเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป นางเอกไม่ได้เก่งเว่อร์แบบเหนือคนตั้งแต่แรก ออกจะโง่ๆ บ๊องๆ มีเอ๋อหน่อยๆ ฉะนั้นอย่าคาดหวังกับนางเอกของไรท์มากนะคะ
แต่แน่นอน สกิลนางเอก พออบรมบ่มเพาะด้วยภารกิจจากระบบมากขึ้น ความเทพย่อมจะตามมาเพื่อจะได้ไว้ไฟว้กับเหล่าตัวร้ายได้ ขอรี้ดทุกคนช่วยลุ้น+เอาใจช่วยน้อง (ที่ชาติก่อนอาจจะแก่กว่ารี้ดหลายๆคน 555) ด้วยนะคะ
กดหัวใจ
คอมเมนต์
เก็บเข้าชั้น
เป็นกำลังใจให้ไรท์ตั้งใจปั่นนิยายด้วยนะคะ
ooo ขอบคุณแรงสนับสนุนจากรีดทุกคนค่า ooo
หากใครเพิ่งหลุดเข้ามาอ่านนิยายของไรท์ครั้งแรก
ไรท์มีนิยายแนวรักใสๆ ความรักต่างวัย
เรื่อง ให้ตายเถอะ ฉันโดนเด็กอ่อย
คนสองคนที่เริ่มต้นจากความบังเอิญ ถูกโชคชะตานำพาให้พบเจอกัน
ให้รู้จัก ข้องเกี่ยว และผูกพัน จนรัก…ลึกล้ำ
เธอไม่เคยคิดเลยว่า จะมีความรักกับเด็กอายุน้อยกว่าถึง 7 ปี
เขาไม่เคยคิดเลยว่า จะตกหลุมรักแรกพบกับสาวคนนี้
ไปลองตำ กันได้นะค้าา
คลิกที่นี่เลย
**นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นตามจินตนาการของผู้แต่ง โดยไม่ได้อิงกับประวัติศาสตร์ หรือหลักวิชาการใดๆ บางส่วนแต่งขึ้นเพื่อเพิ่มอรรถรส และสีสันของเนื้อเรื่อง ผู้อ่านไม่สามารถนำเนื้อหาของนิยายไปใช้ในการอ้างอิงเชิงวิชาการใดๆ ได้**
ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2538 (ฉบับเพิ่มเติม) ห้ามมิให้สแกนหรือคัดลอกเนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของนิยายเรื่องนี้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของลิขสิทธิ์เท่านั้น
เมื่อฉันลืมตาตื่นอีกครั้ง
เสียงเคาะประตูดังรัวๆ และเสียงแหลมตะโกนเรียกดังไม่หยุด ทำเอาคิ้วขมวดมุ่นอย่างไม่ค่อยพอใจนัก
โอยย…มีใครจะตายหรือยังไงนะ ขอนอนอีกหน่อยไม่ได้รึไง
จางอี้หนิงพลิกตัวไปมา แต่ยังไม่ยอมลืมตา เธอเกลียดเวลามีคนมาทำเสียงดังตอนเช้าที่สุด อยู่คนเดียวมาหลายปีจนเคยชินแล้ว จะตื่นกี่โมง นอนกี่โมงก็ทำได้ตามอิสระ แล้วใครมาเรียกเธอแต่เช้าเนี่ย
ปัง ปัง ปัง
“สะใภ้รองตื่นได้แล้ว จะนอนกินบ้านกินเมืองถึงไหน ตื่นมาเตรียมอาหารเช้าได้แล้ว”
“จ้ะๆ ตื่นแล้วจ้ะ จะออกไปแล้ว” เสียงหวานใสที่เอ่ยตอบรับ จากนั้นก็มีเสียงการเคลื่อนไหวกุกกัก และตามด้วยเสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่ค่อยๆ จางหายไป
เอ๊ะ สะใภ้รอง…ใครนะ แต่เสียงเมื่อกี้คุ้นๆ จัง…
จางอี้หนิงลืมตาพรึ่บ
เมื่อกี้เธอได้ยินเสียงแม่…แม้เสียงจะสาวกว่าที่เคยจำได้ แต่นั่นเสียงแม่แน่ๆ
แสงไฟสลัวจากช่องประตูที่ปิดไม่สนิทนั้น ทำให้เธอพอมองเห็นภาพภายในห้องเพียงแค่เงาสลัวๆ ดวงตากลมโตกวาดตามองไปรอบๆ ห้องที่แปลกตา แต่ก็ดูคุ้นเคยอย่างประหลาด
นี่เธออยู่ที่ไหนกัน ไม่ใช่ห้องคอนโดของเธอแน่ๆ จากเงารางๆ ที่เห็น ภายในห้องมีเฟอร์นิเจอร์เพียงไม่กี่ชิ้น
จางอี้หนิง ยกมือขึ้นขยี้ตา นี่เธอยังฝันอยู่เหรอ แต่แล้วก็ต้องตกใจอีกครั้ง ทำไมมือเธอถึงเล็กแบบนี้ จริงอยู่ที่เธอไม่ใช่คนตัวสูง แถมยังกระดูกเล็ก สูงแค่ 158 ซม. เท่านั้น แต่ยังไงก็ไม่น่าจะมือเล็กขนาดนี้ นี่มันเหมือนมือของเด็กๆ เลยนี่
ร่างเล็กลุก และปีนออกจากเตียงด้วยความยากลำบาก โอย ทำไมทั้งแขนและขามันทั้งสั้นและป้อมขนาดนี้เนี่ย เธอพยายามคลำทางเพื่อเดินไปเปิดประตูให้กว้างมากขึ้น แสงจากหลอดไฟตรงทางเดินสว่างจ้า จนเธอต้องหยีตาเพื่อปรับสายตาสักครู่ ก่อนจะมองภาพภายในห้องที่ชัดเจนขึ้นอย่างตื่นตะลึง
ห้องที่แสนคุ้นเคยนี่… จำได้แล้ว นี่มันห้องนอนของครอบครัวพวกเธอในบ้านตระกูลจาง ที่เธอเคยอยู่สมัยเด็กๆ นี่ ที่ประหลาดใจที่สุดคือ ทำไมของทุกอย่างดูใหญ่โต ขนาดนี้ หัวของเธอยังไม่พ้นความสูงของขอบโต๊ะหนังสือเลย!!
มันเกิดอะไรขึ้น จำได้ว่าก่อนหน้านี้เธอเพิ่งวางสายจากเพื่อนสนิทของเธอ แล้วก็เตรียมตัวเข้านอน แต่อยู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บตรงหน้าอก ก่อนที่สติจะดับวูบไป รู้สึกตัวอีกที ก็ตอนที่ได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกเมื่อกี้ที่ปลุกให้ตื่น แล้วเธอมาโผล่ อยู่ที่บ้านนี้ได้ยังไง แถมทั้งมือของขา ก็ทั้งสั้นทั้งป้อมนี่อีก
แล้วจางอี้หนิงก็รีบเดินไปตามความทรงจำ ไปหยุดยืนอยู่ตรงโต๊ะเครื่องแป้งของแม่ พยายามลากเก้าอี้เล็กออกมาเพื่อปีนขึ้นไปส่องกระจก ทันที่ที่ได้เห็นภาพสะท้อนออกมานั้น ร่างเล็กก็แข็งค้าง
เงาในกระจก เป็นเด็กหญิงน้อยตัวอ้วนป้อม ไว้ผมสั้น และมีผมหน้าม้าสั้นเต่อยิ่งทำให้ใบหน้าดูอวบกลม โดยเฉพาะแก้มกลมแดงสองข้างเหมือนซาลาเปานุ่มฟูน่ากัด ดวงตากลมโตที่กำลังกระพริบตาปริบๆ และจ้องเขม็งกลับมา ท่าทางเหมือนตื่นตกใจอะไรสักอย่าง
นะ..นี่มันตัวเธอสมัยเด็กๆ นี่ นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ยยย
นิ้วเล็กป้อม ลองหยิก ที่แก้มแดงๆ ทีหนึ่ง
โอ๊ยยย เจ็บ เรื่องจริงเหรอเนี่ย นะ นี่มันจะเหมือนในนิยายที่เธอชอบอ่านบ่อยๆ ที่นางเอกย้อนเวลากลับมา หรือพวกกลับชาติมาเกิดอะไรพวกนั้นเหรอ เรื่องประหลาดแบบนั้นเกิดขึ้นกับเธอจริงๆ เหรอเนี่ย
[โฮสเข้าใจถูกต้องแล้วครับ]
“เอ๊ะ เสียงใครกัน” จางอี้หนิงหันหัวเล็กๆ ไปมองรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นใครในห้องเลย
[ไม่ต้องหาหรอกครับ ผมเป็นระบบด้ายแดง ไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง]
“ห๋า…ระบบด้ายแดงเหรอ” เสียงเล็กๆ ร้องเหวอออกมาเสียงดัง แล้วก็รีบเอามือตะครุบปากตัวเอง ก่อนจะหันไปมองว่ามีใครเข้ามาได้ยินหรือป่าว
“ระบบมีจริงเหรอเนี่ย” เธอพึมพัมในใจอยากไม่อยากจะเชื่อ
[มีจริงสิครับ ก็กำลังคุยกับโฮสอยู่นี่ไง]
น้ำเสียงตอบกลับมานั้น ดูมีความกวนเล็กน้อย ในความคิดของจางอี้หนิง
“แล้วอะไรคือระบบด้ายแดง” จางอี้หนิงพยายามพูดเบาๆ ราวกระซิบ พร้อมกับเอามือเล็กป้อมนั้นป้องปาก ราวกับกลัวว่าใครจะได้ยิน ท่าทางที่ดูน่าตลกนั้นทำเอาระบบรับไม่ค่อยได้นัก
[ไม่ต้องกระซิบก็ได้ครับ แค่คิดในใจผมก็ได้ยิน]
อ้าว แล้วก็ไม่บอกแต่แรก
[ก็โฮสไม่ได้ถามนิ]
จางอี้หนิงรู้สึกหัวคิ้วกระตุก นี่เธอดันได้มาเจอระบบกวนประสาทเหรอเนี่ย
[เอาล่ะ ผมจะอธิบายให้ฟังครับ ระบบด้ายแดง เป็นระบบที่เทพเหล่าเย่ว สร้างและพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยจัดการเรื่องวาสนาด้ายแดงของคู่รัก และก่อนที่จะนำมาใช้งานอย่างเป็นทางการ จึงได้มีการเลือกโฮส เพื่อสำหรับทดสอบการใช้งานระบบ โฮสเป็นหนึ่งในผู้ถูกเลือกเข้าร่วมการทดลองใช้ครับ]
“แปลว่า ไม่ได้มีฉันคนเดียวสินะ ยังมีโฮสคนอื่นอีก” จางอี้หนิงถาม
[ถูกต้องแล้วครับ แต่โฮส จะไม่ได้เจอโฮสคนอื่นง่ายๆ หรอกครับ เพราะระบบ จะเลือกโฮสในแต่ละมิติเวลา มิติสถานที่ที่แตกต่างกัน]
“แล้วทำไมฉันถึงถูกเลือกเป็นโฮสล่ะ มีเกณฑ์การเลือกอย่างไรกันแน่”
[เรื่องนี้โฮสยังไม่สามารถได้รับคำตอบครับ]
จางอี้หนิงทำหน้ายุ่ง ดวงตากลมโตหรี่ลง แล้วจึงถามคำถามต่อไป
“อะไรคือภารกิจหลักของฉัน”
[โอ้…โฮสคุ้นเคยกับกับระบบไม่น้อยนะครับ] น้ำเสียงของระบบดูประหลาดใจเล็กน้อย
“แน่สิ ฉันอ่านนิยายมาเยอะนี่” ใบหน้ากลมป้อมเชิดขึ้นน้อยๆ อย่างภูมิใจ
ระบบไม่ตอบ แต่อยู่ๆ ก็มีแสงสว่างวาบ ปรากฏภาพหน้าจอสามมิติขึ้นตรงหน้าจางอี้หนิง
ระบบด้ายแดง
โฮส: จางอี้หนิง
อายุ 5 ปี 4 เดือน
ภารกิจหลัก: ปกป้องวาสนาด้ายแดงของจางลู่ซือ และ ฮัวเหลียนฮวา ไม่ให้ขาดจากกัน
ระยะเวลาภารกิจ: ตลอดชีพ
“ห๋าาาา…เดี๋ยวนะ จางลู่ซือ ฮัวเหลียนฮวา นั่นคือ พ่อแม่ของฉันนี่” จางอี้หนิงตะโกนออกมาอย่างลืมตัว
………………………………..
ไรท์ขอเม้าท์
วันนี้ฤกษ์งามยามดี จากตอนแรกที่ตั้งใจจะเปิดเรื่องวันพรุ่งนี้ เลยเปลี่ยนใจมาเปิดวันนี้แทน ฉะนั้นอาทิตย์นี้จะลงทั้งหมด 4 ตอนนะคะ ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่หลงผ่านมาอ่านนิยายเรื่องนี้ มาร่วมสนุก เฮฮาไปกับอี้หนิงนะคะ
หากใครชอบนิยายเรื่องนี้ก็สามารถเป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยการ
กดหัวใจ
คอมเมนต์
เก็บเข้าชั้น
แชร์นิยาย
เจอแม่อีกครั้ง
“ห๋าาาา…เดี๋ยวนะ จางลู่ซือ ฮัวเหลียนฮวา นั่นคือ พ่อแม่ของฉันนี่” จางอี้หนิงตะโกนออกมาอย่างลืมตัว
[ถูกต้องครับ โฮสมีภารกิจปกป้องวาสนาด้ายแดงของพ่อและแม่โฮสไม่ให้ขาดจากกัน หรือพูดอีกอย่างก็คือ ป้องกันไม่ให้ทั้งคู่หย่ากัน]
“แต่เรื่องนี้มันเป็นเรื่องความรักของคนสองคนนี่นา การจะเข้าแทรกกลางให้คนไหน หย่าหรือไม่หย่า มันไม่น่าจะถูกต้องนะ” จริงอยู่ที่ในใจลึกๆ เธอไม่อยากให้พ่อและแม่หย่ากันหรอก เธอก็อยากมีครอบครับที่สมบูรณ์เหมือนคนอื่น แต่เรื่องนี้มันขึ้นอยู่กับความสมัครใจของพวกเขา จะไปบังคับกันได้อย่างไร ถ้าพวกเขาทั้งคู่หมดรักกันแล้ว อยู่กันไปก็ยิ่งทุกข์
[การที่คนสองคนมีวาสนาด้ายแดงต่อกัน นั่นแปลว่าคนคู่นั้นมีความรักต่อกันอยู่แล้วครับ เป็นคู่ที่มีบุพเพร่วมกันมาเกี่ยวข้องต่อเนื่องหลายภพหลายชาติ ซึ่งนั่นเป็นหน้าที่ของเหล่าเย่วในการผูกเชื่อมดวงชะตาคู่รักแต่ละคู่ แต่ระบบด้ายแดงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อป้องกันปัจจัยภายนอก ที่จะส่งผลกระทบต่อวาสนาด้ายแดงของคู่รัก โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัจจัยภายใน หรือก็คือความรู้สึกของคู่รักเลย”
“อ่อ…แปลว่า ที่พ่อและแม่ของฉันหย่ากันมันมาจากปัจจัยภายนอกเหรือ ไม่ใช่ว่าคนทั้งคู่หมดรักกัน”
[โฮสจะได้รู้เองในภายหลังครับ]
“ฮึ่ยย อมพะนำชะมัด…ช่างเถอะ แต่นี่แปลว่าต้องมีตัวช่วยอะไรด้วยสิ เล่นส่งฉันกลับมาตอนอายุ 5 ขวบจะทำอะไรได้เนี่ยย” จางอี้หนิงบ่น แต่ก็รู้สึกคาดหวัง ดวงตากลมโตเป็นประกายสดใส นางเอกเรื่องอื่นเขามีช่องมิติเก็บของ มีสัตว์วิเศษ มีอาวุธเทพ หรือของอำนวยความสะดวกมากมาย เธอจะได้ประสบการณ์แบบนั้นบ้างแล้ว ตื่นเต้นแหะ อิอิ
แต่ยังไม่ทันที่จะได้เสียงตอบกลับของระบบ เธอก็สะดุ้งเล็กๆ เมื่อแสงไฟในห้องสว่างวาบขึ้น และได้ยินเสียงเรียกชื่อเธอดังขึ้นใกล้ๆ
“หนิงหนิง ทำไมหนูมานั่งอยู่ตรงนี้” ฮัวเหลียนฮวายืนอยู่ด้านหลังร่างเล็กที่นั่งทำหน้าเครียดอยู่ตรงเก้าอี้หน้าโต๊ะแต่งหน้าของเธอ เงาในกระจกสะท้อนให้เห็นดวงหน้ากลมป้อมของเด็กน้อย ที่ดวงตากลมโตเบิกกว้างมองเธอ และเริ่มรื้นด้วยน้ำตา
“แม่…” เสียงเล็กๆ เรียกอย่างสุดแสนคิดถึง พร้อมน้ำตาที่เริ่มหลั่งรินออกจากตาแดงๆ แม่…แม่จริงๆ ด้วย ก่อนที่เธอจะย้อนเวลากลับมา แม่เสียไปเกือบสิบปีแล้ว เธอคิดถึงแม่จริงๆ
“เป็นอะไรไป ฝันร้ายเหรอ” มือเรียวลูบหัวเล็กทุยเบาๆ เธออยากก้มไปอุ้มลูกขึ้นมา ติดที่กำลังท้องแก่ ทำให้ไม่สามารถก้มได้ จึงได้แต่ใช้มืออีกข้างลูบหัวปลอบลูกสาวตัวน้อย
แม่…คิดถึงแม่จัง…ดีจริงๆ แม่ยังอยู่ ยังอยู่จริงๆ ฮือ…น้ำตาที่ยังหลั่งออกมาไม่ขาด จางอี้หนิงหันกลับมากอดเอวผู้เป็นแม่ หัวเล็กๆ นั้นซุกอยู่ท้องของมารดา แล้วกอดไว้ไม่ปล่อย จนนางฮวาต้องปลอบอยู่สักพัก เด็กน้อยจึงค่อยสงบลง
“ไม่ร้องนะ ฝันร้ายหายไป เพี้ยง”
จางอี้หนิง เงยหน้ามองมารดาที่ดูอ่อนเยาว์กว่าในความทรงจำอยู่มาก ฮัวเหลียนฮวาตอนนี้ เป็นหญิงสาวอายุราว 20 กว่าปีเท่านั้น มีดวงตาคมสวยขนตาหนาเป็นแพ ชั้นตาชัด ทำให้ดูหน้าหวานซึ้ง รับกับคิ้วเรียวยาวได้รูป จมูกโด่งเรียวเล็กเข้ากับรูปหน้า และปากรูปกระจับสีแดงเรื่อ ดวงหน้าปราศจากเครื่องสำอางใดๆ แต่กลับงดงามจับตา จัดว่าเป็นคนสวย ชนิดหาตัวได้ยากทีเดียว
โห…แม่เธอตอนสาวๆ สวยขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย อย่างกับดาราเลย
เธอเคยมีรูปถ่ายแม่ตอนสาวๆ เหมือนกันที่มีเพียงรูปเดียว เป็นรูปขาวดำ ตอนเห็นครั้งแรก ก็ว่าสวยมากแล้วนะ นี่มาเห็นตัวจริงๆ สวยมว๊ากกกก นึกแล้วก็เจ็บใจเล็กๆ ทำไมเธอสวยไม่ถึงครึ่งของแม่เลยเนี่ย
แต่แล้วก็ตื่นตะลึง เมื่อรู้สึกบางอย่างผิดสังเกตุ แม่ไม่ได้ดูอ้วนเลย แต่ทำไมท้องโตจัง…หรือว่า เธอเบิกตากว้างจ้องมองหน้าท้องของแม่ที่นูนเด่นชัดเจนออกมา
เอ๋…เธอเป็นลูกสาวคนเดียวนี่ ทำไมแม่ท้องอยู่ล่ะ เธอพยายามมองสำรวจแม่ให้ชัดๆ อีกครั้งทั่วร่าง แขนขาเพรียวบาง ใบหน้ารูปไข่ ลำคอเรียวระหง นี่ไม่ใช่รูปร่างของคนอ้วนเลย ออกจะผอมไปด้วยซ้ำ มีเพียงส่วนท้องเท่านั้นที่นูนเด่นออกมาเท่านั้น
แม่อยู่ในชุดกระโปรงตัวยาวคลุมเข่าสีฟ้าอ่อน ดูจากท้องที่ใหญ่ขนาดนี้ อายุครรภ์น่าจะ 5-6 เดือนแล้ว ให้ตายสิ ทำไมเธอไม่เคยรู้เลยว่า แม่เคยท้อง และกำลังจะมีน้องชายหรือน้องสาวให้เธอ
ในปี 1979 รัฐบาลได้ประกาศนโยบายลูกคนเดียว และริเริ่มใช้ขึ้น เพื่อควบคุมจำนวนประชากรไม่ให้เพิ่มขึ้นมากเกินไป เธอเกิดปลายปี 1973 ซึ่งเกิดก่อนการประกาศใช้นโยบายลูกคนเดียวเกือบ 5 ปี เธอจึงสงสัยมาตลอดว่า ทำไมเธอถึงไม่มีพี่หรือน้องบ้างเลย เพื่อนรุ่นเดียวกันส่วนใหญ่มีพี่น้องทั้งนั้น เลยได้แต่แอบอิจฉาเพื่อนเหล่านั้น แม้หลายคนจะชอบมาบ่นให้เธอฟังเรื่องทะเลาะกับพี่น้องตัวเองบ่อยๆ แต่เขาไม่รู้หรอกว่าการเป็นลูกคนเดียวมันเหงาจะตาย
แต่ตอนนี้ เธอเพิ่งได้รับรู้ว่า จริงๆ แล้ว เธอกำลังจะมีน้อง!!
ฮัวเหลียนฮวาก้มมองลูกสาวตัวน้อย ที่จ้องมองท้องเธออย่างตะลึงงัน ดวงตากลมโตนั้นเบิกโพลงอย่างน่าตลก จนอดที่จะรู้สึกขบขันไม่ได้
“ทำไมจ้องมองท้องแม่ขนาดนั้นล่ะจ้ะ” นางฮัวพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางลูบหัวทุยเล็กๆ นั้นด้วยความเอ็นดู
“แม่…น้อง” เธอมีคำพูดมากมายอยากจะถาม แต่กลับพูดออกมาได้เพียงเท่านี้
“ใช่แล้วจ้ะ อีกสองเดือนหนูก็จะได้เจอน้องแล้ว ดีใจหรือเปล่า”
อี้หนิงมองแม่ และเห็นแววตาเปี่ยมสุขที่ฉายออกมา ก็หลุบตาจ้องไปที่ท้องของแม่อีกครั้ง ในหัวมีเครื่องหมายคำถามเต็มไปหมด ทั้งสับสนและงงงวย กับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ และการท้องของแม่ที่เพิ่งได้รับรู้
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!!
……………………….
จางอี้หนิง: ฉันจะมีน้องแล้ว เย้!
ระบบ: มีน้องปุ๊บ มรดกหารครึ่งปั๊บ
จางอี้หนิง: ไม่ทำภารกิจย่อยได้ไหม
ระบบ: …
ไรท์: …
……………………..
ตระกูลจาง
ปัง!
เสียงทุบโต๊ะ ที่ดังกังวานขึ้น เกิดจากฝ่ามืออวบหนาที่ทุบลงไปอย่างแรง
“ทำไมมาช้าขนาดนี้ ทุกคนเขารอกินข้าวกัน ยังไม่รีบไปทำหน้าที่ตัวเองอีก” น้ำเสียงแหลมสูงดุดันตะคอกออกมาจากหญิงอายุประมาณห้าสิบปีที่นั่งอยู่ถัดจากตำแหน่งประธานของโต๊ะทานข้าว ใบหน้าที่มีริ้วรอยนั้นบึ้งตึง แสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน
จางอี้หนิงจำได้ทันทีว่า นั่นคือ ต่งกุ้ยผิง คุณย่าของเธอนั่นเอง
“เอ้า ยังชักช้าอะไรอีก รีบไปนำอาหารมาขึ้นโต๊ะสิ เห็นไหมทุกคนเขารอกินข้าวกันอยู่” ย่าจางตะคอกมาอีก เมื่อเห็นฮัวเหลียนฮวากำลังช่วยจางอี้หนิงนั่งในเก้าอี้ตัวเล็กขาสูงสำหรับเด็ก ที่พ่อทำเพื่อเธอโดยเฉพาะ
“ขอโทษค่ะ จะรีบไปแล้วค่ะ” จางอี้หนิงเห็นแม่ของเธอ แบกท้องอุ้ยอ้ายเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อยกอาหารมาวางเสริฟบนโต๊ะ ใจเธออยากจะไปช่วยแม่ของเธอมาก แต่ก็รู้ตัวว่า ด้วยสภาพร่างกายของเธอตอนนี้ ไม่สามารถช่วยอะไรได้ อาจจะทำให้แม่ลำบากกว่าเดิมด้วยซ้ำ เธอจึงกวาดสายตามองแต่ละคนที่นั่งอยู่
โต๊ะอาหารขนาดใหญ่ ที่นั่งอยู่ตรงตำแหน่งหัวโต๊ะคือ คุณปู่จาง ที่กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ ถัดมาด้านขวามือคือคุณย่า ป้ารอง และอาหญิง ตามลำดับ ส่วนด้านซ้ายมือคือลุงใหญ่ ป้าสะใภ้ใหญ่ และลูกทั้งสอง คือ จางซูหลิน จางตงเป่า ตามลำดับ เธอจำได้ว่า ช่วงเวลานี้ อาเล็กน่าจะอยู่ที่อยู่หอพักมหาวิทยาลัย ส่วนป้าใหญ่แต่งงานไปอยู่กับสามีที่เมืองอื่นแล้ว แต่ที่น่าแปลกคือพ่อของเธอไม่ได้อยู่ที่นี่ เขาไปไหนกันนะ
แต่ละคนนั่งกันตามสบาย ทำราวกับเจ้านายที่รอบ่าวมารับใช้
มือกลมเล็กกำเป็นหมัดแน่น นี่ใจคอพวกเขาคิดจะให้คนท้องโตเสริฟอาหารคนเดียวจริงๆ เหรอเนี่ย แม้แต่ป้าสะใภ้ใหญ่ ที่เป็นสะใภ้เหมือนกันก็ยังนั่งเฉย พูดคุยกับคุณย่าอย่างสนุกสนาน
ในตอนที่เธอกำลังคิดด้วยความขัดเคือง ก็เห็นอาหญิง ลุกขึ้นยืนก่อนจะหันไปพูดกับคุณย่า
“เดี๋ยวฉันไปช่วยพี่สะใภ้รองนะคะ จะได้เร็วขึ้น”
ด้วยระลึกได้ว่า สะใภ้รองท้องอยู่ ซึ่งอาจจะมีหลานชายให้เธอ ย่าจางจึงพยักหน้าเบาๆ อาหญิงก็ลุกขึ้นตามหลังแม่เข้าไปในครัว
จางอี้หนิงมองตามหลังอาหญิงด้วยความรู้สึกที่ดีขึ้น ใช่แล้วในบ้านจางแห่งนี้ คนที่ดีกับแม่และเธอที่สุด ก็คืออาหญิงคนนี้นี่แหละ จางซูปี้ เป็นลูกสาวคนที่สาม เกิดก่อนอาเล็กเพียงสองปี เป็นคนสวยสดใส นิสัยอ่อนโยนใจดี อายุน้อยกว่าแม่ของเธอเพียงปีเดียวเท่านั้น เธอมักจะเข้ามาช่วยเหลือแม่และเธอเสมอ ผิดกับคนอื่น แม้แต่พ่อของเธอเองก็มักนิ่งเฉย และไม่กล้าทำให้ย่าโกรธ
ตระกูลจางเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ คุณปู่คุณย่ามีลูกทั้งหมด 6 คน มีชายและหญิงอย่างละสามคน โดยที่พ่อของเธอ เป็นลูกชายคนกลาง และคงเพราะเป็นลูกชายคนกลาง ทำให้ไม่ค่อยเป็นลูกรักเท่าไหร่นัก ผิดกับลุงใหญ่ และอาเล็ก ที่เป็นที่รักของคุณปู่คุณย่า พ่อมักถูกใช้งานมากสุดในหมู่พี่น้อง อีกทั้งสาเหตุที่คุณย่าไม่ค่อยชอบครอบครัวของเธอ เป็นเพราะพ่อ ดื้อรั้นจะแต่งงานกับแม่ที่มาจากครอบครัวชาวนา ในขณะที่ตระกูลจางนั้นถือว่ามีฐานะ และมีหน้ามีตาในเมือง B
คุณปู่เป็นผู้อำนวยการในโรงงานทอผ้าของรัฐ ด้วยอิทธิพลของคุณปู่ทำให้ลูกๆ ได้ทำงานในโรงงานด้วย ในตำแหน่งงานที่ดีพอสมควร
พ่อได้รู้จักกับแม่ที่ทำงานในโรงงานทอผ้าเช่นกัน ถึงแม้ว่าแม่จะมาจากครอบครัวชาวนา แต่ด้วยความเป็นคนฉลาด และเรียนดี จึงได้เรียนจนจบชั้นประถม สามารถอ่านออก เขียนได้ จึงมีโอกาสเข้าทำงานในโรงงานทอผ้า แม่เป็นคนสวยมาก มีผู้ชายมากมายที่ชอบแม่ รวมถึงพ่อด้วย พ่อทำงานฝ่ายซ่อมบำรุง ในขณะที่แม่ทำงานฝ่ายทอผ้า จึงมีโอกาสได้พบปะ ทำความรู้จักกัน จนเกิดเป็นความรัก
ตอนแรกนั้น ย่าวางแผนจะให้พ่อ แต่งงานกับครูสาว ซึ่งเป็นรุ่นน้องของป้าสะใภ้ใหญ่ แต่ตอนนั้นพ่อรักแม่มาก จึงเป็นครั้งแรกที่ต่อต้านคำสั่งย่า และแต่งงานกับแม่โดยไปแอบจดทะเบียนโดยบอกเพียงแค่คุณปู่คนเดียว เขาใช้เงินเก็บส่วนตัวทั้งหมดเป็นสินสอด สู่ขอแม่ ตอนหลังที่ย่ารู้จึงโวยวายใหญ่โต เกือบจะไปอาละวาดที่บ้านฮัวแล้ว แต่คุณปู่ห้ามเฉียบขาด เพราะเหตุการณ์มันเลยเถิดไปแล้ว คุณย่าจึงต้องจำใจยอมรับ และเขม่นแม่ตั้งแต่นั้นมา
เธอรับรู้มาตลอดชีวิตว่า ย่าเกลียดแม่ และไม่ค่อยชอบเธอ มักด่าทอแม่ของเธอว่าเป็นแม่ไก่ที่ออกไข่ไม่ได้ เพราะไม่มีหลานชายให้ จนกระทั่งเธออายุได้ 10 ปี พ่อกับแม่หย่ากัน แม่พาเธอออกมา และไม่ได้กลับมาที่บ้านตระกูลจางอีกเลย
“ระบบ ได้ยินไหม” จางอี้หนิงเรียกระบบในใจ
[ครับ]
“ฉันมีคำถาม ภารกิจของฉันคือป้องกันไม่ให้ปัจจัยภายนอกส่งผลให้ด้ายแดงของพ่อและแม่ฉันขาดกัน ถูกต้องไหม”
[โฮสเข้าใจถูกต้องแล้วครับ]
“แปลว่า ที่พ่อและแม่หย่ากัน ไม่ใช่เพราะเลิกรักกัน แต่เพราะถูกทำให้เลิกกันใช่ไหม”
[แม้ว่าคำถามจะมีเปลี่ยนการใช้คำ แต่จริงๆ เป็นคำถามเดิมที่โฮสเคยถามแล้ว และผมตอบไปแล้วครับว่า ผมยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้ โฮสจะได้รู้เองในภายหลังครับ]
‘ชิ..ไม่หลงกลแหะ’
“อะไรๆ ก็บอกไม่ได้ แล้วฉันจะป้องกันได้ยังไงล่ะเนี่ย” จางอี้หนิงเริ่มขุ่นเคืองนิดๆ ให้ภารกิจมาแต่ก็ไม่บอกอะไรเลย แล้วเด็กห้าขวบอย่างเธอจะทำอะไรได้เนี่ย
[โฮสยังอ่านภารกิจไม่ครบเลยนะครับ ลองเลื่อนดูให้หมดก่อนสิครับ]
หน้าจอจึงสว่างวาบอีกครั้งตรงหน้าจางอี้หนิง เธอแอบเหลือบมองรอบๆ แต่ไม่เห็นคนอื่นสนใจอะไรมาที่เธอ แปลว่าเธอสามารถเห็นหน้าจอนี้ได้คนเดียวสินะ
จากนั้นจึงไล่สายตาอ่านอีกรอบ จึงค้นพบว่า เมื่อสายตาเลื่อนถึงสุดหน้าจอ ข้อความด้านล่าง ก็จะเลื่อนขึ้นมาให้เห็นต่อโดยไม่ต้องใช้มือเลื่อนเลย ข้อความที่ปรากฏคือ
ภารกิจย่อย 1: น้องของฉันต้องรอด
รายละเอียด: ช่วยให้น้องชายถูกคลอดออกมาอย่างปลอดภัยจากเหตุการณ์ร้าย 2 ครั้ง
ระยะเวลา: 2 เดือน 10 วัน
รางวัล: กล่องสุ่มขนาดใหญ่ 1 รางวัล
ภารกิจย่อย 2: เกาะขาทองคำในบ้านให้มั่น
รายละเอียด: ใครที่ใหญ่สุดในบ้านล่ะ ก็คุณปู่ไง ฉะนั้นจงเกาะคุณปู่ให้มั่น แล้วจะดีเอง โดยเพิ่มความสัมพันธ์กับคุณปู่ให้มากขึ้น
คะแนนความสัมพันธ์: 0/10
ระยะเวลา: 1 เดือน
รางวัล: ยาเม็ดเพิ่มปัญญาระดับต่ำ 1 เม็ด (สรรพคุณ: เพิ่มความจำได้อย่างแม่นยำ 20% เพิ่มการเรียนรู้ 20% เพิ่มความเข้าใจ 20% เพิ่มการวิเคราะห์ 20%)
จางอี้หนิงอ่านจบแล้วครุ่นคิดกับตัวเอง นี่แปลว่าแม่ของเธอท้องน้องชาย แต่มีบางอย่างเกิดขึ้นทำให้แท้ง เป็นเพราะเธอยังเด็กมากเลยจำไม่ได้นี่เอง รวมถึงไม่มีใครเล่าให้ฟังด้วย
“ระบบ แล้วฉันจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าจะมีเหตุร้ายจะเกิดขึ้นที่ไหน อย่างไร ใครเป็นคนทำ”
[โฮสมองดูที่ปุ่มด้านล่างด้านซ้ายสุดสิครับ จะเป็นแผนที่ จุดต่างๆ จะบอกถึงคนที่โฮสรู้จัก ว่าขณะนี้อยู่ที่ไหน เมื่อเลื่อนสายตาไปที่รูปแว่นขยาย ที่มีเครื่องหมายบวก จะสามารถขยายตำแหน่งให้ละเอียดขึ้นได้ว่าอยู่ส่วนไหนของบ้าน ส่วนที่เมื่อโฮสกำหนดเป้าหมาย จะสามารถบอกพิกัดได้เลยว่า อยู่ประเทศไหน เมืองไหน ถนนอะไร บ้านเลขที่ หรือแม้กระทั่งจุดที่เขาอยู่]
“สุดยอดเลยยย” เจ๋งกว่ากูเกิ้ลแมพอีกนะเนี่ย
[แน่นอนครับ ระบบด้ายแดงใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกว่าโลกหลายเท่าครับ]
“ไม่ค่อยขิงเลยนะ แต่ก็โอเค มีตัวช่วยแบบนี้ค่อยโล่งใจหน่อย ว่าแต่ระยะเวลาภารกิจคือ 2 เดือน 10 วัน แปลว่าเหตุการณ์น่าจะเกิดขึ้นวันนั้นสินะ แต่ไม่เห็นระบุเวลาเกิดเหตุเลย แล้วเหตุการณ์ร้ายคืออะไร จะได้หาทางป้องกันได้ก่อน”
[จะมีสัญญาณแจ้งเตือนก่อนที่เหตุร้ายจะเกิด 1 ชั่วโมงครับ โดยยิ่งสัญญาณดังถี่ขึ้นเท่าไหร่ แปลว่าเหตุร้ายใกล้เกิดขึ้นเท่านั้นครับ ส่วนเหตุการณ์ร้ายคืออะไร โฮสต้องค้นหาด้วยตัวเองครับ]
จางอี้หนิงทำหน้ายุ่ง ก่อนจะหันไปสนใจอีกภารกิจหนึ่ง เอาน่าอย่างน้อยภารกิจแรกยังมีเวลาเตรียมตัวสองเดือน ตอนนี้ต้องโฟกัสอีกภารกิจก่อนดีกว่า ของรางวัลน่าสนใจด้วย
เธอแอบชำเลืองมองไปทางหัวโต๊ะ
คุณปู่ของเธอ จางหลี่เจี๋ย นั่งหลังตรง ตัวตรงอย่างสง่า สองมือกางหนังสือพิมพ์อ่านด้วยลักษณะท่าทางราวกับบัณฑิตคงแก่เรียน ใบหน้าคร่ำเคร่ง ดวงตาสีดำสนิทภายใต้กรอบแว่นตานั้นคมดุ จากลักษณะหน้าตาท่าทาง บอกได้เลยว่าเป็นคนเจ้าระเบียบ เข้มงวด และจริงจัง เธอจำได้ว่า ตอนเด็กๆ กลัวคุณปู่มาก และไม่กล้าเข้าไปใกล้คุณปู่เท่าไหร่ แล้วนี่จะให้เธอไปเกาะขาทองคำคนนี้ จะไหวไหมเนี่ย จางอี้หนิงได้แต่โอดครวญในใจ
เอาน่า สู้ๆ อี้หนิง เธอต้องทำได้สิ คิดซะว่าเหมือนลูกค้าเรื่องมาก ที่เธอเคยรับมือมาแล้วกัน
จางอี้หนิงลอบปลุกปลอบใจตัวเอง แต่เมื่อสายตาคมเข้มนั้นเหลือบขึ้นมาสบสายตากับเธอ ราวกับรู้ว่ามีใครแอบมองอยู่ ทำเอาร่างเล็กสะดุ้งโหยง รีบก้มหน้าหลบสายตา
แงงง…น่ากลัวอ่ะ จะไหวไหมเนี่ย
………………………..