โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประชานิยมปีกขวา (2) วาทกรรม 'The ประชาชน'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 13 ก.ย 2567 เวลา 02.14 น. • เผยแพร่ 11 ก.ย 2567 เวลา 02.16 น.

“รัฐสภาดูเป็นประดิษฐกรรมแบบกลไก ที่เกิดจากเหตุผลของพวกเสรีนิยม ในขณะที่เผด็จการ หรือวิธีการแบบอำนาจนิยม ไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดเสียงสรรเสริญจากประชาชนเท่านั้น หากยังเป็นการแสดงออกโดยตรงถึงเนื้อหาและพลังที่เป็นประชาธิปไตยอีกด้วย”

Carl Schmitt
นักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์สายอนุรักษนิยมชาวเยอรมัน และอดีตสมาชิกพรรคนาซี

หากพิจารณาถึงชุดความคิดที่เป็น “แกนกลาง” ของความเป็นประชานิยมปีกขวาแล้ว นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องประชานิยมสรุปว่า แกนของประชานิยมตั้งอยู่บน 3 เสาหลัก (ดูผลงานของ Cas Mudde and Cristobal Rovira Kaltwasser, 2017) คือ

1) การนิยามความเป็นประชาชน

2) บทบาทของชนชั้นนำ

3) การนำเสนอเรื่องเจตจำนงร่วม

ดังนั้น ในบทความนี้จะเริ่มต้นด้วยการพิจารณา “เสาแรก” คือ ความเป็นประชาชนในมุมมองของชาวประชานิยม เพราะหัวข้อเรื่องประชาชนนี้เป็นประเด็นสำคัญ และอาจต้องถือว่า ผู้นำประชานิยมมีทัศนคติในการสร้างความเป็นประชาชนขึ้น ไม่แตกต่างกัน

เสาต้นที่หนึ่ง

: “The ประชาชน”

ชุดความคิดแบบประชานิยมนั้น วางศูนย์กลางของเรื่องทั้งหมดไว้กับคำว่า “ประชาชน” (the people) แต่ประชาชนที่พวกเขากล่าวถึงเช่นนี้ มีความกำกวมเป็นอย่างยิ่ง และไม่ชัดเจนว่าเป็น “ประชาชน” ที่กล่าวนี้ เป็นแบบเดียวกับคำนี้ที่ปรากฏในชุดความคิดทางการเมืองอื่นๆ หรือไม่

ดังนั้น ในความเป็นประชานิยมแล้ว ประชาชนเป็นคอนเซ็ปต์ (concept) ที่ถูก “ประกอบสร้าง” ขึ้นในบริบทการเมืองหนึ่งๆ ดังจะเห็นได้ว่า มีการเติมคำว่า “the” นำหน้าคำว่า “ประชาชน” ซึ่งมีนัยว่า ประชาชนที่ถูกอ้างถึงนี้มีความหมายเฉพาะ และเป็นการอ้างถึงในแบบที่ต้องการทำให้เกิดความเข้าใจได้อย่างง่ายๆ ซึ่งอาจมีนัยว่า สิ่งนี้อาจจะไม่จำเป็นต้องสอดรับกับความเป็นจริงเลยก็ได้

ในทางทฤษฎี เมื่อคอนเซ็ปต์ที่ถูกทำให้มีความกำกวมหรือลดรูปของความจริง เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายแล้ว คอนเซ็ปต์นั้นจะเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ในการนำมาใช้อธิบาย เพราะอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด หรือเกิดความเข้าใจที่แตกต่างกันออกไป แต่ในทางกลับกัน อาจมีคนโต้แย้งว่าการทำเช่นนี้เป็นความตั้งใจของผู้นำประชานิยม เนื่องจากพวกเขาไม่ต้องการความชัดเจน หรือที่มีข้อวิจารณ์ในอีกส่วนว่า สำหรับพวกประชานิยมแล้ว ” the ประชาชน” เป็นเพียง “ตัวบ่งชี้ที่ว่างเปล่า” อันทำให้เขาสร้างคอนเซ็ปต์ของคำได้ตามที่ต้องการ

นอกจากนี้ การใช้ภาษาอย่างกำกวมเท่าๆ กับการสร้าง “ความว่างเปล่า” ของตัวบ่งชี้เช่นนี้ ดังที่กล่าวแล้วว่า กลายเป็น “ความยืดหยุ่น” ของคอนเซ็ปต์ในตัวเอง เพราะพวกเขาสามารถใช้ได้โดยไม่ต้องยึดติดกับทฤษฎีการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น พวกเขาจึงประกอบสร้างคำว่า “the ประชาชน” ไปใช้ในความหมายที่แตกต่างกันใน 3 แบบ ได้แก่

1) ประชาชนในฐานะที่เป็น “องค์อธิปัตย์แห่งอำนาจ”

2) ประชาชนในฐานะที่เป็น “สามัญชนคนทั่วไป”

3) ประชาชนในฐานะของความเป็น “ชาติ”

สร้างความเป็นประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ

จะเห็นได้ชัดเจนว่าการประกอบสร้างคำว่าประชาชนใน 3 แบบเช่นนี้ ทำให้เกิดความง่ายในการนำเอาชุดความคิดเช่นนี้ไปใช้ในการแยกประชาชนออกจาก “ชนชั้นนำ” (established elite) ที่อยู่ในอำนาจขณะนั้น ดังที่ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) กล่าวถึงความเป็นรัฐบาลในอุดมคติของระบอบประชาธิปไตย คือ “รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน” และดูจะเป็นคำขวัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเสมอของฝ่ายประชาธิปไตย แต่คำขวัญเช่นนี้ในทางกลับกันดูจะเอื้ออย่างมากกับฝ่ายประชานิยมด้วย เพราะในทางปฏิบัติแล้ว ต้องยอมรับว่าคำขวัญของประธานาธิบดีลินคอล์นมีช่องว่างอย่างมากระหว่างรัฐบาลกับประชาชน

ปัญหานี้ในมุมมองของชาวประชานิยมคือ ช่องว่างระหว่างสามัญชนที่ถูกปกครองกับรัฐบาลที่เป็นชนชั้นนำ อันทำให้ประชาชนในฐานะของการเป็นองค์อธิปัตย์แห่งอำนาจนั้น กลับไม่ได้มีความรู้สึกว่ารัฐบาลที่เกิดขึ้นจากกระบวนการการเลือกตั้งนั้น เป็นตัวแทนของประชาชน แต่เป็นตัวแทนที่ชัดเจนของชนชั้นนำที่อยู่ในอำนาจมากกว่า ดังนั้น ในเงื่อนไขเช่นนี้ พวกประชานิยมจึงไม่เพียงจะต้องวิจารณ์ “รัฐบาลของชนชั้นนำ” อย่างหนักเท่านั้น หากแต่อาจจะต้องก้าวไปสู่การประท้วงใหญ่ และถ้าจำเป็นก็อาจจะต้อง “ก่อการกบฏ” ด้วย เพราะการดำเนินการทางการเมืองเช่นนี้ เป็นหนทางเดียวในการ “ส่งมอบรัฐบาลกลับคืนสู่ประชาชน”

หากเราดูจากความคิดและข้อเสนอของขบวนประชานิยมทั้งในยุโรปและในสหรัฐ มีทัศนะในลักษณะเช่นนี้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นโดนัลด์ ทรัมป์ หรือมารี เลอแปง ก็ตาม ซึ่งจะเห็นถึงการขับเคลื่อนทางการเมืองด้วยการประกอบสร้างคำว่าประชาชน ซึ่งประชาชนสำหรับพวกเขาในที่นี้ ดูจะแตกต่างออกไปจากคอนเซ็ปต์ของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยม

กระนั้น ก็ทำให้เกิดคำถามอย่างมากว่า แล้วประชาชนที่เป็นคนทั่วไปในชุดความคิดทางการเมืองของประชานิยมเป็นใครกันแน่ จะคล้ายกับบรรดาชาวคอมมิวนิสต์หรือไม่ว่า ประชาชนในมุมมองของชาวลัทธิมาร์กซ์มีความหมายถึง ประชาชนที่เป็น “ชนชั้นกรรมาชีพ” มากกว่าชนชั้นอื่น

สร้างความเป็นคนธรรมดา

ในการเคลื่อนไหวของพวกประชานิยมนั้น พวกเขาจะเน้นอย่างมากถึงประชาชนที่เป็น “คนทั่วไป” ซึ่งการใช้คำนี้ด้านหนึ่งมีนัยถึงชนชั้นในตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ไม่ได้หมายเพียงสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของบุคคลเท่านั้น หากยังหมายรวมถึงขนบประเพณีทางวัฒนธรรม ดังจะเห็นได้ว่า การกำหนดคุณค่าในสังคม ที่ถูกสร้างโดยชนชั้นนำที่มีอำนาจ จนมีสภาวะเป็น “วัฒนธรรมหลัก” (dominant culture) ที่ครอบงำความคิดของผู้คนโดยรวม (อดคิดเทียบเคียงกับ “การปฏิวัติทางวัฒนธรรม” ในยุคของประธานเหมาเจ๋อตุง ที่ต้องทำลาย “วัฒนธรรมกระฎุมพี-วัฒนธรรมศักดินา” ที่ครอบงำสังคมจีน)

ชาวประชานิยมจึงเชื่ออย่างมากว่า การสร้างวัฒนธรรมและคุณค่าหลักของชนชั้นนำที่กลายเป็นบรรทัดฐานของสังคมเช่นนี้ ย่อมทำให้วัฒนธรรมและคุณค่าของคนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นรสนิยม หรือการตัดสินใจเลือก เป็นสิ่งที่ถูกดูแคลน หรือถูกมองด้วยความสงสัยจากชนชั้นนำถึงความถูกต้อง เพราะพวกเขาไม่มีทางที่จะเชื่อใจการกำหนดคุณค่าจากคนทั่วไปอย่างแน่นอน

ดังนั้น การสร้างคอนเซ็ปต์ของการเป็น “คนทั่วไป” จึงเป็นดังการสร้างเกียรติยศให้กับประชาชน ขณะเดียวกันก็สร้างให้เกิดกลุ่มทางการเมืองและสังคมที่ตั้งอยู่บนฐานของความเป็นประชาชน ที่ฝ่ายประชานิยมได้สร้างขึ้นมา อีกทั้งมีนัยว่าคนเหล่านี้ยังหมายถึง คนที่ถูกผลักให้อยู่นอกวงจรอำนาจทางการเมืองของชนชั้นนำด้วย เนื่องจากพวกเขาเป็นคนธรรมดาทั่วไป

การนำเสนอแนวคิดของความเป็นคนทั่วไปของผู้นำประชานิยมเช่นนี้ ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ถูกนำมาใช้ในการปลุกระดมเสมอ ดังปรากฏให้เห็นเช่นในอดีตของยุคประธานาธิบดีเปรองในการเมืองอาร์เจนตินา ก็กล่าวถึงคนทั่วไปด้วยการใช้คำว่า “คนที่ไม่มีเสื้อใส่” ซึ่งเป็นคำที่บอกถึงสถานะของคนเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน

สำหรับการเมืองในยุคปัจจุบัน ความเป็นคนทั่วไปเช่นนี้ก็ปรากฏในคำปราศรัยของทรัมป์ เมื่อเขากล่าวถึงสามัญชนชาวอเมริกัน เพราะการกระทำเช่นนี้คือ วิธีของการรวมพลคนส่วนใหญ่ที่มีความโกรธแค้นให้เป็นพลัง และพวกเขาเหล่านี้เป็น “คนส่วนใหญ่ที่เสียงเงียบ” หรือเป็น “พลังเงียบ” ในสังคมนั่นเอง (silent majority)

การรวมพลเช่นนี้มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนเพื่อต่อสู้กับชนชั้นนำ หรือพวกที่อยู่ในอำนาจ อันเป็นการนำเสนอแนวคิดในการ “ต่อต้านชนชั้นนำ” (anti-elite)

ดังเช่นที่ทรัมป์เคยใช้เป็นประเด็นในการโจมตีฮิลลารี คลินตัน (Hillary Clinton) ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกันในปี 2016 และประสบความสำเร็จมาแล้วด้วย อีกทั้งเราพบถึงการนำเสนอวาทกรรมต่อต้านชนชั้นนำจากการนำเสนอของผู้นำประชานิยมเสมอ

สร้างความเป็นชาติ

ความเป็นประชาชนที่ถูกประกอบสร้างยังมีนัยอีกส่วนในความหมายของการเป็น “ชุมชนแห่งชาติ” (national community) หรือในความหมายที่ประชาชนในส่วนนี้มีความหมายถึงการเป็นชาติ ที่กินความถึงความเป็นชาติพันธุ์เดียวของคนในชาตินั้น เช่น คนไทย (the Thai people) คนอาร์เจนตินา (the people of Argentina) คนอเมริกัน (the American people) เป็นต้น คือเป็นการเอาชาติพันธุ์ไปผูกไว้กับความเป็นชาติ

การให้ความหมายของชาติที่โยงกับ “คนของชาติ” นั้น เป็นวาทกรรมสำคัญของชุดความคิดประชานิยม และเป็นความต้องการในการสื่อสารกับผู้สนับสนุนโดยตรงว่า เขาต้องการเน้นถึงประชาชนที่เป็น “คนของชาติ” นั้น (อาจจะต้องแยก เพราะเขาไม่ได้กล่าวถึง “คนในชาติ” ทุกคน) และการสื่อสารทางการเมืองถึง “คนของชาติ” เช่นนี้ จึงมักปรากฏเป็นชื่อของพรรคที่มีแนวคิดแบบประชานิยมอีกด้วย

ความเป็นชาติที่ยึดโยงกับเงื่อนไขทางชาติพันธุ์เดียวเช่นนี้ ประชาชนจึงมีความหมายเฉพาะที่เป็น “คนพื้นถิ่น” (native) จะขอไม่แปลว่าเป็น “คนพื้นเมือง” เพราะมิได้มีนัยในแบบเช่น ชาวอินเดียนแดงในอเมริกา หากคนพื้นถิ่นในบริบทของสังคมอเมริกันหมายถึง “คนผิวขาว” ที่มาตั้งรกรากตั้งแต่ยุคอาณานิคม ซึ่งคนพื้นถิ่นเหล่านี้อยู่ร่วมกัน จนเกิดความเป็นชาติขึ้น ภายใต้วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมร่วมกัน อันทำให้เกิดความเป็นชุมชนแห่งชาติของคนเหล่านั้นนั่นเอง

ดังนั้น จะเห็นได้ว่ารัฐในโลกสมัยใหม่ที่เป็นแบบ “รัฐชาติพันธุ์เดียว” นั้น แทบไม่เป็นจริงแล้ว แต่สำหรับกระแสประชานิยมต้องการสร้างประชาชนให้มีความเป็นแบบเดียว ก็เพราะในด้านหนึ่ง พวกเขามีความหวาดกลัวคนนอก และต่อต้านความหลากหลายทางวัฒนธรรม อันทำให้ความเป็นชาติในแบบประชานิยมจึงมีความหมายอีกแบบ… ไม่ใช่ในแบบที่เราเข้าใจอย่างแน่นอน!

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ประชานิยมปีกขวา (2) วาทกรรม ‘The ประชาชน’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...