ดวงจันทร์มีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์หรือไม่?
ดวงจันทร์ทำให้พฤติกรรมมนุษย์เปลี่ยนไปได้จริงหรือไม่? เมื่อสิ่งที่โคจรอยู่รอบโลกไม่ได้เป็นแค่เพียงดาวบริวาร แต่กลับส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกได้อย่างน่าทึ่ง ดวงจันทร์มีผลกับเรา แต่ด้วยเหตุผลที่เราอาจคาดไม่ถึง
ดวงจันทร์ เป็นศูนย์กลางของตำนานและนิทานพื้นบ้านทั่วโลกมาอย่างยาวนานตั้งแต่มนุษย์รู้จักการเล่าเรื่อง บ้างก็ว่าการเต็มดวงของมันทำให้ผู้คนก้าวร้าวขึ้น ในบางวัฒนธรรมก็กลับเป็นที่เคารพบูชา และบางแห่งก็เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่ดูน่ากล้วเช่นมนุษย์หมาป่า
แต่หากลองถอยออกมาสักหนึ่งก้าวแล้ววางเรื่องเล่าต่าง ๆ เหล่านั้นลง ดวงจันทร์นั้นมีผลกระทบต่อพฤติกรรมมนุษย์จริง ๆ หรือไม่ในทางวิทยาศาสตร์ และถ้ามี เหตุใดมันจึงทำเช่นนั้นได้?
#ดวงจันทร์ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและพฤติกรรมของมนุษย์ได้หรือไม่?
โดยทั่วไปแล้วสิ่งมีชีวิตทุกชนิดต่างดำเนินวัฏจักรไปตามนาฬิกาทางชีววิทยาตามธรรมชาติของเผ่าพันธุ์ ดัวอย่างเช่น การหลับ-ตื่น, การกินอาหาร และการทำงานต่าง ๆ เราจึงเห็นได้ว่าสัตว์บางชนิดจะตื่นกลางคืนและหลับกลางวัน ตรงข้ามกับมนุษย์ที่หลับกลางคืนและทำงานกลางวัน
อย่างไรก็ตามวัฏจักรทางชีววิทยานี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยภายในและภายนอกเช่น แสง สี เสียง หรือโมเลกุลภายในร่างกาย งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห้นว่าสิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์มีวัฏจักรทางชีววิทยาสอดคล้องกับวัฏจักรของดวงจันทร์
ไม่ว่าจะเป็นการสืบพันธุ์ของปะการังในช่วงพระจันทร์เต็มดวง ไม่ก็การวางไข่ของสัตว์ทะเลที่ขึ้นมาวางไข่ขณะน้ำขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานสนับสนุนถึงความเชื่อมโยงระหว่างดวงจันทร์กับสิ่งมีชีวิต และก็ทำให้บางคนเชื่อว่า ร่างกายมนุษย์ที่ประกอบไปด้วยน้ำ 55-78% ก็ได้รับอิทธิพลจากดวงจันทร์มีผลกับน้ำขึ้น-น้ำลง
"การวิจัยใด ๆ ที่เคยทำมาได้รับการพิจารณาว่ายังเป็นที่ถกเถียงกัน” นักจิตวิทยา Susan Albers กล่าว “เนื่องจากบางส่วนที่ศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์มีความขัดแย้งกัน อันที่จริงแล้ว เมื่อมีการพูดถึงผลกระทบของดวงจันทร์ต่อมนุษย์ ก็มักจะเป็นเรื่องเล่าสู่กันฟังมากกว่า"
หลายคนคงได้ยินเรื่องที่ว่า พระจันทร์เต็มดวงเชื่อมโยงกับอัตราการเกิดที่เพิ่มขึ้น มีคนเข้าห้องฉุกเฉินมากขึ้น และมีอาชญากรรมเพิ่มขึ้น แต่ยังไงก็ตามงานวิจัยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาพบว่าเรื่องราวเหล่านั้นไม่เป็นความจริง เพื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติแล้ว พฤติกรรมมนุษย์ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อพระจันทร์เต็มดวง
#แต่ ‘อาจ’ มีผลในบางด้านเช่นอารมณ์ สุขภาพจิต และการนอนหลับ
งานวิจัยในปี 2018 ที่ศึกษาในกลุ่มขนาดเล็กจำนวน 17 คนพบว่า ผุ้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไบโพลาร์ มีภาวะซึ่มเศร้าสลับการภาวะสนุกสนานอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม แต่กลับเกิดขึ้นพร้อมกับวัฏจักรของดวงจันทร์
ยังไงก็ตามข้อจำกัดของงานวิจัยนี้คือยังมีขนาดเล็กมากจนไม่สามารถอ้างอิงถึงกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ได้ และนักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น บางคนเชื่อว่าอาจเกิดการรบกวนนาฬิกาชีวภาพและวงจรการหลับ-ตื่นของผู้ป่วย
นอกจากนี้ดวงจันทร์ก็อาจมีผลต่อการนอนหลับด้วยเช่นกัน การวิจัยในปี 2013 ระบุเอาไว้ว่าในช่วงพระจันทร์เต็มดวง ผู้เข้าร่วมการทดลองหลับแบบ NREM (หลับสนิท) น้อยลง 30% หรือหลับน้อยลง 20 นาทีเมื่อเทียบกับช่วงที่ดวงจันทร์ไม่ได้เต็มดวง อีกทั้งยังพบว่ามีระดับเมลาโทนินที่ลดลงด้วยเช่นกัน
นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมติฐานว่า อาจเป็นเพราะแสงจันทร์ที่มีระดับสูงขึ้นในคืนพระจันทร์เต็มดวง ไปมีผลกระทบระดับเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่หลั่งออกมาในเวลากลางคืนเพื่อทำให้ร่างกายพร้อมกับการนอนหลับ
กระนั้นก็ยังคงมีความขัดแย้งกันอยู่ในแต่ละงานวิจัย เนื่องจากหลายงานมักจัดขึ้นในห้องทดลองที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด ซึ่งทำให้ผู้เข้าร่วมไม่รู้สึกเป็นธรรมชาติ และนั่นอาจทำให้เกิดผลกระทบที่แตกต่างกันไป โดยสรุปแล้วตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนจริง ๆ ว่าดวงจันทร์มีผลมากน้อยเพียงใด ยังคงเป็นแค่ ‘อาจจะ’ เท่านั้น ต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม
แม้จะยังไม่ยืนยันหรือมีข้อมูลเกี่ยวกับกลไกเบื้องหลังถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับดวงจันทร์ แต่ความเชื่อก็ได้เชื่อมโยงทั้งสองสิ่งเข้ามาด้วยกันอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์มนุษย์ แม้เรื่องราวเหล่านั้นจะเป็นเรื่องเล่าก็ตาม แต่มันแสดงให้เห็นว่าความเชื่อมโยงนั้นต้องมาจากพื้นฐานอะไรบางอย่าง
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า นั่นแหละคือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้มนุษย์มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปตามดวงจันทร์ โดยกระบวนการนี้เรียกว่า ‘ความสัมพันธ์ลวงตา’ ซึ่งเกิดจากความเชื่อว่าสิ่งนั้นจะต้องเป็นจริงแน่นอน ทำให้เราเชื่อมโยงปัจจัยต่าง ๆ เข้าด้วยกันโดยไม่รู้ตัว
“ในทำนองเดียวกัน เราสามารถเชื่อมโยงประสบการณ์ส่วนตัวของเรากับสิ่งที่เรียบง่ายอย่างเช่น ดวงจันทร์” ดร. Albers กล่าว
ตัวอย่างเช่น บางคนเชื่อว่าพระจันทร์เต็มดวงทำให้เกิดอาชญากรรมมากขึ้น และเมื่อเขาคนนั้นพบกับข่าวอาชญากรรมพอดี เหตุการณ์ดังกล่าวก็จะย้ำให้ความเชื่อนั้นฝังลึกยิ่งขึ้น ทั้งที่ความจริงแล้วอาชญากรรมเกิดขึ้นแทบทุกวัน ดร. Albers เสริมว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นคล้าย ๆ กับผลกระทบของยาหลอก (Placebo)
ในการทดลองทางคลินิกหลายครั้ง นักวิทยาศาสตร์ต้องพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับยาเปล่า ๆ ไม่มีสารหรือโมเลกุลที่มีประสิทธิภาพในการรักษา กลับมีอาการดีขึ้น ซึ่งเกิดจากความเชื่อของผู้ป่วยว่ายานี้มีประสิทธิภาพ สมองจึงคาดหวังผลลัพธ์ดังกล่าวและปล่อยฮอร์โมนเพื่อทำให้ร่างกายดีขึ้น แม้ว่าจะได้รับยาหลอกก็ตาม
“ผลของยาหลอกนั้นน่าสนใจมาก เพราะมันสามารถส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งและทรงพลังต่อพฤติกรรม” ดร. Albers กล่าว “การศึกษาที่เกี่ยวกับผลของยาหลอกบ่งชี้ว่า สิ่งที่คุณคิดหรือเชื่อว่าเป็นจริง สามารถส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผลลัพธ์ และไม่ควรละเลยสิ่งนี้เมื่อทำการตรวจสอบเหตุและผล”
รายงานทางจิตวิทยาเคยกล่าวเอาไว้ว่า หากเราตื่นขึ้นและบอกกับตัวเองว่า “วันนี้จะเป็นวันที่แย่” คุณก็จะมีโอกาสมีวันที่แย่จริง ๆ สูงขึ้นซึ่งไม่ใช่เพราะเราสาปแช่งตัวเอง แต่เพราะเป็นเราเตรียมตัวเองให้ล้มเหลวและมองหาแต่สิ่งแย่ ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างวัน
สิ่งที่น่ากังวลกว่านั้นก็คือ เมื่อพฤติกรรมนั้นเกิดขึ้น (คิดลบกับตัวเอง) ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ ร่างกาย และสุขภาพจิต รวมถึงความสัมพันธ์ของคนรอบข้างด้วยเช่นกัน
"หากคุณคิดว่าพระจันทร์เต็มดวงจะทำให้คุณหงุดหงิดมากขึ้น เป็นไปได้ว่าคุณจะรู้สึกหงุดหงิดจริง ๆ และทำตัวตามนั้น” ดร. Albers อธิบาย “คุณอาจพูดกับตัวเองว่า 'คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง และฉันจะต้องมีวันที่ลำบากแน่นอน' และคุณอาจจะให้ตัวเองมีอิสระในการแสดงออกมากขึ้น โดยพื้นฐานแล้ว ความคิดของคุณมีผลกระทบต่อการกระทำของคุณ"
งานวิจัยทางจิตวิทยาชี้ให้เห็นว่า ยิ่งคุณต่อว่าหรือคิดลบกับตัวเองมากขึ้นเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งเห็นคุณค่าในตัวเองน้อยลงเรื่อย ๆ และท้ายที่สุดแล้วจะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร่างกายที่รุนแรงได้ นักวิทยาศาสตร์แนะนำว่าควรใจดีกับตัวเองบ้าง โดยเฉพาะในวันแย่ ๆ การซ้ำเติมตัวเองจะไม่ช่วยอะไร
แต่การชื่นชมตัวเอง และค้นหาสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้รู้สึกดีในแต่ละวัน เช่น ขอบคุณที่วันที่กาแฟหอมโดนใจ หรือบอกตัวเองว่า ‘เก่งมาก’ ที่ผ่านวันนี้มาได้ จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงให้กับสมองและวิธีการตอบสนองของร่างกายกับพฤติกรรม
“การศึกษาหลายครั้งแสดงให้เห็นว่าพลังของความคิดของคุณนั้นส่งผลต่อพฤติกรรมได้ล้ำลึกมาก ดังนั้นการรักษาทัศนคติเชิงบวก การมองโลกในแง่ดี และความร่าเริงจึงเป็นสิ่งสำคัญ” ดร. Albers เสริม
“จงคำนึงถึงสิ่งที่คุณต้องการให้ความคิดของคุณพาไป คุณของความคิดสามารถเปลี่ยนทุกอย่างได้ เพราะสามารถกำหนดการการกระทำและนิสัยของคุณได้ในระยะยาว”
ที่มา
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/16407788/
https://www.healthline.com/health/full-moon-effects#takeaway
https://www.medicalnewstoday.com/art…/full-moon-effects…
https://www.verywellmind.com/does-the-moon-actually…
https://www.rmg.co.uk/…/can-moon-affect-our-health…
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC1444800/
https://phys.org/news/2019-10-crime-moon-full.html
https://health.clevelandclinic.org/moon-effects-on-humans
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5524624/
Photo : graemeanderson/Envato