โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ค่าเงินบาทแข็ง VS ค่าเงินบาทอ่อน ใครได้ประโยชน์บ้าง ?

Wealthy Thai

อัพเดต 11 พ.ย. 2567 เวลา 18.57 น. • เผยแพร่ 09 ส.ค. 2567 เวลา 02.27 น.

ช่วงที่ผ่านมาเราได้เห็นข่าวเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งทำให้นักลงทุนหลายคนอาจสงสัยว่าความผันผวนนี้จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อภาคธุรกิจ และมีหุ้นกลุ่มไหนที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้บ้าง วันนี้ Wealthy Thai จะพานักลงทุนทุกท่านไปหาคำตอบพร้อมกันในมุมมองที่เข้าใจง่ายขึ้น

กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อน

ผู้ส่งออก ได้ประโยชน์จากราคาสินค้าที่ถูกกว่าคู่แข่ง ทำให้รายได้เป็นเงินบาทเพิ่มขึ้น, คนทำงานต่างประเทศ นำเงินต่างประเทศมาแลกได้มากขึ้น, ธุรกิจท่องเที่ยว รับเงินต่างประเทศมาแลกได้มากขึ้น

กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อน

บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ได้ระบุว่า กลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์ทางตรงจากค่าเงินบาทอ่อน ได้แก่ กลุ่มส่งออกเนื้อสัตว์ จากการส่งออกเติบโต รวมถึงผลการดำเนินงานเทิร์นอะราวด์ เช่น BTG, TU, CPF และ GFPT
ส่วนหุ้นที่ได้รับผลดีค่าเงินบาททางอ้อม คือ กลุ่มบริการ ท่องเที่ยว การแพทย์ และค้าปลีก แนะนำ AOT, ERW, CENTEL, MINT, BDMS, CPALL และ CPAXT

กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทแข็ง

ผู้นำเข้า ราคาสินค้าต่างประเทศถูกลง ต้นทุนลดลง, ประชาชน ซื้อสินค้าต่างประเทศถูกลง, ผู้ลงทุน นำเข้าสินค้าทุนถูกลง, ผู้เป็นหนี้ต่างประเทศ ภาระหนี้ลดลง

กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทแข็ง

ส่วนหุ้นเด่นใน Coverage ของบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่า ได้แก่
1.ค้าปลีกสินค้า IT ได้ประโยชน์จากต้นทุนการนำเข้าสินค้าในราคาที่ต่ำลง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้น โดยหุ้นที่ได้ประโยชน์ ได้แก่ ADVICE, SYNEX และ COM7
2.โรงไฟฟ้า ได้ประโยชน์จากการนำเข้าก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นต้นทุนในการผลิตไฟฟ้า รวมถึงโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่มีหนี้สินและดอกเบี้ยจ่ายเป็นสกุลเงินดอลลาร์ จึงได้ประโยชน์เมื่อค่าเงินบาทแข็งค่า ได้แก่ GULF, BGRIM และ GPSC
3.อื่นๆ เช่น PTTGC มีหนี้สินเป็นสกุลเงินต่างประเทศ 45%, SCGP ต้นทุนอ้างอิงราคาดอลลาร์สหรัฐฯ และ SABINA ที่มีสัดส่วนนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศราว 60% เป็นต้น
ทั้งนี้ค่าเงินเป็นเหมือนสินค้าที่ราคาขึ้นลงตามอุปสงค์และอุปทาน หากมีการซื้อเงินบาทมากขึ้น (ขายดอลลาร์) ค่าเงินบาทจะแข็งขึ้น หากมีการซื้อดอลลาร์มากขึ้น (ขายเงินบาท) ค่าเงินบาทจะอ่อนลง
ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...