โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ประวัติศาสตร์ซ่อนเร้นของ 'ทุนฝรั่งเทา' ตะวันตกยิ่งใหญ่เพราะใช้ทุนสกปรกไปยึดประเทศอื่น

The Better

อัพเดต 10 ส.ค. 2567 เวลา 09.24 น. • เผยแพร่ 09 ส.ค. 2567 เวลา 04.50 น. • THE BETTER

เมื่อเราพูดถึง'จักรวรรดินิยม' มันหมายถึงการขยายอำนาจทางเศรษฐกิจของประเทศ A โดยเปลี่ยนประเทศเป้าหมาย B คือให้กลายเป็นแค่ตลาดปล่อยสินค้าของ A พร้อมกับดูดทรัพยากรจากประเทศ B ไปด้วย

บางครั้งประเทศ A เห็นว่าประเทศ B มีกำลังซื้อน้อย แต่มีกำลังการผลิตสูง ก็จะใช้ B เพื่อผลิตสินค้า จากนั้นก็จะหาตลาดใหม่คือประเทศ C เพื่อ'ปล่อยของ' แต่การทำแบบนั้นอาจต้องใช้กำลังบีบบังคับ C ให้ยอมเปิดตลาด

เมื่อไม่ยอมก็ต้องทำสงครามกัน

ตัวอย่างสำคัญคือ ประวัติศาสตร์ของจีนในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งราชวงศ์ชิงอ่อนแอถึงขีดสุด ส่วนชาติตะวันตกโดยเฉพาะอังกฤษกำลังรุ่งเรืองที่สุด ทั้ง'ต้าชิง' และ'บริติช เอ็มไพร์' ต่างก็เป็นจักรวรรดิ แต่ต้าชิงหรือจีนเป็นจักรวรรดิโบราณที่ไม่มีเป้าหมายอะไรเป็นหลัก ส่วน บริติช เอ็มไพร์หรือจักรวรรดิอังกฤษ เน้นหาตลาดและทุนเป็นหลัก ส่วนดินแดนเป็นผลพลอยได้

ดังนั้น เมื่อถึงยุคแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม จีนจึงมีแต่ดินแดนแต่ไม่มีทุน ส่วนพวกบริติชและกำไรงอกเงยขึ้นมาเรื่อยๆ พร้อมกับมีดินแดนมากมายทั่วโลก ซึ่งเป็นแค่ผลพลอยได้ของการหาทุนและตลาดเท่านั้น สิ่งสำคัญที่หล่อเลี้ยงพวกบริติชคือกระแสทุน

มาถึงจุดสำคัญคือ พวกบริติชรุกเข้าไปในอินเดียเพื่อการค้า จนกระทั่งใช้กลไกของทุนและกำไรสามารถยึดอินเดียได้ทีละน้อยๆ และครองอินเดียได้ทั้งหมด โดยใช้อินเดียเป็นฐานการผลิตฝ้ายที่ใหญ่ที่สุดในโลก จากนั้นนำฝ้ายดิบไปปั่นที่อังกฤษเป็นเสื้อผ้า จากอังกฤษก็เอาเสื้อผ้าฝ้ายกลับมาขายที่อินเดียต่อไป เพราะอินเดียเป็นตลาดใหญ่อันดับสองของโลก

ด้วยวิธีการนี้ อังกฤษจึงเป็นจักรวรรดิที่สมบูรณ์แบบ คือเอาที่ดินอินเดียปลูกฝ้าย ใช้แรงงานราคาต่ำชาวอินเดีย แล้วขายฝ้ายที่แปรรูปแล้วเอากำไรจากคนปลูกฝ้ายเหล่านั้น

แต่ยังมีตลาดอีกแห่งที่อังกฤษต้องการจะเจาะเข้าไป คือ ต้าชิงหรือจีน ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และกำลังอ่อนแออย่างที่สุด

วิธีที่จะบุกตลาดนี้ จะต้องใช้กำลังบีบเท่านั้น เพราะแม้จีนจะอ่อนแอ แต่ยังมีความหยิ่งในฐานะเป็นจักรวรรดิหนึ่งกับเขาเหมือนกัน

การที่จะสรุปการต่อสู้ของจักรรรดิสมัยใหม่กับจักรวรรดิโบราณ ซึ่งเป็นการสู้ด้วยทุนและกำไร (โดยมีการทำสงครามด้วยอาวุธเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น) มีงานเขียนหนึ่งที่สรุปกลเม็ดของจักรวรรดิอังกฤษได้ดี คืองานเขียนชื่อ 'การสะสมทุน' (The Accumulation of Capital) ของโรซา ลุกเซมบูร์ก (Rosa Luxemburg) นักคิดฝ่ายสังคมนิยมชาวโปลิช-เยอรมัน ซึ่งเธอมีบทบาทอย่างมากในการศึกษาอำนาจของทุน

ลุกเซมบูร์ก เป็นผู้ที่รู้ทัน'ทุน' เป็นผู้ต่อต้านการสั่งสมทุนจนสร้างการผูกขาด และยังต่อต้านสงคราม อันเป็นผลพวงจากการปะทะของ'อำนาจจักรวรรดิ' และ'นายทุน' อีกด้วย

เธอเขียนเอาไว้ในหนังสือ 'การสะสมทุน' เอาไว้ว่า

"ประเทศจีนในยุคใหม่เป็นตัวอย่างคลาสสิกของการแลกเปลี่ยนสินค้ากับประเทศที่ล้าหลังและ "อ่อนโยน" ตลอดศตวรรษที่ 19 เริ่มตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 40 ประวัติศาสตร์ของจีนเต็มไปด้วยสงครามที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดทางให้จีนค้าขายโดยใช้กำลัง มีพวกมิชชันนารีคอยยุยงให้คริสเตียนถูกข่มเหง ชาวยุโรปยุยงให้ประชาชนก่อกบฏ และเกิดการสังหารหมู่เป็นระยะๆ

"ประชากรในสังคมเกษตรกรรมที่ไร้ทางสู้และสงบสุข ถูกบังคับให้เผชิญกับอาวุธที่ทันสมัยที่สุดจากกองทหารของพวกนายทุนทันสมัยที่สุดในบรรดามหาอำนาจของยุโรปทั้งหมด การใช้เงินจำนวนมากในสงครามทำให้จำเป็นต้องมีหนี้สาธารณะ จีนกู้ยืมเงินจากยุโรป ส่งผลให้ยุโรปควบคุมการเงินและยึดป้อมปราการของจีน ถูกบังคับให้เปิดท่าเรือเสรี และมีการเรียกค่าสัมปทานทางรถไฟจากนายทุนยุโรป ด้วยมาตรการเหล่านี้ ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ (ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของระบอบทุนนิยม - ผู้แปล) จึงได้รับการส่งเสริมขึ้นมาในจีนตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 30 ของศตวรรษที่แล้วจนถึงจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติจีน (ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 - ผู้แปล)"

ข้อความที่ โรซา ลุกเซมบูร์ก เขียนไว้มีนัยว่า ในเวลานั้นจีนเป็นประเทศที่ยังล้าหลังเมื่อเทียบกับชาติตะวันตก และจีนยัง'อ่อนโยน' หรือไม่มีนโยบายรุกรานชาติใดต่างจากพวกชาติตะวันตกที่ใช้ทุนเป็นธงนำจึงมีแต่ความกระหายผลกำไร ถึงกับใช้กำลังบีบจีนด้วยสงคราม บางครั้งยังใช้การเผยแพร่ศาสนาเป็นเครื่องมือในการบั่นทอนเสถียรภาพของจีน เช่น หาว่าจีนข่มเหงชาวคริสต์ จชาติตะวันตกจึงใช้ข้ออ้างนี้บีบจีนหรือกระทั่งส่งกำลังทหารเข้ายึดพื้นที่บางส่วนของจีน โดยอ้างว่า"เพื่อปกป้องชาวคริสต์และชาวตะวันตก"

ปัจจุบันเราก็ยังจะเห็นข้ออ้างจำพวกนี้ เพียงแต่ไม่มีการอ้างศาสนาอีก แต่เป็นการอ้างว่าเพื่อปกป้อง 'สิทธิมนุษยชน' และ 'ประชาธิปไตย' จึงบีบชาติเป้าหมาย และรุกรานประเทศนั้น

เมื่ออธิบายความเป็นไปในจีนแล้วหนังสือ 'การสะสมทุน' ก็เล่าถึง 'จุดพีค' การใช้ทุนนิยมของจักรวรรดินิยมเพื่อบดขยี้จีน

"อารยธรรมยุโรป ซึ่งก็คือการแลกเปลี่ยนสินค้ากับทุนยุโรป ได้ส่งผลกระทบครั้งแรกต่อจีนจากสงครามฝิ่น เมื่อจีนถูกบังคับให้ซื้อยาเสพติดจากไร่ฝิ่นในอินเดีย เพื่อทำเงินให้กับนายทุนชาวอังกฤษ ในศตวรรษที่ 17 บริษัทอินเดียตะวันออกได้นำฝิ่นมาปลูกในเบงกอล และบริษัทสาขาในกวางตุ้งก็เป็นผู้เผยแพร่ยาเสพติดชนิดนี้ในจีน ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ฝิ่นมีราคาตกต่ำลงอย่างมาก จนกลายเป็น "สินค้าฟุ่มเฟือยของประชาชน"(หมายถึงเข้าถึงประชาชนทั่วไปที่มีรายได้น้อย แต่ก็ยังมีราคาสูงสำหรับคนทั่วไปอยู่ดี - ผู้แปล) อย่างรวดเร็ว

ในปี ค.ศ. 1821 จีนได้นำฝิ่นจำนวน 4,628 หีบเข้ามาจำหน่ายในราคาเฉลี่ย 265 ปอนด์ จากนั้นราคาก็ลดลงร้อยละ 50 และการนำเข้าของจีนเพิ่มขึ้นเป็น 9,621 หีบในปี 1825 และเพิ่มเป็น 26,670 หีบในปี 1830 ผลกระทบร้ายแรงของยาเสพติด โดยเฉพาะยาเสพติดราคาถูกที่ประชากรยากจนใช้ กลายเป็นภัยพิบัติสาธารณะและทำให้จีนจำเป็นต้องคว่ำบาตรการนำเข้า (ฝิ่น) เป็นมาตรการฉุกเฉิน ในปี ค.ศ. 1828 อุปราชแห่งกวางตุ้งได้ห้ามการนำเข้าฝิ่น แต่ก็ทำได้แค่เบี่ยงเบนการค้า (ฝิ่น) ไปยังท่าเรืออื่น"

โรซา ลุกเซมบูร์ก ได้อ้างข้อสังเกตของเจ้าหน้าที่จีนที่บอกว่าฝิ่นมันร้ายกาจแค่ไหน เช่นบอกว่า“ข้าพเจ้าคิดว่าฝิ่นเป็นความชั่วร้ายที่ยิ่งกว่าการพนัน และผู้ที่สูบฝิ่นควรได้รับการลงโทษไม่ต่างจากนักพนัน”

เจ้าหน้าที่จีนอีกคนบอกว่า "ดูเหมือนว่าฝิ่นส่วนใหญ่นำเข้ามาจากต่างประเทศโดยเจ้าหน้าที่ที่ไม่ซื่อสัตย์ โดยร่วมมือกับพ่อค้าที่แสวงหากำไรซึ่งนำฝิ่นเข้ามาในประเทศ กลุ่มแรกที่เสพฝิ่นคือคนที่มีครอบครัวฐานะดี บุคคลร่ำรวย และพ่อค้า แต่ท้ายที่สุดแล้ว ฝิ่นก็แพร่กระจายไปสู่คนทั่วไป ข้าพเจ้าได้ทราบมาว่าในทุกมณฑล มีการสูบฝิ่นไม่เพียงแต่ในหมู่ข้าราชการพลเรือนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในกองทัพด้วย เจ้าหน้าที่ของเขตต่างๆ ออกคำสั่งห้ามขายโดยกฎหมายพิเศษ แต่ในขณะเดียวกัน พ่อแม่ ครอบครัว ผู้ติดตาม และคนรับใช้ของพวกเขาก็สูบฝิ่นต่อไป และพ่อค้าก็ได้กำไรจากการห้ามโดยขึ้นราคา แม้แต่ตำรวจก็ยังถูกโน้มน้าว พวกเขาซื้อฝิ่นแทนที่จะช่วยปราบปราม”

หลังจากที่ต้าชิงหรือจีนตระหนักถึงภัยของฝิ่นที่ทำลาย'ทุนมนุษย์' ของจีน จึงทำการห้ามการค้าฝิ่นและทำลายฝิ่น ซึ่งกลายเป็นข้ออ้างให้จักรวรรดิบริติชทำสงครามกับจีน สงครามนี้ถือเป็นสงครามครั้งแรกของโลกที่ทำโดย'แก๊งค้ายาเสพติด' (Drug cartel) ซึ่งเป็นขบวนการใหญ่ระดับจักรวรรดิ

ปรากฎว่าจีนพ่ายแพ้ย่อยยับต่อ 'แก๊งค้ายาเสพติด' เพราะ'แก๊ง' นี้หรือพวกบริติชเกณฑ์กองกำลังจากอินเดีย หรือทหารซีปอย (Sepoy) เข้ามาช่วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอกย้อนอย่างมาก เพราะอังกฤษยึดอินเดียเป็นอาณานิคม ใช้เแรงงานคนอินเดียปลูกฝิ่น แล้วเอามาขายตลาดจีน พอจีนไม่ซื้อของ ก็ใช้คนอินเดียมาฆ่าคนจีน

คนอินเดียที่ยอมเป็นทาสเจ้าอาณานิคมทำงานเป็นเครื่องจักรนักฆ่าเกินคำสั่งนายเสียอีก อย่างที่ โรซา ลุกเซมบูร์ก เขียนไว้ว่าในระหว่างการสู้รบกันนั้น "ชาวจีนซึ่งพยายามหลบหนีจากแนวป้องกัน ก็พากันตกลงไปในคูน้ำซึ่งในไม่ช้าคูน้ำก็เต็มไปด้วยทหารที่หมดหนทางซึ่งร้องขอความเมตตา ทหารราบซีปอยกระทำการฝ่าฝืนคำสั่ง ได้ยิงใส่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่คือวิธีที่กวางตุ้งต้องยอมจำนอนต่อทุน"

ทำไมคนอินเดียที่ถูกอังกฤษกดขี่ถึงยอมไปฆ่าคนจีนทั้งๆ ที่ถูกฝรั่งกดขี่เหมือนกัน?

เรื่องนี้เป็นเพราะพลังของทุนนั่นเอง พวกบริติชใช้เงินจาก 'ทุนสีเทา' เพื่อซื้อตัวคนอินเดียที่ยอมขายความภักดีให้ ทุนนั้นมาจากธุรกิจสีเทา ที่เกิดจากการใช้แรงงานทาสของคนเชื้อชาติเดียวกัน และการบุกตลาดจีนด้วยทุนเทา

อำนาจของทุนที่มีอยู่เหนือเชื้อชาติ มีอยู่ในหนังสือSmoke and Ashes: Opium’s Hidden Histories (ควันและเถ้าถ่าน ประวัติศาสตร์ซ่อนเร้นของฝิ่น) โดย อมิตาว โฆษ (Amitav Ghosh) นักเขียนชาวอินเดียระบุไว้ว่า แม้ว่าพวกบริติชจะยึดครองอินเดียได้ แต่ต้องปล่อยให้พวกชนชั้นนำอินเดียมีอำนาจปกครองตนเองในระดับหนึ่ง พร้อมกับปล่อยให้พวกนี้มีส่วนร่วมในการค้าฝิ่นด้วย ดังนั้นจะเห็นได้ว่า"ฝิ่นเป็นแหล่งสะสมทุนหลักสำหรับพ่อค้าและนายธนาคารพื้นเมืองในอินเดียตะวันตกในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 19"- นี่เองที่ทำให้ชนชั้นนำและกองทัพชาวอินเดีย ยอมทำงานให้พวกบริติช

แต่สำหรับคนธรรมดาสามัญ ก็เป็นๆได้แค่'ทุนมนุษย์' ในการผลิตยาเสพติด และไม่มีค่าอะไรในสายตาของพวกจักรวรรดินิยม อย่างเช่นเมื่อพวกบริติชยึดแคว้นเบงกอลของอินเดียได้ ก็ทำการเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกอาหารเป็นที่ปลูกฝิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายล้านคนจากเหตุการณ์ขาดแคลนอาหารในเบงกอลเมื่อปี ค.ศ. 1770 เนื่องจากพื้นที่เกษตรกรรมที่เคยให้ผลผลิตได้ถูกบังคับให้เปลี่ยนไปปลูกฝิ่นแทน

แล้วฝิ่นนั้นก็เอามาฆ่าคนจีนทางอ้อมนับล้านคน และฆ่าคนจีนทางตรงในสงครามอีกมากมาย

ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ทำให้จีนต้องเสียบางส่วนของกวางตุ้ง อันเป็นเมืองท่าสำคัญนั่นคือฮ่องกงและเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้กับจักรวรรดิบริติช ที่สำคัญคือพวกบริติชเข้าถึงตลาดจีนได้อย่างเสรีมากขึ้น นั่นหมายความว่าพวกบริติชจะยิ่งทำกำไรได้มากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน มันเท่ากับบีบให้จีนเลิกเป็นรัฐแบบโบราณ แล้วยอมรับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม แม้ว่าจีนจะเสียเปรียบอย่างมากก็ตาม

แต่มันเป็นกฎของการสะสมทุน นั่นคือทุนจะต้องสะสมไปเรื่อยๆ และต้องหาตลาดไปเรื่อยๆ ดังนัน เมื่อพวกบริติชชนะจีนแล้วและได้ตลาดจีนไปครองส่วนหนึ่ง พวกจักรวรรดิตะวันตกอื่นๆ ก็เริ่ม 'ริษยา' และเริ่มปะทะกันเอง หรือไม่ก็ยอมเจรจาแบ่งแผ่นดินจีนเป็นส่วนๆ เพื่อแบ่ง'เขตอิทธิพล' หรือ spheres of influence

ในหนังสือ 'การสะสมทุน' ได้กล่าวไว้ว่า

"การเข้าสู่ตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์ของจีน(หรือการเข้าสู่ระบบสะสมทุน - ผู้แปล) ซึ่งเริ่มต้นด้วยสงครามฝิ่น ในที่สุดก็สำเร็จลุล่วงด้วยการ "เช่า" (คือการที่จีนถูกบีบให้ปล่อยดินแดนของตนเองให้ชาติตะวันตกเช่าหรือยึดเป็นอาณานิคม เช่น อังกฤษเช่าฮ่องกง 99 ปี) อยู่ช่วงหนึ่ง และการทำสงครามในจีนในปี ค.ศ. 1900 เมื่อผลประโยชน์ทางการค้าของทุนยุโรปจมดิ่งลงสู่การต่อสู้แบบประชิดตัวระหว่างประเทศอย่างหน้าด้านเพื่อแย่งชิงดินแดนของจีน"

จะไม่ให้ทุนตะวันตกหน้าด้านได้อย่างไร ในเมื่อผลกำไรของการทำธุรกิจสีเทามันเป็นกอบเป็นกำ และช่วยสร้างชาติพวกเขาให้ยิ่งใหญ่

ในหนังสือของอมิตาว โฆษ ชี้ว่า ทุนฝรั่งที่ยึดเอเชียเป็นอาณานิคม เช่น พวกฮอลันดาเจ้าของบริษัท The Royal Dutch Trading Company ก็ค้าฝิ่นด้วยการผูกขาดฝิ่นจนร่ำรวยในอินโดนีเซีย จนกระทั่งได้เงินมาสร้างวิสาหกิจแห่งชาติของเนเธอร์แลนด์ นั่นคือ Royal Dutch Shell

ในเวลาเดียวกัน พวกอเมริกันก็เข้ามาเกี่ยวข้องการค้าฝิ่นในจีนด้วย จนกระทั่งได้ทุนเป็นกอบเป็นกำ นายทุนอเมริกันพวกนี้คือพวกที่วางรากฐานธุรกิจเส้นทางรถไฟ ธุรกิจโรงแรมตามเส้นทางคมนาคม และการค้าสิ่งทอ ทั้งหมดนี้คือพื้นฐานอุตสาหกรรมอเมริกันในช่วงต้น อย่างที่ อมิตาว โฆษ กล่าวว่า“อเมริกาสามารถถ่ายโอนอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนให้กับการปฏิวัติอุตสาหกรรมของอเมริกาได้”

นี่คือหลักฐานว่า'ทุนเทาฝรั่ง' คือรากฐานของการสร้างมหาอำนาจขึ้นมา

ในขณะเดียวกัน จีนก็ต้องกลายสภาเป็น'คนป่วย' ยาวนานถึงร้อยกว่าปี ต้องตกอยู่ในช่วงเวลาที่เรียกว่า "ศตวรรษแห่งความอัปยศ" ผลของการแย่งชิงของทุนตะวันตกในแผ่นดินจีนคืออะไร? งานเขียนของ โรซา ลุกเซมบูร์ก สรุปไว้ในบทที่ 28 ของ 'การสะสมทุน' เอาไว้ว่า

"ในช่วงสงครามและช่วงระหว่างเวลาที่ยังไม่เกิดอีกสงครามหนึ่ง อารยธรรมยุโรปต่างก็ยุ่งอยู่กับการปล้นสะดมและขโมยของในพระราชวังหลวงของจีน ในอาคารสาธารณะของจีน และในอนุสรณ์สถานของอารยธรรมโบราณของจีน ไม่ใช่แค่ในปี ค.ศ. 1860 เมื่อฝรั่งเศสปล้นสะดมสมบัติในตำนานจากพระราชวังของจักรพรรดิ หรือในปี ค.ศ. 1900 เมื่อ "ชาติต่างๆ แข่งขันกันขโมยทรัพย์สินสาธารณะและส่วนบุคคล" ความก้าวหน้าของยุโรปทุกครั้งไม่ได้เกิดขึ้นจากการสะสมทุนท่านั้น แต่ยังรวมถึงจากถึงซากปรักหักพังที่ยังคงคุกรุ่นของเมืองที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุด จากการเสื่อมโทรมของเกษตรกรรมในพื้นที่ชนบทขนาดใหญ่ และจากการเก็บภาษีที่กดขี่อย่างไม่สามารถยอมรับเพื่อนำเงินมาชดเชยสงคราม มีท่าเรือสนธิสัญญาจีนมากกว่า 40 แห่ง และแต่ละแห่งต้องแลกมาด้วยเลือด การสังหารหมู่ และความพินาศ"

นี่คือเบื้องลึกของการที่จักรวรรดิหนึ่งๆ สามารถเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้ นั่นคือ …

“ทุนไม่มีทางแก้ไขปัญหาด้วยวิธีอื่นใด [โดยการรวมเอาทรัพยากรการผลิตและแรงงานใหม่ๆ เข้ามา และการรักษาตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ของตน] นอกเหนือไปจากความรุนแรง ซึ่งเป็นวิธีการสะสมทุนมาโดยตลอดตลอดกระบวนการทางประวัติศาสตร์ ไม่เพียงแต่ในช่วงที่ทุนเริ่มก่อตัวขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในปัจจุบันด้วย”

ดังนั้นเมื่อทุนเริ่มเสาะหาตลาดหรือแย่งตลาดกัน เวลานั้น ชาวโลกจึงควรระวังสงคราม

วันนี้ จีนแข็งแกร่งขึ้นมากลายเป็น'ทุนจีน' ที่เดินทางไปทั่วโลก จักรวรรดิบริติชล่มสลายไปนานแล้ว เหลือแต่สหราชอาณาจักรซึ่งอ่อนแอและไร้ความสำคัญ แต่ 'ทุนฝรั่ง' ยังอยู่ แม้จะยังเทาในหลายๆ มิติแต่ก็สามารถชำระล้างความเทาหรืออำพรางความเทาเอาไว้ได้ภายใต้การโฆษณาชวนเชื่อที่ทรงอานุภาพ และรวมตัวกันเป็นกลุ่มอำนาจ เช่น G7 ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น'จักรวรรดินิยมตะวันตก' ก็ว่าได้

แต่เมื่อ'ทุนจีน' ใหญ่ขึ้นและถูก'ทุนฝรั่ง' หาเรื่อง จึงรวมตัวกันทุนอื่นๆ ที่เป็นพวกชาติรองๆ กลายเป็น BRICS ซึ่งแม้จะรวมตัวกันด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ แต่ก็ยังไม่ใช่จักรวรรดิเพราะไมได้ขับเคลื่อนด้วยทุนกระแสเดียวกัน แต่สามารถเรียกได้ว่าเป็น'พันธมิตรต่อต้านจักรวรรดินิยมตะวันตก' ได้

จากข้อสรุปของ โรซา ลุกเซมบูร์ก ในท้ายที่สุดเพราะทุนนิยมมีข้อจำกัด พวกจักรวรรดินิยมก็จะเผชิญหน้ากัน สุดท้ายก็ต้องลงไม้ลงมือกัน

ทุนจีนและทุนฝรั่งกำลังปะทะกัน และเริ่มที่จะวนลูปไปสู่สิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน นั่นคือสงครามเพื่อแย่งชิงทุนและตลาด พร้อมกับการขยายดินแดนแบบใหม่ที่ไม่ใช่การยึดดินแดนที่จับต้องได้

ดังนั้น โปรดระวังสงครามเอาไว้ให้ดี

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการ และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...