โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

ถอดโมเดลต่างประเทศเก็บค่าธรรมเนียมรถติดในเขตเมือง

สยามคาร์ - Siamcar

เผยแพร่ 25 ต.ค. 2567 เวลา 05.52 น. • ทีมข่าวสยามคาร์
ถอดโมเดลต่างประเทศเก็บค่าธรรมเนียมรถติดในเขตเมือง

ถอดโมเดลต่างประเทศเก็บค่าธรรมเนียมรถติดในเขตเมือง

นโยบายที่หลายคนลุ้น คือ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายทุกสี ของรัฐบาล อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะทำได้จริงหรือไม่ หลัง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ประกาศเดินหน้าแน่นอนทุกเส้นทาง ภายในเดือนกันยายน 2568 เพื่อให้ประชาชนหันมาใช้บริการขนส่งสาธารณะมากขึ้น ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย และลดปัญหา PM 2.5

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ กระทรวงการคลังของไทยได้เริ่มต้นศึกษาแนวคิดการจัดเก็บ ค่าธรรมเนียมรถติด (Congestion Charge) ในพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อแก้ปัญหาการจราจรที่หนักหน่วง โดยแนวคิดนี้ได้แรงบันดาลใจจากประเทศพัฒนาแล้วที่มีการดำเนินการและประสบความสำเร็จ อาทิ อังกฤษ

จากการศึกษาเบื้องต้น พบว่าถนนในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่จะถูกพิจารณาในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนั้นจะต้องมีเส้นทางรถไฟฟ้าเป็นทางเลือกสำหรับการเดินทาง เช่น ถนนสุขุมวิท ถนนสีลม ถนนรัชดาภิเษก เป็นต้น

การนำระบบนี้มาใช้ในกรุงเทพฯ อาจต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ เช่น ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงการยอมรับจากประชาชน ซึ่งการสร้างความเข้าใจและให้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญในการดำเนินโครงการนี้ให้ประสบความสำเร็จ

หากพิจารณาหลายประเทศทั่วโลกได้เริ่มนำมาตรการจัดเก็บภาษีรถยนต์ที่เข้าไปในเขตเมืองมาใช้ เพื่อควบคุมปริมาณรถยนต์และส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งแนวทางนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดปัญหาจราจรติดขัด แต่ยังมีผลดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วยหลายเมืองใหญ่ทั่วโลกนำมาตรการ ค่าธรรมเนียมรถติด (Congestion Charge) มาใช้เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้คนหันมาใช้บริการรถเมล์ รถไฟฟ้า และจักรยานมากขึ้น

สิงคโปร์
สิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่นตั้งแต่ปี 1975 สิงคโปร์ใช้ระบบ Electronic Road Pricing (ERP) ที่มีการคิดค่าธรรมเนียมรถยนต์ที่เข้ามาในพื้นที่สำคัญ ระบบนี้ช่วยควบคุมจำนวนรถยนต์บนถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นการกระตุ้นให้ผู้คนใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้นด้วย .

เป็นการเก็บค่าผ่านทางตามช่วงเวลาการจราจรและสถานที่ โดยค่าใช้จ่ายอยู่ระหว่าง 0.50 - 6 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 12 - 150 บาท) ต่อครั้ง

ในช่วงเวลาการจราจรหนาแน่น ค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้น โดยเวลาพีคคือ 07.00 -09.00 น. และ 17.30-18.30 น. ระบบนี้มีการปรับเปลี่ยนค่าธรรมเนียมเป็นประจำตามสภาพการจราจรในแต่ละช่วงเวลา

ทำให้สิงคโปร์มีอัตราการติดขัดลดลงมากถึง 45% ในแบบชั่วข้ามคืนกันเลยทีเดียว ทั้งยังลดอุบัติเหตุทางรถยนต์ได้ถึง 25% ด้วย

สหราชอาณาจักร
ลอนดอน เริ่มใช้ระบบ Congestion Charge ตั้งแต่ปี 2003 ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่ประสบความสำเร็จในการลดปัญหาจราจรและมลพิษทางอากาศ โดยในพื้นที่ที่กำหนด รถยนต์ส่วนตัวที่เข้าไปจะต้องชำระค่าธรรมเนียมในช่วงเวลาที่มีการจราจรหนาแน่น นับตั้งแต่เริ่มโครงการ จำนวนรถที่เข้ามาในเมืองลดลงไปถึง 30%

โดยค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 15 ปอนด์ต่อวัน (ประมาณ 660 บาท) สำหรับรถยนต์ที่เข้ามาในใจกลางเมืองระหว่าง 07.00-22.00 น. นอกจากนี้ยังมีการจัดเก็บภาษี ULEZ (Ultra Low Emission Zone) เพิ่มเติม 12.50 ปอนด์ (ประมาณ 550 บาท) สำหรับรถที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

อิตาลี
มิลาน เริ่มใช้ระบบเก็บค่าธรรมเนียมรถติดที่เรียกว่า Area C ตั้งแต่ปี 2012 โดยมีเป้าหมายในการลดปริมาณรถยนต์ในเขตใจกลางเมือง รวมถึงลดมลพิษทางอากาศ ในระยะเวลาไม่กี่ปีหลังจากเริ่มใช้โครงการ พบว่าการจราจรในเขต Area C ลดลงถึง 30% และคุณภาพอากาศในเมืองดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ระบบนี้เน้นให้ผู้ขับขี่เลือกใช้การเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะมากขึ้น เพื่อสร้างความยั่งยืนในระบบการขนส่งของเมือง

โซน Area C เป็นพื้นที่จำกัดการจราจรในใจกลางเมือง โดยมีค่าธรรมเนียมการเข้าพื้นที่ประมาณ 5 ยูโรต่อวัน (ประมาณ 190 บาท) ในช่วงเวลาทำการของวันธรรมดา ระหว่าง 07.30-19.30 น. เป้าหมายของนโยบายนี้คือการลดปัญหามลพิษและความแออัดในใจกลางเมือง

สวีเดน
สตอกโฮล์ม เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จ เริ่มใช้ระบบเก็บค่าธรรมเนียมในปี 2006 และได้รับผลตอบรับที่ดีจากประชาชน เนื่องจากสามารถลดปริมาณรถบนท้องถนนได้ถึง 20-25% ภายในเวลาไม่กี่เดือน พร้อมกับการลดมลพิษทางอากาศในเมืองหลวงได้อย่างมีนัยสำคัญ

มีการใช้ระบบเก็บภาษีในช่วงเวลาเร่งด่วน เรียกว่า Congestion Tax โดยมีการเก็บภาษีตั้งแต่ 11 - 45 โครนาสวีเดน (ประมาณ 40 - 160 บาท) ต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและฤดูกาล โดยภาษีจะถูกปรับขึ้นในช่วงฤดูกาลที่มีการจราจรหนาแน่นที่สุด และสูงสุดที่ 135 โครนาสวีเดนต่อวัน

นอร์เวย์
ออสโล และ เบอร์เกน นำระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมรถติดมาใช้ โดยเน้นการลดการใช้รถยนต์ในเขตเมือง ระบบในนอร์เวย์มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ในออสโลมีการนำค่าธรรมเนียมที่ผันแปรตามช่วงเวลาที่มีการจราจรหนาแน่น (Peak Hours) มาใช้ ทำให้สามารถลดจำนวนรถยนต์บนถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้รายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมยังถูกนำไปพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะอีกด้วย

มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมผ่านระบบ "toll rings" ซึ่งปรับราคาแตกต่างกันตามช่วงเวลาและวันทำงาน โดยค่าธรรมเนียมเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15 NOK (ประมาณ 1.40 ปอนด์ หรือ 55 บาท) ต่อการผ่านหนึ่งครั้ง ราคาจะสูงขึ้นในช่วงเวลาเร่งด่วน (Peak Hours) ซึ่งช่วยลดปัญหาการจราจรและสร้างรายได้ที่นำไปพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ

สหรัฐอเมริกา
ในปี 2021 นิวยอร์ก ได้ประกาศว่าจะเป็นเมืองแรกในสหรัฐฯ ที่นำระบบ Congestion Charge มาใช้ โดยระบบนี้จะเน้นเก็บค่าธรรมเนียมจากรถยนต์ที่เข้ามาในเขต Manhattan ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเมือง เพื่อลดปัญหาการจราจรที่หนาแน่น โดยรายได้จากค่าธรรมเนียมจะถูกนำไปใช้ปรับปรุงและขยายระบบขนส่งสาธารณะของเมืองนิวยอร์กให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

คาดว่าค่าธรรมเนียมจะอยู่ระหว่าง 9-23 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 330-840 บาท) ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของวันและวันทำงาน รายได้ที่ได้รับจะถูกนำไปใช้ในการปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะในเมือง

เยอรมนี
แม้ว่าเยอรมนีจะยังไม่ได้ใช้ระบบ Congestion Charge อย่างเต็มรูปแบบในเมืองใหญ่เช่น เบอร์ลิน แต่มีการนำแนวคิด Low Emission Zone (LEZ) มาใช้ โดยการจำกัดการเข้าถึงของยานพาหนะที่ปล่อยมลพิษสูงในเขตเมืองเพื่อควบคุมคุณภาพอากาศ เมืองที่มีเขต LEZ เช่น เบอร์ลิน และ มิวนิค มุ่งเน้นให้ผู้ใช้รถเลือกใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น

แนวทางนี้ช่วยลดปัญหามลพิษและการจราจรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยรถที่ไม่ผ่านมาตรฐานจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม แต่ระบบนี้ยังไม่ได้ใช้เป็น Congestion Charge อย่างเต็มรูปแบบ

ประโยชน์ของการจัดเก็บค่าธรรมเนียมรถติด (Congestion Charge)

1. ลดปัญหาจราจรติดขัด การจัดเก็บค่าธรรมเนียมช่วยลดจำนวนรถยนต์ที่เข้ามาในเขตเมือง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการจราจรหนาแน่น ทำให้การจราจรคล่องตัวขึ้น ตัวอย่างเช่น ในกรุงลอนดอนหลังจากเริ่มใช้ระบบนี้ ปริมาณการจราจรลดลงประมาณ 15-20%

2. ลดมลพิษทางอากาศ การลดจำนวนรถยนต์ในเมืองช่วยลดการปล่อยก๊าซมลพิษ เช่น ไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) และฝุ่นละออง (PM) ซึ่งช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศและสุขภาพของประชาชน ในกรุงลอนดอนและสตอกโฮล์ม การปล่อยก๊าซเหล่านี้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

3. ส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะ รายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมมักจะถูกนำไปพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้าและรถโดยสาร ทำให้ระบบขนส่งสาธารณะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นทางเลือกที่ดีและสะดวกในการเดินทาง

4. ปรับปรุงคุณภาพชีวิตในเมือง เมื่อมีจำนวนรถยนต์บนท้องถนนน้อยลง ถนนจะมีความเป็นมิตรต่อผู้เดินเท้าและนักปั่นจักรยานมากขึ้น เสียงรบกวนและมลพิษทางเสียงก็ลดลง ทำให้สภาพแวดล้อมในเมืองน่าอยู่ขึ้น

5. ผลกระทบทางเศรษฐกิจ การจัดเก็บค่าธรรมเนียมรถติดช่วยให้การขนส่งสินค้าและบริการคล่องตัวขึ้น เนื่องจากถนนมีความคล่องตัว การเข้าถึงธุรกิจในใจกลางเมืองก็ง่ายขึ้น ส่งเสริมให้ผู้คนเข้ามาใช้จ่ายในเขตเมืองเพิ่มขึ้น

ผลกระทบและแนวโน้มในอนาคต

แนวโน้มการขยายมาตรการนี้ไปยังเมืองอื่นๆ รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้ เช่น รถยนต์ไฟฟ้าและการใช้ AI ในการจัดการการจราจร คาดว่าจะเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในอนาคต

มาตรการเหล่านี้ช่วยให้เมืองใหญ่ทั่วโลกสามารถจัดการปัญหาการจราจรและมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนใช้พลังงานสะอาดและการขนส่งสาธารณะมากขึ้น ขณะที่อัตราค่าธรรมเนียมเหล่านี้จะถูกปรับเปลี่ยนตามสภาพการจราจรและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของแต่ละเมือง

ความสำเร็จของระบบนี้ต้องอาศัยความมุ่งมั่นทางการเมือง ผู้บริหารเมืองต้องมีวิสัยทัศน์และความกล้าที่จะผลักดันนโยบาย เพราะการแก้ปัญหาการจราจรและการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ต้องใช้เวลา และต้องมีความต่อเนื่องนานพอถึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...