โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภริยาหาหนังสือให้อ่านเรื่อง ‘A Little History of the World’

MATICHON ONLINE

อัพเดต 28 ส.ค. 2567 เวลา 08.30 น. • เผยแพร่ 28 ส.ค. 2567 เวลา 07.11 น.

เมื่อผู้เขียนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในมลรัฐอิลลินอยส์ปีแรก พ.ศ.2511 ผู้เขียนต้องลงเรียนวิชา“Art Appreciation” เพราะเป็นวิชาบังคับ ต่อมาได้ทราบว่าในเมืองไทยเราก็มีสอนเรียกว่าวิชา“ศิลปวิจักษ์” ซึ่งเป็นวิชาการทำความเข้าใจศิลปะไม่ว่าจะแขนงไหนก็ตาม แต่ที่เรียนตอนปี1 นั้นเน้นเฉพาะทัศนศิลป์(Visual Arts) การเห็น คือ จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ภาพถ่าย สถาปัตยกรรม ซึ่งการเรียนวิชานี้เองทำให้ผู้เขียนได้รู้จักนักประวัติศาสตร์ศิลปะชื่อก้องโลกชาวกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ชื่อ นายอี. เอช. กอมบริช ผู้ถูกพวกนาซีขับไล่ออกจากออสเตรียเพราะหนังสือประวัติศาสตร์สำหรับเด็กเล่มแรกของเขาเป็นภาษาเยอรมันที่ส่งเสริมสันติภาพซึ่งไม่เป็นที่นิยมของเหล่านาซีผู้กระหายสงครามนั่นเอง

นายกอมบริชหนีไปตั้งรกรากอยู่ในอังกฤษและได้เขียนตำราเป็นภาษาอังกฤษที่ผู้เขียนใช้เรียนชื่อ“The Story of Art” เป็นตำราเรียนที่อ่านง่ายขนาดผู้เขียนที่มีภาษาอังกฤษง่อยๆ ผู้เริ่มเรียนที่มหาวิทยาลัยในปีแรกยังสามารถอ่านได้อย่างสบาย ประกอบกับมีภาพประกอบมากมาย ในตำราเล่มนี้ได้รวบรวมงานและแนวคิดทางศิลปะตั้งแต่ภาพเขียนผนังถ้ำในยุคโบราณมาจนถึงรูปปั้น เครื่องใช้ ภาพเขียนเด่นๆ สิ่งก่อสร้างในแต่ละยุคสมัยไล่เรียงมาจนถึงยุคปัจจุบัน จากผลของการเรียนวิชานี้ทำให้ผู้เขียนสนใจเรื่องศิลปะตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งได้แต่งงานกับภริยาผู้เป็นนักศึกษาศิลปะระดับปริญญาโท และได้อ่านหนังสือของ อี. เอช. กอมบริช อีกหลายเล่ม โดยเฉพาะเรื่อง“Art and Illusion” ซึ่งเกี่ยวกับการรับรู้(perception) ที่เป็นการเกี่ยวพันกันระหว่างวิชาจิตวิทยากับศิลปะที่มีอิทธิพลต่อแนวของแนวความคิดของ นายอุมแบร์โต เอโก นักสัญญาณศาสตร์ชาวอิตาลี มีผลงานที่เป็นที่รู้จัก คือThe Name of the Rose เป็นอย่างสูงทีเดียว

ที่ผู้เขียนเท้าความกลับไปตั้ง50 กว่าปีก็เนื่องจากภริยาของผู้เขียนเพิ่งซื้อหนังสือเรื่อง “A Little History of the World” มาให้เพราะเห็นว่าผู้เขียนนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์วันละหลายชั่วโมง ส่วนใหญ่ก็นั่งดูภาพยนตร์เก่าๆ ทางคอมพิวเตอร์นั่นแหละครับ และลดการอ่านหนังสือลงไปมาก

ครับ! หนังสือเล่มนี้เขียนโดย นายอี. เอช. กอมบริช เป็นหนังสือเล่มแรกที่เขียนเป็นภาษาเยอรมันของกอมบริชที่เขียนขึ้นเมื่อเขาอายุเพียง26 ปีเพื่อให้เด็กๆ ชาวเยอรมันอ่านได้ด้วยภาษาง่ายๆ และน่าสนใจ ซึ่งผู้เขียนนั่งอ่านเพลินจนจบทั้งเล่มเกือบ300 หน้าภายในเวลา2 วัน จึงรู้ว่าเขาพิมพ์หนังสือเรื่อง“A Little History of the World” นี้ใน พ.ศ.2478 ปรากฏว่าเป็นหนังสือที่ขายดีมากจนกอมบริชถูกพวกนาซีขับไล่ดังกล่าว

ในที่สุดกอมบริชได้แปลหนังสือเรื่อง“A Little History of the World” จากภาษาเยอรมันมาเป็นภาษาอังกฤษด้วยตัวเองเมื่อเขาอายุได้92 ปี โดยมีผู้ช่วยเป็นเลขานุการสุภาพสตรีคนหนึ่ง กับหลานตาซึ่งเป็นลูกสาวของลูกสาวของเขาช่วยอีกคนหนึ่งน่าเสียดายที่กอมบริชเสียชีวิตใน พ.ศ.2544 แต่ผู้ช่วยทั้ง2 คนได้ช่วยกันแปลต่อจนเสร็จ หนังสือ“A Little History of the World” ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษใน พ.ศ.2548 โดยสำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา

กอมบริชมีแรงบันดาลใจที่จะเล่าประวัติศาสตร์โลกให้เด็กๆ เข้าใจและสนุกไปกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์โลก โดยเขียนเป็นหนังสือแบ่งเป็น40 บท ที่แต่ละบทไม่ยาวนัก เริ่มจากยุคหินด้วยการสรุปเหตุการณ์ที่มีผลกระทบทางประวัติศาสตร์ทั้งในแง่ดีและแง่ที่เลวร้าย ส่งเสริมให้ผู้อ่านคิดและตั้งคำถามว่า

คนเราจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เรากลายเป็นการกระทำของตัวเอง ซึ่งหากมีความสามารถในการเข้าใจถึงความแตกต่างของตัวเรากับการกระทำนี้สำคัญมากต้องตระหนักว่าคนเป็นคน คนไม่ใช่การกระทำ คนไม่ใช่พฤติกรรมของคน แต่คนเป็นมนุษย์นั่นเอง

ตัวอย่างบทแรกและบางบทของหนังสือเล่มนี้มีดังนี้ คือ1) กาลครั้งหนึ่ง2) นักประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด 3) ดินแดนริมแม่น้ำไนล์4) วันอาทิตย์ วันจันทร์5) พระเจ้าเพียงหนึ่งเดียว6) เธอ–อ่าน–ออก7) วีรบุรุษและอาวุธ8) การสู้รบที่ไม่เท่าเทียม9) สองเมืองน้อยในประเทศเล็ก10) ผู้ตรัสรู้และดินแดนของพระองค์

11) บูรพาจารย์แห่งมหาอาณาจักร12) สุดยอดนักผจญภัย13) นักรบและสมรภูมิใหม่14) ศัตรูของประวัติศาสตร์15) เหล่าผู้ปกครองแห่งโลกตะวันตก ฯลฯ

สำหรับบทที่10 และบทที่11 กอมบริชได้เขียนถึงซีกโลกตะวันออกในประวัติศาสตร์โลกคืออินเดียและจีนโบราณด้วยการเล่าถึงมหาบุรุษ คือพระพุทธเจ้า ขงจื่อและเล่าจื่อ โดยกล่าวถึงปรัชญาในการดำรงชีวิตของมหาบุรุษแต่ละท่านและเปรียบเทียบกันโดยให้บริบทของเวลาและสถานที่สำหรับแนวความคิดของมหาบุรุษแต่ละท่านที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมตะวันออกที่น่าสนใจ

ครับ! เป็นที่น่ายินดีที่หนังสือที่ได้อ้างอิงในบทความนี้ทั้ง2 เล่ม คือ“The Story of Art” และ“A Little History of the World” นั้นได้แปลเป็นภาษาไทยเรียบร้อยแล้ว โดยมีชื่อภาษาไทยว่า“ว่าด้วยศิลปะ” และ“ประวัติศาสตร์โลกเล่มเล็ก” ตามลำดับ ซึ่งท่านผู้อ่านที่เคารพคงจะหาอ่านได้ตามห้องสมุดทั่วไปโดยสะดวกนะครับ

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ภริยาหาหนังสือให้อ่านเรื่อง ‘A Little History of the World’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...