ภริยาหาหนังสือให้อ่านเรื่อง ‘A Little History of the World’
เมื่อผู้เขียนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในมลรัฐอิลลินอยส์ปีแรก พ.ศ.2511 ผู้เขียนต้องลงเรียนวิชา“Art Appreciation” เพราะเป็นวิชาบังคับ ต่อมาได้ทราบว่าในเมืองไทยเราก็มีสอนเรียกว่าวิชา“ศิลปวิจักษ์” ซึ่งเป็นวิชาการทำความเข้าใจศิลปะไม่ว่าจะแขนงไหนก็ตาม แต่ที่เรียนตอนปี1 นั้นเน้นเฉพาะทัศนศิลป์(Visual Arts) การเห็น คือ จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ภาพถ่าย สถาปัตยกรรม ซึ่งการเรียนวิชานี้เองทำให้ผู้เขียนได้รู้จักนักประวัติศาสตร์ศิลปะชื่อก้องโลกชาวกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ชื่อ นายอี. เอช. กอมบริช ผู้ถูกพวกนาซีขับไล่ออกจากออสเตรียเพราะหนังสือประวัติศาสตร์สำหรับเด็กเล่มแรกของเขาเป็นภาษาเยอรมันที่ส่งเสริมสันติภาพซึ่งไม่เป็นที่นิยมของเหล่านาซีผู้กระหายสงครามนั่นเอง
นายกอมบริชหนีไปตั้งรกรากอยู่ในอังกฤษและได้เขียนตำราเป็นภาษาอังกฤษที่ผู้เขียนใช้เรียนชื่อ“The Story of Art” เป็นตำราเรียนที่อ่านง่ายขนาดผู้เขียนที่มีภาษาอังกฤษง่อยๆ ผู้เริ่มเรียนที่มหาวิทยาลัยในปีแรกยังสามารถอ่านได้อย่างสบาย ประกอบกับมีภาพประกอบมากมาย ในตำราเล่มนี้ได้รวบรวมงานและแนวคิดทางศิลปะตั้งแต่ภาพเขียนผนังถ้ำในยุคโบราณมาจนถึงรูปปั้น เครื่องใช้ ภาพเขียนเด่นๆ สิ่งก่อสร้างในแต่ละยุคสมัยไล่เรียงมาจนถึงยุคปัจจุบัน จากผลของการเรียนวิชานี้ทำให้ผู้เขียนสนใจเรื่องศิลปะตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งได้แต่งงานกับภริยาผู้เป็นนักศึกษาศิลปะระดับปริญญาโท และได้อ่านหนังสือของ อี. เอช. กอมบริช อีกหลายเล่ม โดยเฉพาะเรื่อง“Art and Illusion” ซึ่งเกี่ยวกับการรับรู้(perception) ที่เป็นการเกี่ยวพันกันระหว่างวิชาจิตวิทยากับศิลปะที่มีอิทธิพลต่อแนวของแนวความคิดของ นายอุมแบร์โต เอโก นักสัญญาณศาสตร์ชาวอิตาลี มีผลงานที่เป็นที่รู้จัก คือThe Name of the Rose เป็นอย่างสูงทีเดียว
ที่ผู้เขียนเท้าความกลับไปตั้ง50 กว่าปีก็เนื่องจากภริยาของผู้เขียนเพิ่งซื้อหนังสือเรื่อง “A Little History of the World” มาให้เพราะเห็นว่าผู้เขียนนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์วันละหลายชั่วโมง ส่วนใหญ่ก็นั่งดูภาพยนตร์เก่าๆ ทางคอมพิวเตอร์นั่นแหละครับ และลดการอ่านหนังสือลงไปมาก
ครับ! หนังสือเล่มนี้เขียนโดย นายอี. เอช. กอมบริช เป็นหนังสือเล่มแรกที่เขียนเป็นภาษาเยอรมันของกอมบริชที่เขียนขึ้นเมื่อเขาอายุเพียง26 ปีเพื่อให้เด็กๆ ชาวเยอรมันอ่านได้ด้วยภาษาง่ายๆ และน่าสนใจ ซึ่งผู้เขียนนั่งอ่านเพลินจนจบทั้งเล่มเกือบ300 หน้าภายในเวลา2 วัน จึงรู้ว่าเขาพิมพ์หนังสือเรื่อง“A Little History of the World” นี้ใน พ.ศ.2478 ปรากฏว่าเป็นหนังสือที่ขายดีมากจนกอมบริชถูกพวกนาซีขับไล่ดังกล่าว
ในที่สุดกอมบริชได้แปลหนังสือเรื่อง“A Little History of the World” จากภาษาเยอรมันมาเป็นภาษาอังกฤษด้วยตัวเองเมื่อเขาอายุได้92 ปี โดยมีผู้ช่วยเป็นเลขานุการสุภาพสตรีคนหนึ่ง กับหลานตาซึ่งเป็นลูกสาวของลูกสาวของเขาช่วยอีกคนหนึ่งน่าเสียดายที่กอมบริชเสียชีวิตใน พ.ศ.2544 แต่ผู้ช่วยทั้ง2 คนได้ช่วยกันแปลต่อจนเสร็จ หนังสือ“A Little History of the World” ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษใน พ.ศ.2548 โดยสำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา
กอมบริชมีแรงบันดาลใจที่จะเล่าประวัติศาสตร์โลกให้เด็กๆ เข้าใจและสนุกไปกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์โลก โดยเขียนเป็นหนังสือแบ่งเป็น40 บท ที่แต่ละบทไม่ยาวนัก เริ่มจากยุคหินด้วยการสรุปเหตุการณ์ที่มีผลกระทบทางประวัติศาสตร์ทั้งในแง่ดีและแง่ที่เลวร้าย ส่งเสริมให้ผู้อ่านคิดและตั้งคำถามว่า
คนเราจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เรากลายเป็นการกระทำของตัวเอง ซึ่งหากมีความสามารถในการเข้าใจถึงความแตกต่างของตัวเรากับการกระทำนี้สำคัญมากต้องตระหนักว่าคนเป็นคน คนไม่ใช่การกระทำ คนไม่ใช่พฤติกรรมของคน แต่คนเป็นมนุษย์นั่นเอง
ตัวอย่างบทแรกและบางบทของหนังสือเล่มนี้มีดังนี้ คือ1) กาลครั้งหนึ่ง2) นักประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด 3) ดินแดนริมแม่น้ำไนล์4) วันอาทิตย์ วันจันทร์5) พระเจ้าเพียงหนึ่งเดียว6) เธอ–อ่าน–ออก7) วีรบุรุษและอาวุธ8) การสู้รบที่ไม่เท่าเทียม9) สองเมืองน้อยในประเทศเล็ก10) ผู้ตรัสรู้และดินแดนของพระองค์
11) บูรพาจารย์แห่งมหาอาณาจักร12) สุดยอดนักผจญภัย13) นักรบและสมรภูมิใหม่14) ศัตรูของประวัติศาสตร์15) เหล่าผู้ปกครองแห่งโลกตะวันตก ฯลฯ
สำหรับบทที่10 และบทที่11 กอมบริชได้เขียนถึงซีกโลกตะวันออกในประวัติศาสตร์โลกคืออินเดียและจีนโบราณด้วยการเล่าถึงมหาบุรุษ คือพระพุทธเจ้า ขงจื่อและเล่าจื่อ โดยกล่าวถึงปรัชญาในการดำรงชีวิตของมหาบุรุษแต่ละท่านและเปรียบเทียบกันโดยให้บริบทของเวลาและสถานที่สำหรับแนวความคิดของมหาบุรุษแต่ละท่านที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมตะวันออกที่น่าสนใจ
ครับ! เป็นที่น่ายินดีที่หนังสือที่ได้อ้างอิงในบทความนี้ทั้ง2 เล่ม คือ“The Story of Art” และ“A Little History of the World” นั้นได้แปลเป็นภาษาไทยเรียบร้อยแล้ว โดยมีชื่อภาษาไทยว่า“ว่าด้วยศิลปะ” และ“ประวัติศาสตร์โลกเล่มเล็ก” ตามลำดับ ซึ่งท่านผู้อ่านที่เคารพคงจะหาอ่านได้ตามห้องสมุดทั่วไปโดยสะดวกนะครับ
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ภริยาหาหนังสือให้อ่านเรื่อง ‘A Little History of the World’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th