โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เฟรชชี่ปรับตัวด่วน! รู้จักกับรูปแบบการสอบในมหาวิทยาลัยที่ไม่มีในมัธยม

Dek-D.com

อัพเดต 02 ส.ค. 2567 เวลา 05.15 น. • เผยแพร่ 31 ก.ค. 2567 เวลา 08.00 น. • DEK-D.com
เฟรชชี่ปรับตัวด่วน! รู้จักกับรูปแบบการสอบในมหาวิทยาลัยที่ไม่มีในมัธยม

สวัสดีน้อง ๆ เฟรชชี่หน้าใหม่ทุกคนค่ะ ช่วงมหาวิทยาลัยเป็นวัยที่ได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเรียนหรือกิจกรรม แม้แต่การสอบก็ไม่เว้น จัดหนักจัดเต็มตลอดทั้งมิดเทอมและไฟนอล มาดูกันค่ะว่า รูปแบบการสอบของมหา'ลัยมีอะไรบ้าง จะโหดกว่ามัธยมอย่างที่เขาว่ากันจริงหรือเปล่า

เฟรชชี่ปรับตัวด่วน! รู้จักกับรูปแบบการสอบในมหาวิทยาลัยที่ไม่มีในมัธยม

การสอบสมัยมัธยม VS มหาลัย

สมัยมัธยมจะสอบกี่วิชาก็ไม่หวั่น ขนาดสอบวันละ 7-8 วิชายังผ่านมาได้ แถมสอบเสร็จยังมีแรงเหลือด้วยซ้ำ สอบเสร็จคือจบ ไม่มีการบ้าน ไม่มีงานอะไรให้ทำแล้ว

แต่พอขึ้นมหาลัยแล้วกลับไม่ใช่แบบนั้นเลย ถึงวันนั้นจะมีสอบแค่วิชาเดียว แต่กลับดูดพลังสุด ๆ วันไหนมีสอบทั้งวันยิ่งแล้วใหญ่ บางคนสอบเสร็จก็ใช่ว่าจะได้พัก เพราะยังมีงานต้องทำส่งอาจารย์อีก คงไม่แปลกที่จะเห็นเด็กมหา'ลัยสภาพเหมือนซอมบี้กันช่วงสอบ เพราะต้องเตรียมสอบกับทำงานส่งกันแทบตายนี่แหละ

ความลึกของเนื้อหา

มัธยมเรียนตาม 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ (คณิต วิทย์ ไทย อังกฤษ สังคม ฯลฯ)ถึงจะเรียนหลายวิชา แต่ก็เป็นเพียงแค่ความรู้พื้นฐานเท่านั้น ดังนั้นการสอบจึงเป็นการวัดความรู้พื้นฐานซึ่งเนื้อหาก็ไม่ได้ซับซ้อนมากเท่าไหร่ สอบหลายวิชาในวันเดียวก็ยังไหว

มหา'ลัยเนื้อหาที่เรียนจะมีความลึกซึ้งและซับซ้อนกว่าระดับมัธยมมาก ต้องวิเคราะห์และประยุกต์ใช้ให้เป็น รู้จักการเชื่อมโยงความรู้จากหลาย ๆ ด้าน รวมถึงจำเป็นต้องค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมนอกชั้นเรียนด้วย ทำให้เด็กมหา'ลัยไปสอบทีไรก็เหมือนไปรบทุกที (แม้วันนั้นจะมีสอบแค่วิชาเดียว)

  • มีบางวิชาที่ใช้คะแนนสอบ 100% ในการคิดเกรด (มีแค่สอบมิดเทอม-ไฟนอล ไม่มีชิ้นงานอื่น) ทำให้ต้องตั้งใจอ่านหนังสือสอบกว่าเดิมมาก ๆ เพราะการสอบคือทุกอย่างของวิชานี้

รูปแบบการสอบในมหาวิทยาลัย

  • อาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับคณะที่เรียนและอาจารย์ผู้สอนค่ะ

1. การสอบข้อเขียน (Written Exams) เป็นรูปแบบที่น้อง ๆ คุ้นเคยมากที่สุดเพราะใคร ๆ ก็เคยสอบสมัยมัธยม แต่ก็จะมีบางรูปแบบที่แตกต่างจากสมัยมัธยมโดยสิ้นเชิงเลย

1.1 ข้อสอบถูก-ผิด: ตัดสินว่าข้อความที่ให้มาถูกหรือผิด (เจอน้อยมาก)

1.2 ข้อสอบเติมคำ: เติมคำในช่องว่าง

  • แต่ก็ไม่ง่ายเสมอไป เพราะบางทีอาจารย์ก็กำหนดคำมาให้เยอะมาก ๆ (20 กว่าคำเลยก็มี)

1.3 ข้อสอบปรนัย: ขึ้นมหา'ลัยแล้วก็ยังเจอการสอบแบบข้อกาอยู่นะ

  • อาจารย์บางคนออกจำนวนข้อเยอะมาก ๆ ตอนทำต้องบริหารเวลาดี ๆ เลย (ส่วนตัวพี่เคยเจอ 100 ข้อ 1 ชม.ค่ะ) หรือบางคนเจอตัวเลือกเป็นสิบ ๆ เลยก็มี

1.4 ข้อสอบอัตนัย: เด็กมหาลัยไม่ว่าจะคณะไหน ยังไงก็ต้องเจอกับการสอบเขียนสุดโหด

  • สมัยมัธยมอาจจะเขียนตอบสั้น ๆ ได้ แต่พอขึ้นมหา'ลัยแล้ว ถ้าเขียนสั้น ๆ หรือแถจนสีข้างถลอกมีหวังสอบตกแน่นอน เสี่ยงเรียนซ้ำอีก ร้ายแรงสุดก็ติด F ค่ะ ถ้ารู้ว่าอาจารย์จะออกข้อเขียน น้อง ๆ ต้องตั้งใจอ่านหนังสืือเตรียมตัวสอบกันดี ๆ ห้ามเทเด็ดขาด
  • เจอข้อเขียนเฉย ๆ ว่าโหดแล้ว อาจารย์บางคนก็ให้เขียนหนึ่งหน้ากระดาษ A4 หรือให้กระดาษมาเป็นปึก ๆ หรือเป็นสมุดคำตอบก็มี นั่งเขียนกันมือหงิกเลยทีเดียว

1.5 การสอบ Open Book/Take Home: การสอบที่สามารถสืบค้นข้อมูลได้

  • ถึงจะเปิดหนังสือหรือใช้อินเทอร์เน็ตได้ในระหว่างการสอบ ก็ไม่ได้แปลว่าจะง่ายกว่าการสอบแบบปกติเพราะข้อสอบรูปแบบนี้อาจารย์ต้องการให้น้อง ๆ ศึกษาค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมจากภายนอก รู้จักการคิดวิเคราะห์และการนำเนื้อหาในห้องเรียนไปประยุกต์ใช้ รวมถึงต้องจัดทำรายการอ้างอิงด้วย ห้ามลอกมาเด็ดขาด

2. การสอบปฏิบัติ (Practical Exams)มีหลายแบบที่น้อง ๆ บางคณะต้องเจอ เช่น

  • การทดลองในห้องปฏิบัติการ: คณะสายวิทย์ที่ต้องทำแล็บ (Lab)
  • การสอบคลินิก: คณะสายสุขภาพ เช่น แพทย์ พยาบาล ทันตะ เป็นต้น
  • การแสดง: เช่น การแสดงดนตรี การแสดงละคร การเต้นรำ เป็นต้น

3. การสอบปากเปล่า (Oral Exams)เหมือนการสัมภาษณ์กับอาจารย์ มักเป็นการทดสอบการคิดวิเคราะห์ และการนำเนื้อหาที่เรียนไปต่อยอด ตอนสอบต้องหัวไวมาก ๆ เชื่อมโยงข้อมูลให้เป็น

  • สอบข้อเขียนว่ายากแล้ว สอบพูดยากกว่าเยอะ เพราะมีเวลาเตรียมตัวน้อยกว่ามาก ๆ คิดอะไรได้ก็ต้องตอบตอนนั้นเลย ไม่ควรเงียบจนเดดแอร์ ไม่มีเวลามาเรียบเรียงคำพูดให้สวยหรูแบบการสอบข้อเขียน
  • บรรยากาศการสอบก็กดดันกว่าด้วย เพราะในห้องสอบจะมีแค่เรากับอาจารย์ (อาจจะมีอาจารย์คนเดียวหรือมากกว่านั้น) บางทีก็สอบเป็นคู่/กลุ่ม (ซึ่งน้อยครั้งมาก)

4. การสอบโปรเจกต์ (Project-Based Exams)ต้องใช้ความรู้จากวิชาที่เรียนมาทำโครงงาน ผลงาน หรือโปกเจกต์แล้วจึงมานำเสนออาจารย์หน้าชั้นเรียน เช่น

  • วิชาแฟชั่น: ต้องออกแบบชุดตามโจทย์ที่อาจารย์กำหนด (ต้องลงมือตัดเย็บเองจริง ๆ)
  • วิชาสถาปัตย์: ต้องสร้างแบบจำลองตามโจทย์ที่อาจารย์กำหนด (นั่งตัดโมกันทั้งคืน)

คำเตือนไม่ว่าจะสอบแบบไหน ก็ไม่ควรคัดลอกผลงานผู้อื่นนะคะ เสี่ยงโดนไล่ออกด้วย

ถ้าอยากรู้ว่าการคัดลอกผลงานผู้อื่นร้ายแรงยังไง

ตั้งแต่ขึ้นมหา'ลัย การสอบสมัยมัธยมก็ดูเป็นเรื่องจิ๊บ ๆ ไปเลย เพราะเหล่าเฟรชชี่ได้ผันตัวมาเป็น #นักรบมิดเทอม #นักรบไฟนอล กันแล้ว ถึงการสอบจะหนักหน่วงแค่ไหน สุดท้ายแล้วก็จะผ่านไปได้เสมอเหมือนที่เคยผ่านมาค่ะ

พี่ ๆ ชาว Dek-D ขอเป็นกำลังใจให้น้อง ๆ ที่กำลังสอบทุกคนนะคะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...