โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ร้อยเอ็ด” ทีเด็ดใหม่ สุดตื่นเต้น เล่นซิปไลน์บนหอชมเมืองแห่งแรกในไทย จาก “หอโหวด ๑๐๑” สู่ “บึงพลาญชัย”

Manager Online

อัพเดต 27 ก.ย 2568 เวลา 17.38 น. • เผยแพร่ 27 ก.ย 2568 เวลา 09.46 น. • MGR Online

“ร้อยเอ็ด” เป็นจังหวัดหนึ่งเดียวในเมืองไทยที่มีชื่อเรียกเป็นจำนวนนับ และสามารถเขียนชื่อจังหวัดเป็นตัวเลขได้ คือ ๑๐๑ หรือ 101

สำหรับผู้ที่ไปเบิ่งร้อยเอ็ด ในตัวจังหวัดมี 2 แลนด์มาร์กสำคัญเก่า-ใหม่ คือ “บึงพลาญชัย” และ “หอโหวด ๑๐๑” ที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กัน ซึ่งเราสามารถเดินเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างแลนด์มาร์กทั้ง 2 ได้อย่างไม่ยากเย็น

บึงพลาญชัย

“บึงพลาญชัย” เป็นสัญลักษณ์ที่อยู่คู่เมืองร้อยเอ็ดมาช้านาน ปรากฏทั้งในคำขวัญและตราประจำจังหวัดร้อยเอ็ด ในอดีตที่นี่เคยเป็นบึงน้ำธรรมชาติที่เกิดจากตาน้ำผุดใต้ดิน ก่อนที่จะมีคนบุกรุกเข้ามาใช้ประโยชน์จนตื้นเขินสิ้นสภาพบึง ไม่มีน้ำขัง มีแต่หญ้าคา ต้นกก และขยะมูลฝอย

ต่อมาเมื่ออํามาตย์เอก “พระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์(ทอง จันทรางศุ)” เข้ามาดำรงตําแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด จึงมีดำริให้ขุดบึงพลาญชัยขึ้นใหม่ ในช่วงปี พ.ศ. 2469-70 เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้สอย ซึ่งมีข้อมูลว่าการขุดบึงพลาญชัยในครั้งนี้มีการระดมแรงงานมาขุดบึงถึง 40,000 คนเลยทีเดียว

ส่วนดินที่ถูกขุดพูนขึ้นมาถูกนำไปสร้างเป็น “เกาะกลางบึง” ที่ปัจจุบันมีรูปฟอร์มคล้ายแผนที่ประเทศไทย รวมถึงถมเป็นถนนรอบขอบบึงมีชื่อเรียกขานว่า “ถนนสุนทรสุเทพ” ตามชื่อของพระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์

นอกจากนี้บนเกาะกลางบึงฝั่งด้านหน้ายังเป็นที่ตั้งของ “ศาลหลักเมืองร้อยเอ็ด” ที่เป็นศาลาไทยประยุกต์ทรงจตุรมุข ภายในมีเสาหลักเมืองเป็นเสาไม้แก่นกลมมน ยาวประมาณ 1 เมตรเศษ

ชาวร้อยเอ็ดเชื่อว่าศาลหลักเมืองร้อยเอ็ดเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้ชาวเมืองมีความสุขสมปรารถนา จึงมีทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวแวะเวียนมากราบไหว้ศาลหลักเมืองร้อยเอ็ดกันไม่ได้ขาด

ขณะที่ลานใกล้ ๆ กับศาลหลักเมืองเป็นที่ตั้งของ “อนุสาวรีย์พานรับธรรมนูญร้อยเอ็ด” ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2479 ที่ฐานของพานเขียนคำว่า “เสมอภาค-เสรีภาพ-การศึกษา-เอกราช-ปลอดภัย-เศรษฐกิจ”

บริเวณนี้หากมองย้อนกลับออกจากบึงจะเห็น “หอโหวด ๑๐๑”ตั้งตระหง่าน เมื่อเดินข้ามสะพานไปที่บริเวณหน้าบึงพลาญชัย มี “พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว” ให้กราบสักการะ และ “ประตูเมืองสาเกตนคร”ที่เป็นชื่อดั้งเดิมของเมืองร้อยเอ็ดในอดีต

ปัจจุบันบึงพลาญชัยมีเนื้อที่ประมาณ 2 แสนตารางเมตร เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว มีการตกแต่งเป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับ มีสนามเด็กเล่น ภายในบึงมีกิจกรรมถีบเรือเป็ด บึงฝั่งหนึ่งมีน้ำพุดนตรีแสดงในยามเย็น

บึงพลาญชัยวันนี้นอกจากจะเป็นแลนด์มาร์กและปอดของชาวร้อยเอ็ดแล้ว ยังถูกยกให้เป็น “หัวใจ” ของคนร้อยเอ็ดอีกด้วย

หอโหวด ๑๐๑

จากบึงพลาญชัยเมื่อเดินข้ามถนนมาอีกฝั่งจะเป็น “สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด”สวนสุขภาพที่เปิดให้ประชาชนเข้ามาออกกำลังกาย พักผ่อนหย่อนใจ และจัดกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงเป็นที่ตั้งของ “หอโหวด ๑๐๑” หรือที่หลายคนเรียกสั้น ๆ ว่า “หอโหวด”

หอโหวด ๑๐๑ เป็นหอคอยหรือหอชมเมืองรูปทรงโหวด ที่ได้แนวคิดการออกแบบมาจาก “โหวด”หนึ่งในเครื่องดนตรี (เครื่องเป่า) ชิ้นเด่นของภาคอีสาน

หอชมเมืองแห่งนี้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2560 แล้วเสร็จในราว ๆ ปี 2563 มีความสูง 101 เมตร ฐานด้านล่างกว้าง 30 เมตร ยอดโหวดกว้าง 20 เมตร มีทั้งหมด 35 ชั้นด้วยกัน มีพื้นที่ทั้งหมดกว่า 3,621 ตารางเมตร

หอโหวด ๑๐๑ นอกจากจะเป็นแลนด์มาร์กใหม่สุดอลังการของจังหวัดร้อยเอ็ดแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวต้องห้ามพลาดของจังหวัด หอแห่งนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่

-ส่วนที่ 1 อาคารด้านล่าง ชั้นที่ 1-4 โดยมีไฮไลต์อยู่ในชั้นที่ 2 ที่เป็นส่วนจัดแสดงนิทรรศการ “ร้อยเรื่องเมืองโหวด” เล่าความเป็นมาของโหวดที่เดิมเป็นเครื่องเล่นมีเสียงดัง โดยเชื่อว่าเสียงโหวดทำให้ฝนหยุดตก ก่อนจะถูกพัฒนาให้กลายเป็นเครื่องดนตรีดังในปัจจุบัน

ที่ชั้น 2 ยังมีการนำเสนอเรื่องราวของหอโหวดที่มีแผนการสร้างมาตั้งแต่ปี 2548 โดยมีการปรับแบบเพิ่มความสูงเรื่อยมาจนกลายเป็นหอโหวด ๑๐๑ ที่เราเห็นกันในปัจจุบัน

-ขณะที่ส่วนที่ 2 เป็นส่วนหอชมเมือง หรือส่วนบนของหอโหวด ตั้งแต่ชั้นที่ 28-35 โดยชั้นที่เป็นไฮไลต์ห้ามพลาด คือ 31 ที่เป็นพื้นที่ชมวิวรอบทิศ 360 องศา สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของตัวเมืองร้อยเอ็ดได้อย่างสวยงามกว้างไกล รวมถึงมีกล้องส่องทางไกลให้เลือกชมในจุดที่ชอบได้อีกด้วย

สำหรับแลนด์มาร์กเด่น ๆ ที่มองเห็นเป็นจุดสังเกตหลักจากบนหอโหวตก็อย่างเช่น “พระมหาเจดีย์ศรีชัยมงคล” (อ.หนองพอก) เจดีย์ใหญ่คู่เมืองที่มองเห็นอยู่ไกล ๆ , “พระพุทธรัตนมงคลมหามุนี” หรือ “หลวงพ่อใหญ่” พระพุทธรูปยืนสูงที่สุดในเมืองไทยแห่งวัดบูรพาภิราม และ “บึงพลาญชัย” ซึ่งบนนี้มีตำแหน่งที่สามารถมองเห็นบึงพลาญชัยในมุมสูงได้อย่างสวยงามชัดเจนแบบจะจะเต็มตา

ส่วนชั้นที่ 32 จะเป็นจุดถ่ายภาพสวย ๆ มีการประดับตกแต่งเป็นอุโมงค์ดอกไม้อันสวยงาม โดยเฉพาะช่วงบริเวณบันไดทางเดินขึ้นด้านบน มีการประดับด้วยแชนเดอเลียร์ดอกอินทนินบก (ดอกไม้ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด) ที่ทำจากคริสตัล

นอกจากนี้ที่ด้านข้างผนังกระจกช่วงบันไดทางเดินยังมีต้นไม้จำลอง บนนั้นมีตัว “กระรอกเผือก” หรือ “กระรอกด่อน” สัตว์สัญลักษณ์ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีตำนานเล่าขานว่า เกี่ยวข้องกับการสร้างบ้านแปงเมืองร้อยเอ็ด โดยเฉพาะกับการก่อกำเนิดของบึงพลาญชัย

ชั้น 33 เป็นจุดจัดแสดงนิทรรศการ ส่วนชั้น 34 เป็นจุดชมวิวที่มีไฮไลต์ คือ “ร้อยเอ็ดสกายวอล์ก” กับพื้นที่เดินชมวิวพื้นกระจกใสที่ดูเก๋ไก๋ น่าตื่นเต้นชวนให้ใจหวิวและขาสั่นไม่น้อย

ถัดขึ้นไปเป็นชั้น 35 ชั้นสูงสุดของหอโหวด ๑๐๑ ภายในประดิษฐาน “พระพุทธมิ่งเมืองมงคล” พระพุทธรูปปางมารวิชัยเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองร้อยเอ็ด หล่อด้วยโลหะสัมฤทธิ์ พระพักตร์รูปไข่ พระเนตรเหลือบต่ำ สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2367

ขณะที่เหนือองค์พระพุทธมิ่งเมืองมงคลขึ้นไปเป็น “พระบรมสารีริกธาตุ”ที่ถูกอัญเชิญมาจากวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร ให้พุทธศาสนิกชนได้กราบสักการะกัน

ซิปไลน์หอโหวด ๑๐๑

วันนี้หอโหวด ๑๐๑ นอกจากจะเป็นแลนด์มาร์กและจุดเช็กอินไฮไลต์ของจังหวัดแล้ว ยังเดินหน้าสร้างมิติใหม่ให้กับการท่องเที่ยวร้อยเอ็ดด้วยการเปิดกิจกรรม “ซิปไลน์ หอโหวด ๑๐๑" (Zipline Roi Et Tower) ขึ้น ตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

กิจกรรมนี้เปิดโอกาสให้ผู้ที่ชอบความตื่นเต้นท้าทาย โหนสลิงจากยอดหอโหวด ๑๐๑ (ชั้น 34) ที่มีความสูงร่วม 100 เมตร เหินฟ้าลอยละลิ่วข้ามบึงน้ำไปลงยังเกาะกลางของบึงพลาญชัย ในระยะทางกว่า 350 เมตร ที่ใช้เวลาเพียงไม่ถึง 1 นาที

ระหว่างที่กำลังเหินฟ้าเราสามารถชมวิวตัวเมืองร้อยเอ็ดในจังหวะที่กำลังเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วได้อย่างเต็มตาและตื่นเต้น

สำหรับซิปไลน์หอโหวด ๑๐๑ ปัจจุบันถือเป็นการเล่นซิปไลน์โหนสลิงจากบนหอคอยใจกลางเมืองแห่งแรกและแห่งเดียวในเมืองไทย

นอกจากนี้สนนราคาของการเล่นซิปไลน์ที่นี่ก็นับว่าถูกมาก เริ่มต้นเพียง 101 บาท ซึ่งหลาย ๆ คนยกให้เป็นซิปไลน์ราคาถูกที่สุดในโลกเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทางเทศบาลเมืองร้อยเอ็ดได้การันตีในเรื่องความปลอดภัย เพราะมีการทดสอบระบบอย่างเข้มงวดและตรวจเช็กอยู่ตลอดเวลา

และนี่ก็คือมนต์เสน่ห์ของ 2 แลนด์มาร์ก เก่า-ใหม่ ในจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งว่ากันว่าใครที่มาเยือนตัวเมืองนี้ หากไม่ได้มาเที่ยวชม-เช็กอินที่บึงพลาญชัยและหอโหวด ๑๐๑ นั้นก็เหมือนกับว่ายังมาไม่ถึงร้อยเอ็ดโดยสมบูรณ์

บึงพลาญชัย เปิด 04.00-21.00 น.

หอโหวด ๑๐๑ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ชั้น 2 เปิด-ปิดจำหน่ายตั๋วตั้งแต่เวลา 10.00 - 18.00 น. ชั้นที่ 2-3 เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 9.00 - 19.00 น. เข้าชมฟรี ชั้นที่ 28-35 เปิดให้บริการ 10.00 - 19.00 น. เสียค่าบริการในการเข้าชม 50 บาท

ซิปไลน์ หอโหวด ๑๐๑ เปิดให้บริการวันละ 2 ช่วงเช้า-บ่าย ตั้งแต่ 09.30-17.30 น. ปัจจุบันมี 3 แพ็กเกจ 3 ราคา (ดูรายละเอียดด้านล่าง)

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูล สถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร ในจังหวัดร้อยเอ็ด เชื่อมโยงกับบึงพลาญชัย-หอโหวด ๑๐๑ ได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานขอนแก่น (รับผิดชอบพื้นที่ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์) โทร. 043 227 714 หรือที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ ททท.สำนักงานขอนแก่น TAT Khonkaen Fanpage

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...