โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ว่าด้วยวิธีที่บางคนเอาเรื่อง ‘สุขภาพ’ รวมกับ ‘Fat Shaming’ เพราะเชื่อว่ายิ่งใช้คำแรง ไม่สวย ไม่ดี หรือด้อยค่า จะกระตุ้นให้คนออกกำลัง คุมอาหาร ดูแลสุขภาพ เพื่อนำไปสู่การ ‘รักตัวเอง’ แต่มันใช่การรักตัวเองจริงหรือ หากทำให้คน ‘เกลียด’ ตัวเองไปด้วย

Mirror Thailand

อัพเดต 21 ต.ค. 2568 เวลา 05.24 น. • เผยแพร่ 21 ต.ค. 2568 เวลา 04.10 น.
ภาพไฮไลต์

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกๆ ที่มีคนหยิบยกเรื่องของความอ้วนหรือ ‘หุ่น’ ของคนอื่นมาวิจารณ์แล้วตบท้ายว่ามีเจตนา ‘หวังดี’ เพราะเป็นห่วงสุขภาพของใครสักคน แต่เหตุการณ์ลักษณะนี้ได้เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง เมื่อมีคนพยายามบอกว่า อ้วน = ไม่สวย (?) และ ผอมกว่านี้สวยแน่ (?) ก่อนจะบอกว่า ท้ายที่สุดก็พูดไปเพราะ ‘หวังดี’ โดยบางคนอาจมีเจตนาหวังดีตามที่พูดก็ได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบางคนก็มีความคิดเชิงบูลลี่แอบแฝงไปด้วย แต่ไม่ว่าจะมีเจตนาดีหรือไม่ สิ่งที่เราอยากชวนพูดคุยกันคือมุมที่น่ากังวลไม่น้อย เมื่อหลายๆ ครั้งสิ่งที่เรียกว่า ‘Fat Shaming’ ถูกมองว่าเป็นหนึ่งใน ‘วิธีการกระตุ้น’ ให้คนหันมา ‘รักตัวเอง’ เพื่อนำไปสู่การลดน้ำหนัก คุมอาหาร และดูแลสุขภาพ จะได้มี ‘หุ่น’ ที่น่าพึงพอใจ แต่อีกด้านหนึ่งมันก็อาจกำลังกระตุ้นให้คนคนนั้น ‘เกลียด’ ตัวเองไปด้วยอยู่หรือเปล่า? เพราะหากความสวยเป็นปัจเจกบุคคล แต่การเลือกเน้นว่า อ้วน = ไม่สวย ก็หมายความว่าเรากำลังมีมุมมองต่อกรอบค่านิยมความงามและเผลอเอามุมมองนั้นไปตัดสินความงามและความพึงพอใจของคนอื่น และ ‘ด้อยค่า’ เขาอยู่หรือไม่?

แน่นอนว่าวิธีการแบบนี้ก็มีทั้งฝั่งที่เห็นด้วยเพราะมองว่ามันคือ “ธรรมะแท้ไม่มีคำปลอบใจ” และมองว่าจริตการพูดแรงๆ และตรงๆ มันเริ่ดและสร้างแรงบันดาลใจให้คนรู้สึกอยากลุกไปออกกำลังกาย หรือคุมอาหารจริงจังเพื่อลดความอ้วน เสมือนคำพูดแรงๆ ที่ได้ยินจะกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้เราลงมือทำอะไรสักอย่างตามคำสอนสมัยก่อนที่ว่า “ไม่ตบไม่ตีไม่ดีขึ้นเลย” ที่แม้จะท็อกซิกแต่ก็มีประสิทธิภาพได้ ใครอ่อนแอก็แพ้ไป โลกนี้ไม่มีที่ให้คนอ่อนแอ อย่างไรก็ตาม ก็มีอีกหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่ออกไปทาง ‘บูลลี่’ อยู่ไม่น้อย เพราะมันอาจสร้างบาดแผลทางใจให้กับคนที่ถูกด่าว่าไม่สวย ไม่ดี ไม่มีคุณค่า เพราะแค่มีรูปร่างไม่ถูกใจคนอื่น และการที่เราไม่เห็นอกเห็นใจกัน โดยมองว่าอีกฝ่ายต้องยอมรับในการโดนด่าให้ได้ ก็เป็นวิธีการที่ใจร้ายและลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อยู่ไม่ใช่น้อย ที่สำคัญเราไม่อาจเหมารวมว่าคนอ้วนทุกคนจะ ‘เกลียดร่างกายตัวเอง’ บางคนอาจมีความสุขกับร่างกายตัวเองมากๆ ในตอนนี้ก็เป็นได้ จนเกิดเป็นข้อถกเถียงกันระหว่างสองความคิดที่มีมาตลอดในสังคมเราหรือแม้แต่ในต่างประเทศเองก็ตาม

- สุขภาพกับความสวยความงามคือคนละเรื่องกัน

สุขภาพ = สุขภาพ ส่วน ความสวย = ความสวย ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ต้องแยกออกจากกัน

สุขภาพ เป็นเรื่องของการดูแลทางกายและทางใจของแต่ละบุคคล ซึ่งคนที่จะบอกได้ว่าเราสุขภาพดีหรือไม่ ขั้นพื้นฐานอาจเป็นที่ตัวเราสังเกตตัวเองว่าเรากำลังเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างคล่องแคล่วอยู่ไหม? เรามีปัญหาหรืออาการใดๆ ทางร่างกายในการใช้ชีวิตหรือไม่? และลงลึกลงไปก็เป็นหน้าที่ของแพทย์และผู้เชี่ยวชาญที่จะให้คำตอบเราเองอย่างชัดเจนว่าอะไรที่เราควรปรับเพื่อนำไปสู่การมีสุขภาพที่ดีมากขึ้น เพราะแม้คนที่ดูรูปร่างอ้วนจะมีปัญหาสุขภาพตามมา แต่ใช่ว่าคนผอมจะไม่สามารถมีปัญหาสุขภาพได้ และคนหุ่นกลางๆ ก็สามารถมีปัญหาสุขภาพได้ ‘ทุกคน’ ทุกหุ่น ทุกสรีระสามารถเกิดปัญหาทางสุขภาพได้ทั้งหมด

ส่วนความสวย เป็นเรื่องปัจเจกบุคคลที่แต่ละคนจะมองว่าแบบไหนคือสวยในแบบของตัวเอง ความงามแบบไหนที่เราพึงพอใจและไม่พึงพอใจ ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ใช่ว่าเราจะมีสิทธิ์ไปวิพากษ์วิจารณ์ใครว่าสวยหรือไม่สวย เพื่อใช้ทำร้ายอีกฝ่าย เพราะนั่นก็เข้าข่ายการบูลลี่และเหยียดหยาม

การเป็นห่วงสุขภาพคนอื่นก็เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจดี แต่บางครั้งหากมันเป็นการล้ำเส้นความต้องการของเขาก็อาจสร้างความอึดอัดต่อคนที่โดนถามก็ได้ รวมไปถึงหากแตะเรื่องของ ‘ความสวย’ เข้ามาด้วย เราอาจต้องกลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้งว่า ทำไมเราถึงหยิบเรื่องความสวยขึ้นมาพูดก่อน? หากจะอ้างว่าเราเป็นห่วงสุขภาพ

ตัวเราเองเคยได้คุยกับคนเคยผอมที่ถูก body shaming ตั้งแต่ตอนเธอหุ่นกลางๆ จนเธอพยายามทำทุกวิธีในการลดน้ำหนักเพื่อให้ไม่โดน ‘คนอื่น’ ด่า และเมื่อพยายามออกกำลังกาย คุมอาหาร จนสามารถน้ำหนักลดแล้ว ก็ยังมีคนไม่พอใจในหุ่นของเธออยู่ดี นั่นส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพกายและใจของเธอไปพร้อมๆ กัน เพราะเธอกลายเป็นคนที่ไม่มีความสุขกับร่างกายตัวเองเพราะ ‘คำพูดคนอื่น’ เธอใช้เวลาฮีลใจตัวเองอยู่สักพัก และเมื่อปลดล็อก กลายเป็นว่าตอนที่เธอเลิกแคร์เสียงของคนอื่น และกลับมามีหุ่นอวบอ้วน ตอนนั้นเธอได้เรียนรู้ที่จะมีความสุขกับ ‘ร่างกายตัวเอง’ มากกว่าตอนผอมเสียอีก การตัดสินว่าคนอ้วนทุกคนจะ ‘เกลียดตัวเอง’ จึงอาจไม่จริงเสมอไป เพราะบางคนเขาก็มีความมั่นใจในตัวเองได้จริงๆ เมื่อสุขภาพจิตดี การดำเนินชีวิตของเราก็ดีไปด้วย ส่วนเรื่องสุขภาพกายที่คนอื่นเป็นห่วง นั่นก็เป็นหน้าที่ของเจ้าของร่างกายที่ต้องดูแลมันเอง

- Fat Shaming อาจไม่ใช่วิธีการสร้าง Motivation ให้คนหันมาดูแลตัวเองที่เฮลตี้ในระยะยาว

แม้จะมีคนเห็นด้วยกับวิธีการพูดแรงๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดผลลัพธ์ในการดูแลตัวเอง และมองว่ามัน ‘เวิร์ก’ แต่ในมุมผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็มองว่าการถูกด่าจากคนอื่น ไม่อาจเป็นทางที่เฮลตี้สำหรับทุกคนหรือสร้างความยั่งยืนได้ เพราะมันอาจตามมาด้วย ‘บาดแผลทางใจ’ และนำไปสู่ความคิดที่จะลดน้ำหนักหรือดูแลสุขภาพแบบที่ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เป็นการทำเพื่อ ‘คนอื่น’ มากกว่า

Jane Ogden ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาสุขภาพที่ University of Surrey กล่าวกับ BBC ว่า “การวิพากษ์วิจารณ์ (shaming) เป็นวิธีการที่ผิด โดยสิ่งที่เห็นทั้งหมดต่อ fat shaming คือมันทำให้ผู้คนรู้สึกแย่ มันทำให้ self-esteem ของพวกเขาต่ำลง มันทำให้พวกเขามีอาการซึมเศร้า และวิตกกังวล และสุดท้ายก็นำไปสู่การทำร้ายตัวเอง (self-destructive)”

เช่นเดียวกับ ดร. Rebecca Pearl รองศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาสุขภาพที่ University of Florida ที่กล่าวว่า “มีความเข้าใจผิดกันมานานว่า ถ้าคุณ shame คนอื่นเกี่ยวกับน้ำหนักของเขา นั่นจะทำให้เขากินน้อยลงหรือกินเพื่อสุขภาพมากขึ้น หรือออกกำลังกายมากขึ้นเพื่อลดน้ำหนัก” โดยเธอย้ำว่ามีข้อความมากมายที่บอกว่าคนคนหนึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการ ‘ลดน้ำหนัก’ และจะเป็นคนที่ ‘แย่’ หากทำไม่ได้ตามภาพหรือเรื่องราวในทีวี โซเชียลมีเดีย กระทั่งความคิดเห็นโดยตรงจากคนรู้จัก และการถูกบูลลี่หรือการเลือกปฏิบัติ เพราะ “ประสบการณ์การถูกตีตราจากคนอื่นมันเป็นอันตราย”

เพราะท้ายที่สุด หากเราตั้งต้นในการหันมาดูแลสุขภาพ เพราะอยากทำให้ ‘คนอื่น’ ถูกใจในตัวเรา มันอาจกำลังสร้างความเกลียดชังในตัวเองที่มากขึ้นเรื่อยๆ บางคนอาจลดน้ำหนักและกลายเป็นคนผอมได้สำเร็จ แต่ถ้าข้างในของเรายังวนอยู่กับการกลัวถูกตัดสินว่าจะไม่สวยหรือไม่ดีตลอดเวลา มันอาจกลายเป็นก้อนความกดดันใหญ่ๆ ในใจว่าคุณห้ามมีหุ่นแบบที่คนอื่นมองว่าไม่สวยเด็ดขาด และอาจพัฒนาเป็นการทำตามใจคนอื่นไปเรื่อยๆ ในอนาคต หากมีคนอยากให้คุณเปลี่ยนตรงนั้นตรงนี้ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า เราสามารถทำให้ทุกคนมา ‘ชอบ’ เราได้ทั้งหมดจริงๆ

การอยากออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี จึงควรเริ่มต้นมาจากความรู้สึกรักตัวเอง ที่เราอยากเห็นตัวเรา ‘แข็งแรงขึ้น’ ไม่ใช่การลดเพื่อเป้าหมายที่ว่า ผอม = สวย ที่อาจสร้างความไม่ยั่งยืนในการไปถึงจุดนั้น เพราะเราสามารถไปตรวจสุขภาพและพบว่ามีสุขภาพที่ดีได้โดยที่ไม่ต้อง ‘ผอม’ ก็ได้

ท้ายที่สุด ร่างกายของแต่ละคน คนคนนั้นล้วนเป็นเจ้าของร่างกายตัวเอง เขาจะมองร่างกายตัวเองสวยหรือไม่ นั่นก็เรื่องของเขา เขาจะมีความมั่นใจในร่างกายแบบไหนก็เรื่องของเขา และแม้กระทั่งเรื่องของสุขภาพ ที่จริงๆ แล้ว ก็เป็นหน้าที่ของเขาเองที่จะดูแลมัน และการไล่ใครให้ไปลดน้ำหนัก เพราะอยากให้เขาสวยขึ้น มันก็อาจเป็นคนละเรื่องกับการหวังดีทางสุขภาพ

อ้างอิง:

https://www.bbc.com/news/health-49714697

https://edition.cnn.com/2025/06/06/health/weight-loss-stigma-wellness

บทความต้นฉบับได้ที่ : ว่าด้วยวิธีที่บางคนเอาเรื่อง ‘สุขภาพ’ รวมกับ ‘Fat Shaming’ เพราะเชื่อว่ายิ่งใช้คำแรง ไม่สวย ไม่ดี หรือด้อยค่า จะกระตุ้นให้คนออกกำลัง คุมอาหาร ดูแลสุขภาพ เพื่อนำไปสู่การ ‘รักตัวเอง’ แต่มันใช่การรักตัวเองจริงหรือ หากทำให้คน ‘เกลียด’ ตัวเองไปด้วย

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...