ว่าด้วยวิธีที่บางคนเอาเรื่อง ‘สุขภาพ’ รวมกับ ‘Fat Shaming’ เพราะเชื่อว่ายิ่งใช้คำแรง ไม่สวย ไม่ดี หรือด้อยค่า จะกระตุ้นให้คนออกกำลัง คุมอาหาร ดูแลสุขภาพ เพื่อนำไปสู่การ ‘รักตัวเอง’ แต่มันใช่การรักตัวเองจริงหรือ หากทำให้คน ‘เกลียด’ ตัวเองไปด้วย
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกๆ ที่มีคนหยิบยกเรื่องของความอ้วนหรือ ‘หุ่น’ ของคนอื่นมาวิจารณ์แล้วตบท้ายว่ามีเจตนา ‘หวังดี’ เพราะเป็นห่วงสุขภาพของใครสักคน แต่เหตุการณ์ลักษณะนี้ได้เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง เมื่อมีคนพยายามบอกว่า อ้วน = ไม่สวย (?) และ ผอมกว่านี้สวยแน่ (?) ก่อนจะบอกว่า ท้ายที่สุดก็พูดไปเพราะ ‘หวังดี’ โดยบางคนอาจมีเจตนาหวังดีตามที่พูดก็ได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบางคนก็มีความคิดเชิงบูลลี่แอบแฝงไปด้วย แต่ไม่ว่าจะมีเจตนาดีหรือไม่ สิ่งที่เราอยากชวนพูดคุยกันคือมุมที่น่ากังวลไม่น้อย เมื่อหลายๆ ครั้งสิ่งที่เรียกว่า ‘Fat Shaming’ ถูกมองว่าเป็นหนึ่งใน ‘วิธีการกระตุ้น’ ให้คนหันมา ‘รักตัวเอง’ เพื่อนำไปสู่การลดน้ำหนัก คุมอาหาร และดูแลสุขภาพ จะได้มี ‘หุ่น’ ที่น่าพึงพอใจ แต่อีกด้านหนึ่งมันก็อาจกำลังกระตุ้นให้คนคนนั้น ‘เกลียด’ ตัวเองไปด้วยอยู่หรือเปล่า? เพราะหากความสวยเป็นปัจเจกบุคคล แต่การเลือกเน้นว่า อ้วน = ไม่สวย ก็หมายความว่าเรากำลังมีมุมมองต่อกรอบค่านิยมความงามและเผลอเอามุมมองนั้นไปตัดสินความงามและความพึงพอใจของคนอื่น และ ‘ด้อยค่า’ เขาอยู่หรือไม่?
แน่นอนว่าวิธีการแบบนี้ก็มีทั้งฝั่งที่เห็นด้วยเพราะมองว่ามันคือ “ธรรมะแท้ไม่มีคำปลอบใจ” และมองว่าจริตการพูดแรงๆ และตรงๆ มันเริ่ดและสร้างแรงบันดาลใจให้คนรู้สึกอยากลุกไปออกกำลังกาย หรือคุมอาหารจริงจังเพื่อลดความอ้วน เสมือนคำพูดแรงๆ ที่ได้ยินจะกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้เราลงมือทำอะไรสักอย่างตามคำสอนสมัยก่อนที่ว่า “ไม่ตบไม่ตีไม่ดีขึ้นเลย” ที่แม้จะท็อกซิกแต่ก็มีประสิทธิภาพได้ ใครอ่อนแอก็แพ้ไป โลกนี้ไม่มีที่ให้คนอ่อนแอ อย่างไรก็ตาม ก็มีอีกหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่ออกไปทาง ‘บูลลี่’ อยู่ไม่น้อย เพราะมันอาจสร้างบาดแผลทางใจให้กับคนที่ถูกด่าว่าไม่สวย ไม่ดี ไม่มีคุณค่า เพราะแค่มีรูปร่างไม่ถูกใจคนอื่น และการที่เราไม่เห็นอกเห็นใจกัน โดยมองว่าอีกฝ่ายต้องยอมรับในการโดนด่าให้ได้ ก็เป็นวิธีการที่ใจร้ายและลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อยู่ไม่ใช่น้อย ที่สำคัญเราไม่อาจเหมารวมว่าคนอ้วนทุกคนจะ ‘เกลียดร่างกายตัวเอง’ บางคนอาจมีความสุขกับร่างกายตัวเองมากๆ ในตอนนี้ก็เป็นได้ จนเกิดเป็นข้อถกเถียงกันระหว่างสองความคิดที่มีมาตลอดในสังคมเราหรือแม้แต่ในต่างประเทศเองก็ตาม
- สุขภาพกับความสวยความงามคือคนละเรื่องกัน
สุขภาพ = สุขภาพ ส่วน ความสวย = ความสวย ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ต้องแยกออกจากกัน
สุขภาพ เป็นเรื่องของการดูแลทางกายและทางใจของแต่ละบุคคล ซึ่งคนที่จะบอกได้ว่าเราสุขภาพดีหรือไม่ ขั้นพื้นฐานอาจเป็นที่ตัวเราสังเกตตัวเองว่าเรากำลังเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างคล่องแคล่วอยู่ไหม? เรามีปัญหาหรืออาการใดๆ ทางร่างกายในการใช้ชีวิตหรือไม่? และลงลึกลงไปก็เป็นหน้าที่ของแพทย์และผู้เชี่ยวชาญที่จะให้คำตอบเราเองอย่างชัดเจนว่าอะไรที่เราควรปรับเพื่อนำไปสู่การมีสุขภาพที่ดีมากขึ้น เพราะแม้คนที่ดูรูปร่างอ้วนจะมีปัญหาสุขภาพตามมา แต่ใช่ว่าคนผอมจะไม่สามารถมีปัญหาสุขภาพได้ และคนหุ่นกลางๆ ก็สามารถมีปัญหาสุขภาพได้ ‘ทุกคน’ ทุกหุ่น ทุกสรีระสามารถเกิดปัญหาทางสุขภาพได้ทั้งหมด
ส่วนความสวย เป็นเรื่องปัจเจกบุคคลที่แต่ละคนจะมองว่าแบบไหนคือสวยในแบบของตัวเอง ความงามแบบไหนที่เราพึงพอใจและไม่พึงพอใจ ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ใช่ว่าเราจะมีสิทธิ์ไปวิพากษ์วิจารณ์ใครว่าสวยหรือไม่สวย เพื่อใช้ทำร้ายอีกฝ่าย เพราะนั่นก็เข้าข่ายการบูลลี่และเหยียดหยาม
การเป็นห่วงสุขภาพคนอื่นก็เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจดี แต่บางครั้งหากมันเป็นการล้ำเส้นความต้องการของเขาก็อาจสร้างความอึดอัดต่อคนที่โดนถามก็ได้ รวมไปถึงหากแตะเรื่องของ ‘ความสวย’ เข้ามาด้วย เราอาจต้องกลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้งว่า ทำไมเราถึงหยิบเรื่องความสวยขึ้นมาพูดก่อน? หากจะอ้างว่าเราเป็นห่วงสุขภาพ
ตัวเราเองเคยได้คุยกับคนเคยผอมที่ถูก body shaming ตั้งแต่ตอนเธอหุ่นกลางๆ จนเธอพยายามทำทุกวิธีในการลดน้ำหนักเพื่อให้ไม่โดน ‘คนอื่น’ ด่า และเมื่อพยายามออกกำลังกาย คุมอาหาร จนสามารถน้ำหนักลดแล้ว ก็ยังมีคนไม่พอใจในหุ่นของเธออยู่ดี นั่นส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพกายและใจของเธอไปพร้อมๆ กัน เพราะเธอกลายเป็นคนที่ไม่มีความสุขกับร่างกายตัวเองเพราะ ‘คำพูดคนอื่น’ เธอใช้เวลาฮีลใจตัวเองอยู่สักพัก และเมื่อปลดล็อก กลายเป็นว่าตอนที่เธอเลิกแคร์เสียงของคนอื่น และกลับมามีหุ่นอวบอ้วน ตอนนั้นเธอได้เรียนรู้ที่จะมีความสุขกับ ‘ร่างกายตัวเอง’ มากกว่าตอนผอมเสียอีก การตัดสินว่าคนอ้วนทุกคนจะ ‘เกลียดตัวเอง’ จึงอาจไม่จริงเสมอไป เพราะบางคนเขาก็มีความมั่นใจในตัวเองได้จริงๆ เมื่อสุขภาพจิตดี การดำเนินชีวิตของเราก็ดีไปด้วย ส่วนเรื่องสุขภาพกายที่คนอื่นเป็นห่วง นั่นก็เป็นหน้าที่ของเจ้าของร่างกายที่ต้องดูแลมันเอง
- Fat Shaming อาจไม่ใช่วิธีการสร้าง Motivation ให้คนหันมาดูแลตัวเองที่เฮลตี้ในระยะยาว
แม้จะมีคนเห็นด้วยกับวิธีการพูดแรงๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดผลลัพธ์ในการดูแลตัวเอง และมองว่ามัน ‘เวิร์ก’ แต่ในมุมผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็มองว่าการถูกด่าจากคนอื่น ไม่อาจเป็นทางที่เฮลตี้สำหรับทุกคนหรือสร้างความยั่งยืนได้ เพราะมันอาจตามมาด้วย ‘บาดแผลทางใจ’ และนำไปสู่ความคิดที่จะลดน้ำหนักหรือดูแลสุขภาพแบบที่ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เป็นการทำเพื่อ ‘คนอื่น’ มากกว่า
Jane Ogden ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาสุขภาพที่ University of Surrey กล่าวกับ BBC ว่า “การวิพากษ์วิจารณ์ (shaming) เป็นวิธีการที่ผิด โดยสิ่งที่เห็นทั้งหมดต่อ fat shaming คือมันทำให้ผู้คนรู้สึกแย่ มันทำให้ self-esteem ของพวกเขาต่ำลง มันทำให้พวกเขามีอาการซึมเศร้า และวิตกกังวล และสุดท้ายก็นำไปสู่การทำร้ายตัวเอง (self-destructive)”
เช่นเดียวกับ ดร. Rebecca Pearl รองศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาสุขภาพที่ University of Florida ที่กล่าวว่า “มีความเข้าใจผิดกันมานานว่า ถ้าคุณ shame คนอื่นเกี่ยวกับน้ำหนักของเขา นั่นจะทำให้เขากินน้อยลงหรือกินเพื่อสุขภาพมากขึ้น หรือออกกำลังกายมากขึ้นเพื่อลดน้ำหนัก” โดยเธอย้ำว่ามีข้อความมากมายที่บอกว่าคนคนหนึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการ ‘ลดน้ำหนัก’ และจะเป็นคนที่ ‘แย่’ หากทำไม่ได้ตามภาพหรือเรื่องราวในทีวี โซเชียลมีเดีย กระทั่งความคิดเห็นโดยตรงจากคนรู้จัก และการถูกบูลลี่หรือการเลือกปฏิบัติ เพราะ “ประสบการณ์การถูกตีตราจากคนอื่นมันเป็นอันตราย”
เพราะท้ายที่สุด หากเราตั้งต้นในการหันมาดูแลสุขภาพ เพราะอยากทำให้ ‘คนอื่น’ ถูกใจในตัวเรา มันอาจกำลังสร้างความเกลียดชังในตัวเองที่มากขึ้นเรื่อยๆ บางคนอาจลดน้ำหนักและกลายเป็นคนผอมได้สำเร็จ แต่ถ้าข้างในของเรายังวนอยู่กับการกลัวถูกตัดสินว่าจะไม่สวยหรือไม่ดีตลอดเวลา มันอาจกลายเป็นก้อนความกดดันใหญ่ๆ ในใจว่าคุณห้ามมีหุ่นแบบที่คนอื่นมองว่าไม่สวยเด็ดขาด และอาจพัฒนาเป็นการทำตามใจคนอื่นไปเรื่อยๆ ในอนาคต หากมีคนอยากให้คุณเปลี่ยนตรงนั้นตรงนี้ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า เราสามารถทำให้ทุกคนมา ‘ชอบ’ เราได้ทั้งหมดจริงๆ
การอยากออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี จึงควรเริ่มต้นมาจากความรู้สึกรักตัวเอง ที่เราอยากเห็นตัวเรา ‘แข็งแรงขึ้น’ ไม่ใช่การลดเพื่อเป้าหมายที่ว่า ผอม = สวย ที่อาจสร้างความไม่ยั่งยืนในการไปถึงจุดนั้น เพราะเราสามารถไปตรวจสุขภาพและพบว่ามีสุขภาพที่ดีได้โดยที่ไม่ต้อง ‘ผอม’ ก็ได้
ท้ายที่สุด ร่างกายของแต่ละคน คนคนนั้นล้วนเป็นเจ้าของร่างกายตัวเอง เขาจะมองร่างกายตัวเองสวยหรือไม่ นั่นก็เรื่องของเขา เขาจะมีความมั่นใจในร่างกายแบบไหนก็เรื่องของเขา และแม้กระทั่งเรื่องของสุขภาพ ที่จริงๆ แล้ว ก็เป็นหน้าที่ของเขาเองที่จะดูแลมัน และการไล่ใครให้ไปลดน้ำหนัก เพราะอยากให้เขาสวยขึ้น มันก็อาจเป็นคนละเรื่องกับการหวังดีทางสุขภาพ
อ้างอิง:
https://www.bbc.com/news/health-49714697
https://edition.cnn.com/2025/06/06/health/weight-loss-stigma-wellness
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ว่าด้วยวิธีที่บางคนเอาเรื่อง ‘สุขภาพ’ รวมกับ ‘Fat Shaming’ เพราะเชื่อว่ายิ่งใช้คำแรง ไม่สวย ไม่ดี หรือด้อยค่า จะกระตุ้นให้คนออกกำลัง คุมอาหาร ดูแลสุขภาพ เพื่อนำไปสู่การ ‘รักตัวเอง’ แต่มันใช่การรักตัวเองจริงหรือ หากทำให้คน ‘เกลียด’ ตัวเองไปด้วย
- ชวนดู ‘การพักผ่อน 7 แบบ’ เวอร์ชั่นอเมริกัน และ เวอร์ชั่นญี่ปุ่น ที่จะทำให้เราได้ชาร์จพลังกายและใจแบบเต็มอิ่ม
- Charlotte Chopin ครูสอนโยคะชาวฝรั่งเศสวัย 102 ปี อีกหนึ่งแรงบันดาลใจของการอายุยืนอย่าง ‘มีคุณภาพ’ ที่สุขภาพจิตสำคัญพอๆ กับสุขภาพกาย
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com