โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"เบน สมิธ" ตัวเชื่อมอีลิทไทย-กัมพูชา ปัดโยงทุนเทา/สแกมเมอร์

PostToday

อัพเดต 01 พ.ย. 2568 เวลา 19.21 น. • เผยแพร่ 01 พ.ย. 2568 เวลา 13.03 น.

ชื่อของ "เบน สมิธ" หรือ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ไม่ใช่ในฐานะนักธุรกิจธรรมดา แต่ในฐานะบุคคลที่ถูกระบุว่าเป็น "ตัวกลาง" เชื่อมโยงบุคคลระดับสูงทางการเมืองในภูมิภาคอย่างอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และสมเด็จฯ ฮุน เซน แห่งกัมพูชา และยังถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การฟอกเงิน และกลุ่มทุนจีนสีเทา จนกลายเป็นประเด็นที่สังคมไทยและสื่อต่างประเทศให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง

ข้อกล่าวหาที่สั่นสะเทือนวงการการเมืองและธุรกิจ

ข้อกล่าวหาต่อเบน สมิธ ถูกหยิบยกขึ้นในรัฐสภาไทยโดย นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคประชาชนซึ่งระบุว่า มีหลักฐานเชื่อมโยงเขาเข้ากับขบวนการฟอกเงินและกลุ่มทุนสีเทาในประเทศเพื่อนบ้าน รายงานของสื่อต่างประเทศหลายแห่งยังขยายผลต่อ จนส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชื่อเสียงและธุรกิจของเขา จนส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชื่อเสียงและธุรกิจของเขา

ข้อกล่าวหาหลักสามารถสรุปได้ดังนี้:

• ตัวกลางเชื่อมโยงอำนาจ: ถูกกล่าวหาว่ามีบทบาทสำคัญในการประสานงานระหว่างนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย และสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา โดยมีรายงานอ้างถึงเหตุการณ์ เช่น การจัดหาเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว Bombardier Global G7500, การจัดการประชุมระหว่างนายทักษิณกับผู้บริหารของ MGM Resorts International เพื่อหารือเรื่องกาสิโนถูกกฎหมายในไทย และการอำนวยความสะดวกในการพบปะระหว่างนายทักษิณกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม บนเรือซูเปอร์ยอชต์ "Wanderlust" ซึ่งบริหารโดยบริษัทของเขา

• เครือข่ายอาชญากรรม: มีการกล่าวหาว่าพัวพันกับเครือข่ายสแกมเมอร์ (แก๊งคอลเซนเตอร์) กลุ่มทุนจีนสีเทา การค้ามนุษย์ และขบวนการฟอกเงินในประเทศกัมพูชา

• ธุรกรรมต้องสงสัย: ถูกเชื่อมโยงกับธนาคาร BIC ซึ่งถูกระบุว่าเป็น "สวรรค์ของการฟอกเงิน" และกรณีการเสนอขายหุ้นของบริษัท Tiantian Ventures ที่ถูกสำนักงาน ก.ล.ต. ของไทยตรวจสอบ

• ประวัติในต่างแดน: ถูกอ้างถึงคดีฉ้อโกงหุ้นที่ประเทศนิวซีแลนด์ และมีรายงานว่ากำลังถูกจับตาโดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เนื่องจากความกังวลเรื่องการขยายอิทธิพลของจีนผ่านเครือข่ายทางการเงินของเขา

คำชี้แจงและการโต้กลับของเบน สมิธ

ภายหลังถูกพาดพิงอย่างกว้างขวาง เบน สมิธ ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง โดยระบุว่าตน ครอบครัว และธุรกิจ ตกเป็น “เหยื่อของกระบวนการใส่ร้ายป้ายสี” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อทำลายชื่อเสียงอย่างเป็นระบบ

ประเด็นสำคัญในการโต้แย้งของเขา ได้แก่

• ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา – ยืนยันว่าไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน การค้ามนุษย์ หรือขบวนการสแกมเมอร์ พร้อมชี้ว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดขาดหลักฐานทางกฎหมายรองรับ

• ชี้เบื้องหลังการโจมตี – ระบุว่าการเผยแพร่ข้อมูลเท็จส่วนใหญ่มีที่มาจากนักข่าวต่างประเทศชื่อ ทอม ไรท์ (Tom Wright) ผ่านสื่อ Project Brazen และ Whale Hunting โดยมีการเผยแพร่ข้อมูลโจมตีกว่า 130 ครั้งภายในระยะเวลาอันสั้น

• ชี้แจงข้อเท็จจริงทางคดี – ยืนยันว่าคดีในนิวซีแลนด์ได้รับการตรวจสอบแล้วว่าไม่เป็นคดีอาญา อีกทั้งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัท Tiantian Ventures หรือบุคคลที่อ้างว่าเป็นตน

• ดำเนินคดีทางกฎหมายตอบโต้ – ระบุว่าได้เริ่มกระบวนการฟ้องร้องนายทอม ไรท์ และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อพิสูจน์ความจริงในชั้นศาล พร้อมเรียกร้องให้องค์กรสื่อระหว่างประเทศอย่าง ICIJ และ OCCRP ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นธรรม

ขณะเดียวกัน ก็มีข้อมูลจากหน่วยงานราชการของไทยที่เปิดเผยออกมาในภายหลัง เข้ามาช่วยยืนยันบางประเด็นที่สอดคล้องกับการแถลงของ นาย เบน สมิธ ด้วย (อ่านรายละเอียด: ตร.ยัน! "เบน สมิธ" ไม่ใช่ CEO เทียนเทียน - ปปง.ไม่พบฟอกเงิน)

ไม่ใช่คนเดียวกัน: ปม CEO บริษัทฉ้อโกงคือการเข้าใจผิดครั้งใหญ่

หนึ่งในข้อกล่าวหาที่ถูกใช้ในการโจมตีเบน สมิธ คือการเชื่อมโยงเขากับบริษัท Tian Tian Ventures ที่ฉ้อโกงประชาชน แต่จากการสอบสวนของตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) ของไทย ได้ข้อสรุปว่า บุคคลที่ขึ้นเวทีอ้างตัวเป็น CEO ของ Tian Tian Ventures โดยใช้ชื่อว่า "เบนจามิน เบอร์เจอร์" (Benjamin Berger) แท้จริงแล้วคือ นายลอว์เรนซ์ อีวาน เฟลด์แมน (Mr.Lawrence Evan Feldman) สัญชาติอเมริกัน ซึ่งใช้ชื่อปลอมที่คล้ายกันเท่านั้น และพนักงานสอบสวนได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับนายลอว์เรนซ์ไปแล้ว

ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการกล่าวอ้างเรื่องตัวตนที่ผิดพลาดนี้คือรากฐานของข้อกล่าวหาที่นายรังสิมันต์ โรม นำไปอภิปรายในสภาฯ

ปปง. ไทย ยืนยันไม่เคยมีคดีฟอกเงิน

แม้ภาพลักษณ์ของเบน สมิธ จะถูกผูกโยงกับข้อกล่าวหาเรื่องการฟอกเงิน แต่หลายหน่วยงานของไทยที่รับผิดชอบโดยตรงกลับไม่พบข้อมูลดังกล่าว หนังสือตอบกลับของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่ส่งถึงผู้รับมอบอำนาจของเขา ระบุว่า จากการตรวจสอบฐานข้อมูล "ไม่ปรากฏข้อมูลว่ามีการดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานฟอกเงิน หรือว่ามีการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของนายเบน สมิธ"

เบน สมิธ ในสมรภูมิสงครามข้อมูล

แม้หลายหน่วยงานจะให้ข้อมูลสอดคล้องกับคำชี้แจงของเบน สมิธ แต่ภาพลักษณ์ของเขายังคงถูกเชื่อมโยงกับประเด็นการเมืองและผลประโยชน์ขนาดใหญ่ในภูมิภาค จนทำให้ชื่อของเขากลายเป็นจุดตัดระหว่างอำนาจทางการเมือง การเงิน และสื่อ

กรณีนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า เรื่องราวของเบน สมิธ อาจไม่ใช่เพียงข้อกล่าวหาอาชญากรรมทั่วไป หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของ “สงครามข้อมูลข่าวสาร” (Information Warfare) ที่ซับซ้อนในยุคดิจิทัล ซึ่งข้อมูลจากแต่ละฝ่ายมีความขัดแย้งอย่างสิ้นเชิง ระหว่างภาพของ “อาชญากรข้ามชาติ” กับ “นักธุรกิจผู้ถูกใส่ร้าย”

ท้ายที่สุด ความจริงทั้งหมดอาจต้องรอการพิสูจน์ผ่านกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้สังคมได้คำตอบว่า เบน สมิธ คือผู้กระทำผิด หรือเป็นเพียงเหยื่อของการโจมตีทางข้อมูลในโลกยุคใหม่กันแน่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...